“บินไทย-การท่า” เหยื่อแร้งกายุคเทพ

เมื่อวานนี้-เป็นวันตรุษจีน ตรงกับอาทิตย์ที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๒ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ หรือเดือน ๒ ปีชวด และวันนี้-ตรงกับจันทร์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๓ ปีชวด จันทร์ดับเกิดเป็นสุริยคราสในราศีมังกร สภา-ศาล-ศาสนา-ตำรวจ-ท่องเที่ยว -เอกสารสัญญาต่างๆ เขาว่าระวังเสียว ชนิด..ปุบปับ-ฉับพลัน!?

เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่พ่อค้า-นักธุรกิจที่เขาจะลงมือทำอะไรต้องหาฤกษ์-หายามเลย กระทั่งพวกพรรคการเมืองจะบุก จะถอยในสภา-นอกสภา เขายังต้องบุก-ต้องถอยตามดาว

อย่างตอนนี้ไปจนถึงวันที่ ๕ กุมภา.ฝ่าย “เพื่อไทย” เขาคงจัดทัพแบ่งกำลังรบเป็น ๒ ทัพ คือกำลังรบ ส.ส.จะตีรุกในประเทศทัพหนึ่ง และกำลังรบเสื้อแดง นำโดย ๓ เกลอหัวขวด จะตีกระหนาบนอกประเทศอีกทัพหนึ่ง

“ในประเทศ” ก็รุกชิงอำนาจนำประเทศผ่านสภา ส่วน “นอกประเทศ” ก็ร่อนประจานประเทศตัวเองผ่านสถานทูตในกลุ่มประเทศอาเซียน นี่เป็นรอบแรก ถ้ายังไม่แตกหัก ก็จะปฏิบิตการผลาญเมืองโหมต่อไปจนถึงมีนา.โน่นแหละ!

เพราะตามดาว ฝ่ายรัฐบาลถือว่าช่วงนี้ “ดาวไม่เป็นคุณ” โหราจารย์ฝ่ายค้าน-ฝ่ายเสื้อแดงจึงให้ฤกษ์ “ตีรุกตามดาว” ทั้งในสภาและนอกสภา ฉะนั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องฟิตกล้ามให้เปรี๊ยะ และการ์ดอย่าตก

ยิ่งมีร่างงบประมาณรายจ่ายกลางปี อันเป็น “พ.ร.บ.การเงิน” จะเข้าสภาอยู่ด้วย ถ้าพวก ส.ส.รัฐบาลยังสันหลังยาวเป็นอาจินณ์ เอาแต่เงิน เอาแต่สิทธิ์ ส.ส.แต่ไม่เอาความรับผิดชอบ

ปล่อยให้ “สภาล่ม” อย่างพฤหัสบดีที่แล้วละก็ จะเป็น “ความตาย” ของรัฐบาลที่ชาวบ้านจะบอกว่า “สมน้ำหนากะลาหัวเจาะ”!

เออ.. บางท่านอาจสงสัย “จริงๆ แล้วตอนนี้มันเป็นปีอะไรกันแน่?” เพราะตอน ๑ มกรา.ก็บอกว่าจากปีหนู-สู่ปีวัว แล้วมาตรุษจีนนี้ ก็เห็นโฆษณากันเอิกเกริกว่า “เข้าสู่ปีวัว” อีกแหละ แต่ถ้าดูตามปฏิทินก็ยังเห็นว่าเป็น “ปีหนู” คือปีชวดอยู่

ฉะนั้น จริงๆ แล้ว ณ วันนี้ มันปีอะไรกันแน่?

ผมว่าแล้วแต่ใครจะถือแบบไหนมากกว่า ถ้าถือฝรั่ง ก็เป็นปีฉลู-ปีวัว ตั้งแต่วันที่ ๑ มกรา.แต่ถ้าถือจีน ก็เป็นปีวัวตั้งแต่วันนี้-ที่ ๒๖ มกรา.แต่ของไทยเปลี่ยนจากชวดเป็นฉลูเริ่มจาก “วันตรุษไทย”

วันตรุษไทยคือ วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี ส่วนจะตรงกับวันที่เท่าไหร่-เดือนไหน ตามปฏิทินสากล ก็ต้องดูเอาในแต่ละปี อย่างปีนี้ “วันตรุษไทย” คือวันเปลี่ยนนักษัตรจากชวดเป็นฉลู จะตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๒!

“ตรุษไทย” เปลี่ยนนักษัตร ชวด..ฉลู..ขาล..เถาะ..ส่วน “สงกรานต์” เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ปีนักษัตรกับจุลศักราชนี้เป็นของคู่กัน อย่าถามมากนะครับ เรื่องจุลศักราชนี่ผมก็เวียนหัว

เอาง่ายๆ อย่างนี้ อยากรู้ว่า พ.ศ.นี้จะตรงกับ จ.ศ.เท่าไหร่ ก็เอาปี พ.ศ.ตั้ง แล้วเอา ๑๑๘๑ ไปลบ ก็จะออกมาเป็นปีจุลศักราช แต่ถ้าเห็นปีจุลศักราชแล้วอยากรู้ว่าตรงกับ พ.ศ.ไหน ก็เอา ปี จ.ศ.ตั้งแล้วเอา ๑๑๘๑ บวกเข้าไป ก็จะออกมาเป็นปี พ.ศ.

เพราะ “สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง” ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทรงกำหนดให้ใช้ จ.ศ.หลัง พ.ศ.๑๑๘๑ ปีนั่นเอง!

พูดถึง “สุริยคราส” บ่ายวันนี้ ขอย้ำ อย่าทำเป็นเก่ง เห็นมืดๆ ครึ้มๆ นึกว่าไม่เป็นไร แล้วเที่ยวไปแหงนหน้าดูราหูอมนายกฯ..เอ๊ย..อมพระอาทิตย์ด้วยตาเปล่าเชียว ตาจะบอดเอาง่ายๆ

สมัยผมเป็นเด็ก ก่อนถึงกึ่งพุทธกาล คือ พ.ศ.๒๕๐๐ เคยเกิดสุริยคราสเต็มดวง พวกผมชาวอารามบอย เอาตะเกียงน้ำมันก๊าดของพระมาจุด แล้วเอากระจกแตกๆ นี่แหละไปรมเขม่าไฟจนดำเหม่

ส่องดูอมกัน เห็นจะจะ “ทุกฉาก-ทุกตอนเลยครับ จนป่านนี้ตายังฮัลโหลยายได้สบายมาก แสดงว่าวิธีของผมปลอดภัย ๑๐๐% ยกเว้นที่ไม่ปลอดภัยคือ จบแล้วกลายเป็นหมีแพนดาบ้าง ค่างแว่นบ้าง ก็อย่ามาว่าก็แล้วกัน ถ้าใครนำวิธีของผมไปใช้ในการดู

ราหู “อมอภิสิทธิ์” บ่ายนี้!?

ก็ทำไมจะไม่อมล่ะครับ ก็เล่นบริหารแบบ “แบ่งประเทศกัน” ปกครองได้-ปกครองเอาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ผมเห็นแล้วกลุ้มใจ กลุ้มใจแทนท่านนายกฯ ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่ง กลุ้มใจแทนประเทศ

ก็เหตุเกิดที่ “กระทรวงคมนาคม” ที่ท่านหั่นแบ่งเป็นเค้กให้ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” หรือพูดกันให้ตรงกระบาลคือ “ยกกิจการในกระทรวงคมนาคมทั้งหมดให้คณะเนวินไปเสพสม” นั่นแหละ

ยิ่งดู ก็ยิ่งชัดขึ้นทุกทีว่า ทั้ง การท่า-การบินไทย-การรถไฟ-การรถเมล์ “เสร็จแน่ๆ” ไม่มีทางรอดอุ้งเล็บ “เสือห้อย-เสือโหน-เสือหิว”!!

ผมก็คิดในแง่ดีเสมอว่า บ้านเมืองถูกรุมโทรมขนาดนี้แล้ว ซ้ำเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ ใครที่เข้ามาบริหารราชการงานเมืองขณะนี้ คงต้องปวารณาตัวเป็น “พระธรรมยุต” ไม่แตะเงินทองของบาดใจ

อดใจ “ไม่ไฝ่โจร” ไว้ซักพรรษา แล้วใช้สุจริตเป็นที่ตั้ง สะสางงานบ้านเมืองให้เข้าตาประชาชน เพื่อล้างภาพยี้-ภาพมาร เมื่อบ้านเมืองอ้วนพี-พอมีเนื้อมีหนัง แล้วค่อยและเล็มทีหลัง

นั่นก็พอจะข่มใจยอมให้มั่ง!

แต่นี่ล่อกันตั้งแต่ยกแรกเลย ลำพังโครงการราดยางถนนดินลูกรังที่เรียกเสียโก้ว่า “ถนนปลอดฝุ่น” แค่อ้าปากก็เห็นถึงรูทวารแล้วว่า ไอ้โครงการบ้านี่ “แท้จริงเพื่ออะไรกันแน่”

แต่ก็เอาเถอะ นึกซะว่าเป็นค่า “สินน้ำใจ” ที่ทรยศขบถนาย มาอยู่ใต้บารมีอภิสิทธิ์!

รถเมล์ NGV ๔, ๐๐๐ คัน ก็ไม่เก็บอาการเลย ไม่สนซะด้วยว่าใครจะพูดยังไง คงคิดว่า อุตส่าห์ปั้นเป็น “ก้อนเนื้อในน้ำ” มาตั้งแต่รัฐบาลสมัคร แล้วทิ้งเพื่อน-ทิ้งนาย “ตามติด” มาถึงรัฐบาลนี้

มีหรือที่จะไม่งมต่อ!?

การจัดขบวนคนเอามาใช้งานในคมนาคมเวลานี้ เป็นสัญญาณที่บอกให้รู้อย่างหนึ่งว่า “กองกำลังผสมพลังสุริยะ” ในคมนาคมพลิกฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว การมาของ “นายศรีสุข จันทรางศุ” ก็ดี การจี้หลังบอร์ดการท่าอากาศยานไทย หรือที่เรียกกันว่า ทอท.ให้ลาออกก็ดี และการจับยัดลูกน้องเก่าของเนวินที่มีคดีจากกระทรวงเกษตรมาเป็นบอร์ดการท่า ก็ดี

กระทั่งการปล่อยชื่อ “นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต” อดีตรองปลัดคมนาคม ที่ซึ้งใจกันดีแต่ยุคทักษิณ-สุริยะกลับมา โดยวางตัวให้เป็น “ประธานบอร์ด” การท่า นั่นก็ดี

เหล่านี้ ไม่ใช่สัญญานของการ “สรรคนดีที่ถูกกับงาน” เข้ามาบริหารการท่าเลย ตรงกันข้าม พลันที่นายศรีสุขเข้ามาก็จะปิดดอนเมือง กลับไปใช้สุวรรณภูมิสนามเดียว สอดคล้องกับการจะเอานายปิยะพันธ์ “คนพันธุ์เดียวกัน” มาบริหารการท่า เรียกว่างานนี้มากันเป็นแพ็กเกจ

มิน่าล่ะ ในวันเปิด “พรรคภูมิใจไทย” นายสุริยะกับนายเนวินจึงแบกหน้าที่เอิบอาบ-เปี่ยมสุขออกมาสันถวะโชว์ต่อ สาธารณะอะร้าอร่าม เท่ากับเป็นการประกาศนามเหนือเครือข่ายใน “คมนาคม” ว่า

ข้า(กลับ)มาแล้วโว้ย!

ผมไม่แปลกใจที่การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นการท่าเมื่อ ๒๓ ม.ค.ที่รวบหัว-รวบหางจะตั้งกรรมการ ทอท.ชุดใหม่ ๑๔ คน แทนชุดเก่าที่เขารำคาญการเมืองที่บีบให้ลาออก แต่ต้องล้มกลางคัน เพราะผู้ถือหุ้นรายย่อยคัดค้าน

ถ้าพูดกันตามเนื้อผ้า บอร์ดชุดเดิมที่มี “นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์” อดีต ผอ.สำนักงบประมาณ เป็นประธาน นั้น ทั้งชื่อ-ทั้งชั้น ทั้งความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ เหนือกว่าเป็นที่เชื่อถือและยอมรับได้ในวงการบริหารและวงราชการมากกว่า “ชุดใหม่” ตามใบสั่งการเมือง

ยิ่งโดยเฉพาะคนที่วางตัวให้มาเป็น ประธานบอร์ดแทนนายวุฒิพันธ์ คือนายปิยะพันธ์ นั้น ถึงเป็น “คนดีของเขา” แต่เมื่อเทียบกับ “คนดีของสังคม” อย่างนายวุฒิพันธ์ เห็นทันทีว่า “ต่างชั้น” กันจริงๆ

นายปิยะพันธ์นั้น ตอนนี้ได้รับความไว้วางใจจากเครือข่าย “เนวิน-สุริยะ” บริหารทั้ง ขสมก.ทั้ง บ.ข.ส. เรียกว่า “เรียบร้อยโรงเรียบนรถเมล์” อยู่แล้ว ยังจะให้ถ่างขามาเรียบร้อย “การท่าอากาศยาน” อีกแห่ง!

นี่คือลางหายนะแรกของรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแลของคมนาคม ที่มีกระทรวงคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ พูดให้ตรงตัว “การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ที่เป็นปัญหา-เป็นคดีคาอยู่ และเจ้าเก่าก็จะส่งคนคืบคลานกลับเข้ามา

เข้ามากลบ หรือเข้ามาขบต่อ ไม่ต้องคิดเลย!

หายนะที่สอง นอกจากการท่าแล้วก็ “การบินไทย” ถ้าพูดแบบใส่สูทก็ว่า “มีปัญหาในสภาพคล่อง” แต่ถ้าพูดแบบถุยใส่หน้าก็ต้องพูดว่า “กินสะสมกันจนเจ๊งคาที่แล้ว”!

การบินไทยก็เป็นอีกหนึ่ง “บริษัทมหาชน” ที่เป็นรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ และกระทรวงคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทุเรศที่สุดที่ “การบินไทยเจ๊ง” มันจะพูดเป็นอื่นไม่ได้ว่าเจ๊งเพราะอะไร

เจ๊งเพราะเหลือบการเมือง และไรคณะบริหารโดยแท้จริง!

ก็ ต้องโละแน่ๆ บอร์ดการบินไทยนี่น่ะ ปัญหาอยู่ที่ว่า โละแล้ว ฝ่ายการเมือง คือกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงคลัง จะวางนโยบายต่อปัญหานี้อย่างไร วางนโยบายว่า “ศพนี้ยังพอแทะกินได้” แล้วสมประโยชน์กัน จัดสรรเครือข่าย “เก่า-ใหม่” ให้อยู่ร่วมแทะจนเหลือแต่กระดูกกันต่อ

หรือจะวางนโยบาย นำเข้าห้องไอซียู แล้วส่งเข้าสู่กระบวนการ “ผ่าตัดใหญ่” ด้วยทีมหมอใหญ่-หมอใหม่ “นอกสายการเมือง” ทั้งชุด เพื่อเอาชีวิตการบินไทยกลับมา?

เงินจะกี่หมื่นล้านก็แก้ปัญหาการ บินไทยไม่ได้ เพราะปัญหาการบินไทยอยู่ที่ “ความจริงใจและความสุจริต” ของนักการเมือง และทีมบริหารในสาขาอาชีพ

ฉะนั้น ผมจึงแปลกใจ ทั้งการบินไทย และการท่าอากาศยานไทย ล้วนเป็นกิจการที่ “กระทรวงคลัง” ถือหุ้นใหญ่ แต่ดูเหมือนนายกรณ์ จาติกวณิช ไม่สนใจเลยว่า กระทรวงคมนาคมจะแล่เนื้อ-เถือหนังอย่างไรก็ช่าง ขนาดการบินไทยเจ๊งอยู่คาตา ทั้งอภิสิทธิ์-กรณ์ “กลับไม่หือหา” ในฐานะหุ้นใหญ่ แล้วจะไม่ให้สงสัยว่า..นี่ไม่ใช่เค้กใคร-เค้กมันได้อย่างไรกัน?


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 26 มกราคม 2552