อันที่จริงสินค้าประเภทอบายมุขทั้งหลาย โดยเฉพาะ เหล้า เบียร์ บรั่นดี บุหรี่ นี่ ไม่น่าเรียกในเชิงประณามเขาเลยว่า "สินค้าบาป" เพราะผมเห็นเข้าตาจนทีไร ก็รอดตายไปได้เพราะใบบุญของสิ่งที่เรียกว่า "สินค้าบาป" ทีนั้น สดๆ ร้อนๆ ในภาวะรัฐบาลกระเป๋าขาด เฉพาะหน้าก็ต้องหันไปพึ่ง "ภาษีสินค้าบาป" เรียกว่าขึ้นภาษีสรรพสามิตทั้งเหล้า ทั้งเบียร์ ทั้งบรั่นดี แต่รอบนี้ "บุหรี่" รอดไปได้ น่าจะเรียกว่า "สินค้าทาสในเรือนเบี้ย" หรือสินค้า "ผู้มีอุปการคุณ" จะเหมาะกว่านะ เพราะสามารถจิกหัวเอามาสนองอยากได้ตามอยาก...ทุกครั้งไป!
ตัวเหล้า ตัวเบียร์น่ะ มันไม่ใช่ตัวบาปหรอก คนกินตะหากคือตัวบาป เพราะมันเป็น "น้ำแปลงร่าง" เมื่อกินได้ที่ จะแปลงนิสัย สันดานคนกินให้เป็นไปต่างๆ นานา แล้วไปทำอะไรต่อมิอะไรในทางที่ไม่ดี ฉะนั้น ให้รัฐบาลรีดภาษีจากคนกินหนักๆ จะได้หมั่นไส้รัฐบาล แล้วพานไม่กง..ไม่กินมันส่งไปเลย!
แต่ผมว่าไม่หรอก หมั่นไส้หนักๆ เข้า ก็จะต้องดวดซักเป๊ก-สองเป๊ก ดับหมั่นไส้ เลยหนักเข้าไปอีก เหมือนงูนั่นแหละ ยิ่งรีดพิษ ยิ่งมีพิษเพิ่ม งูพิษไม่เคยตายเพราะพิษตัวเอง ฉันใด คนขายสินค้าอบายมุข ก็ไม่เคยเดือดร้อนจากภาษี ฉันนั้น เพราะคนดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ สูบบุหรี่
นั่นคือ คนรับหน้าที่เดือดร้อน และหน้าที่ตายแทน!
ถึงอย่างนี้ก็เถอะ ก็ยังมีคน "เต็มใจตาย-เต็มใจเดือดร้อน" ทยอยเข้าคิวจากรุ่น-สู่รุ่นไม่เคยขาด รวมทั้งตัวผมด้วย เออ..มันก็แปลกดีนะ!
เอาน่ะ..คนกินเหล้า-สูบบุหรี่ ผมยกให้เป็น "ผู้เสียสละแนวหน้า" อย่างน้อยเวลานี้ จากภาษีสรรพสามิตที่จะรีดได้ตามเป้าตั้ง ๖ พันกว่าล้าน ก็น่าจะเอาไปโปะเงินคงคลังที่รัฐบาลตอดไปใช้โน่น-ใช้นี่ ให้กลับมามีตัวเลขที่เสถียรตามระบบได้
พูดถึงเรื่องคลัง ผมก็หายใจไม่ทั่วท้องไปกับรัฐบาล เมื่อบ้านเมืองค้าขายไม่ได้ปกติ ชาวบ้านชาวช่องชักหน้าไม่ถึงหลัง ที่เคยจับจ่ายใช้สอยแบบ "มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท มีอยู่บาทฟาดให้เหี้ยนเตียนกระเป๋า ถึงไม่มียืมเขาก็ยังเอา" อะไรประเภทนั้น ก็ต้องหันกลับมากิน-มาใช้ตามที่ท่าน "สุนทรภู่" สั่งสอน คือ "มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน"
เมื่อชาวบ้านเป็นอยู่อย่างมีเหตุผลในการใช้จ่าย รัฐบาลก็ "ตายซีครับ" คือไม่รู้จะไปเก็บภาษีเอาจากที่ไหน ไม่มีใครหรอกครับที่ไม่จ่ายภาษีให้รัฐ ขึ้นรถเมล์ ซื้อบะหมี่ซอง นั่นเขาก็บวกภาษีให้เราจ่ายเรียบร้อยอยู่ในนั้น กระทั่งซื้อไม้ขีดกล่อง ก็หนีภาษีที่บวกในราคาไปไม่พ้น
เมื่อคนกินน้อย ใช้น้อย เที่ยวเตร่น้อย เท่ากับว่า "ตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ" มันไม่ทำงานตามระบบ ผลที่ตามมาคือ "ระบบเศรษฐกิจ" การเงิน-การคลังของประเทศก็ป่วย และถ้าปล่อยให้ป่วยเรื้อรัง ประเทศชาติซึ่งเป็นนามธรรมไม่ตายหรอก แต่ชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ นี่แหละตายก่อน
ถ้าไม่ตาย ก็ต้องถึงขั้นปล้น-ฆ่า เอาเนื้อคนมาต้มกับมาม่า-ยำยำ กินกัน!
ต้องเข้าใจอยู่อย่างว่า ในภาวะระบบการเงิน-การคลังของประเทศป่วย ไม่ได้หมายความว่า ประเทศชาติ "ไม่มีเงิน"
มีครับ เงินมันมีเหมือนเดิม หรือจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่า "เงินมันไม่หมุนไป และเงินมันไม่หมุนมา" เท่านั้น มันหายไปจากระบบ และถ้าถามว่า
"แล้วมันหายไปอยู่ซะทางไหน?" คำตอบก็คือ
ไปอยู่ในกระเป๋าพ่อค้า ในกระเป๋านักธุรกิจ-นักลงทุน ในกระเป๋าคนรวย ในกระเป๋าเศรษฐี ในธนาคารต่างๆ ในสินทรัพย์ ประเภทสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ประเภทสินค้าวัตถุดิบ ไม่เว้นกระทั่งตามย่ามหลวงพ่อ หลวงพี่ และวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งยังไม่นับของพวกนักการเมือง และพวกค้าขายของทุจริตผิดกฎหมายที่เอาเงินสดไปฝังตุ่มไว้
นี่..เงินมันมี แต่ไม่สามารถทำให้เงินอัน "นอนนิ่ง" อยู่ตามที่ต่างๆ ไหลออกสู่ระบบ ที่เรียกว่าระบบ "ขาดสภาพคล่อง" อะไรประมาณนั้น ฉะนั้น ประเด็นมันอยู่ที่ว่าจะหาวิธียังไง หลอกล่อให้เงินมันโผล่หัวออกมาจากที่หลบภัยเศรษฐกิจของมันเท่านั้น
แต่ดูเหมือน "เด็ก ๒ คน" คือนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคุณกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ไปนอนคิดหาวิธี "เอาเงินล่อเงิน" ออกมาได้แล้ว คือเมื่อวานนี้ (๖ พ.ค.๕๒) คุณกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ท่านออกมาจากที่ประชุม ครม.บอกว่า วงเงินลงทุนตามโครงการต่างๆ ตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะ ๒ จากปี ๒๕๕๓-๒๕๕๕ จำนวน ๑,๕๖ ล้านล้านบาท นั่นน่ะ
ปรับลดลงเหลือ ๑.๔๓ ล้านล้านบาท และ ครม.อนุมัติเรียบร้อยแล้ว!
ก็หมายความว่า ใน ๓ ปีต่อจากนี้ รัฐบาลจะไม่บริหารแบบ เอางบประมาณรายจ่ายประจำปีมานอนแทะเพื่อยังชีพระบบข้าราชการกันเองให้รอดตายไปปีๆ แต่รัฐบาลจะหาเงิน "นอกงบประมาณ" อีก ๑.๔๓ ล้านล้านบาท มาสร้างสภาพคล่อง มาสูบฉีดเป็นเลือดหล่อเลี้ยงให้ระบบหมุนเวียน
นั่นคือ เมื่อเอาเงินมาหมุนไป-หมุนมา ชาวบ้านก็จะมีชีวิตชีวา วงจรชีวิตพลอยลื่นไหล หมุนไป-หมุนมาตามไปด้วย การหมุนไป-หมุนมา นั้น เท่าที่ฟังท่านรัฐมนตรีท่านบอก ท่านจะใช้แผน "ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ "
จะจ้างงานผ่านโครงการการลงทุนของรัฐทั้งระยะสั้น-ระยะยาว ตามประเภทต่างๆ ๑.ลงทุนเกี่ยวกับชลประทาน ๒.พัฒนาระบบขนส่ง ๓.พัฒนาโครงสร้างพลังงาน และ ๔.ด้านการศึกษา
ตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะ ๒ นี้ คุณกรณ์บอกว่า ในช่วง ๓ ปีนี้จะทำให้เกิดการจ้างงาน จาก ๑ ล้าน ๕ แสน ไปจนถึง ๒ ล้านคน
ซ้าาาาาาธุ!
ก็เป็นหลักการ และโครงการกว้างๆ ในรายละเอียดผมก็ไม่ทราบว่าใน ๔ หัวข้อนั้น ท่านทำอะไรกันบ้าง แต่ในความหมายว่า ตอนนี้เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดแล้ว เหมือนขุดถึงดินดาน มันก็สมควรเทฐานรากทับหัวเข็ม เพื่อก่อสร้างตัวอาคารขึ้นมา ในเมื่อ ภาคเอกชน ภาคธนาคารยังไม่กล้าลงทุน
ภาครัฐ-โดยรัฐบาลก็ต้องเป็นตัวนำ โดยใช้แผน "ไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕" พยุงระบบที่ไข้ทรงแล้ว ให้ค่อยผงกหัวขึ้นมา เพื่อภาคเอกชนจะได้กล้าออกมาผงกหัวตาม ไม่ใช่รอให้ระบบฟื้นด้วยตัวมันเอง แล้วให้มันชักลากไป
แบบนั้นไม่ใช่ชักลาก แต่ "ถูกมันลาก" ไปลงหลุมมากกว่า!
ผมก็ว่า "สมควรแล้ว" ที่ภาครัฐต้องกล้าตัดสินใจ และกล้าทำ ระบบสังคมโลกทุกวันนี้ เขาออกแบบมาให้กู้ยืม ต้องเป็นหนี้ก่อนถึงจะนอนสะดือเย็น คนที่ไม่ยอมเป็นหนี้ ตายเป็นผีก็ไม่มีคนอยากเผา เพราะถึงเผาไปเงินในปากผีก็ไม่มีให้ล้วงซักบาท นั่นคือ ถึงรัฐบาลกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจไปจนวงเงินเต็มเพดานตามกฎหมายกำหนดไปแล้วก็ช่างเถอะ เพื่อรักษาระบบไว้ไม่ปล่อยให้ตายซาก หนี้มันก็ยังมีลมหายใจ และเมื่อมีลมหายใจ ก็หมายความว่า
หนี้นี้ เป็นหนี้มีอนาคต บ่เป็นหยังหรอก!
และเมื่อวานนี้ ครม.อีกเหมือนกัน เมื่อต้องใช้เงินอีกมากมายขนาดนี้ จะเอามาจากไหน ไม่เหมือนสหรัฐที่เขาพิมพ์แบงก์ใช้เองได้ สรุปก็คือต้องกู้ เมื่อกู้เต็มเพดานแล้ว ก็ต้องหาวิธีใหม่ วิธีนั้นก็คือ ครม.อนุมัติให้คลังออก พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.กู้เงินกรณีพิเศษเพื่อฟื้นฟูเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เทคนิคทางศัพท์แสงและวิธีการยักเยื้องต่างๆ ผมไม่รู้เรื่องหรอก สรุปเป็นว่า คลังจะกู้เงินภายในประเทศอีก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่ใช่ ครม.อนุมัติปุ๊บ จะกู้ได้ปั๊บ ต้องนำกฎหมายเข้าสภาฯ ให้สภาฯ อนุมัติก่อน!
ประเด็นที่ผมอยากพูดก็คือ นี่อย่างไรล่ะที่บอกว่า "เงินไม่ได้หายไปทางไหน?" มันซุกอยู่ตามกระเป๋าคน และตามที่ต่างๆ อย่างว่านั่นแหละ จึงเป็นเรื่องถูกต้องอีกนั่นแหละที่คุณกรณ์จะกู้เงินภายในประเทศ คนไทยเมืองไทยเงินเยอะแยะ ผมเห็นบริษัทเอกชนออกหุ้นกู้แต่ละที บรรดาเศรษฐีจอมซุกแห่เข้าคิวไปแย่งจองแทบฆ่ากันตาย
ขนาด "หุ้นกู้" ไม่รับประกันชักดาบนะ เงินยังไหลไปที่เขา แล้วนี่ "รัฐบาลเป็นประกัน" ออกพันธบัตรมา หรือจะอะไรก็ไม่รู้แหละ อย่าว่าแต่ ๘ แสนล้านเลยครับ ซักล้านล้านก็ยังสบาย นอกจากช่วยให้เศรษฐีจอมซุกได้ดอกเบี้ยดีกว่าแบงก์ที่เอารัดเอาเปรียบ "ลดดอกฝาก แต่ไม่ลดดอกกู้" แล้ว
ยังเป็นการดึงเอา "กระดาษ" ที่นอนนิ่ง ให้ออกมาหมุนเป็น "เงิน" สมตามค่า-ตามราคาของธนบัตรในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย!
ที่ผมว่านี้ ก็แค่ทฤษฎี แต่ทั้งหลาย-ทั้งปวง จะสัมฤทธิผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ทรัสต์ครับ...ทรัสต์ คือ "ความเชื่อ-ความมั่นใจ" ตัวเดียว เป็นกุญแขไขสู่ความสำเร็จทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และทั้งการฟื้นเศรษฐกิจของเราวันนี้ ให้ค่อยๆ ฟูไปบรรจบในวันที่ "เศรษฐกิจโลก" เฟื่อง!
พิมพ์เขียวตามแผน "เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕" จะบรรลุตามนั้นได้ นายกฯ อภิสิทธิ์ และคุณกรณ์ จะต้องทำให้ประชาชน นักลงทุน ไม่ต้องเอาถึงนักลงทุนนอก เอาพวกเราในประเทศนี่แหละ ให้เกิดศรัทธา เกิดความเชื่อมั่นผ่านระบบการเมืองว่า
ในขั้นแรก รัฐบาลเจ้าของแผนนี้สามารถอยู่ และสามารถบริหารประเทศไปได้ "ครบเทอม" คือ ๓ ปี
ในขั้นที่สอง ไม่ต้องครบ ๓ ปี แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องรักษาเรตติ้ง "ศรัทธา-เชื่อมั่น" ให้คงที่ไปจนกว่าปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ผ่าน
ในขั้นที่สาม ไม่ต้องงบประมาณปี ๒๕๕๓ ผ่านก็ได้ แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องรักษาเรตติ้งศรัทธาให้อยู่กับระบบรัฐสภา และมั่นใจได้ว่า ด้วยศรัทธานั้น ถึงยุบสภาฯ-เลือกตั้งใหม่ "ประชาชนก็จะเทใจ-เทคะแนนให้ผม"
ประชาธิปัตย์โชคดี เพราะเคยผ่าน "ข้อสอบเศรษฐกิจวิกฤติ" มาแล้วเมื่อปี ๒๕๔๐ ฉะนั้น เมื่อมาเจอ "ข้อสอบเก่า" เอามาออกใหม่ในปี ๒๕๕๒ นี้ สามารถเปิด "ลิ้นชักประสบการณ์" เอามาดัดแปลงใช้ได้สบายอยู่ นั่นหมายความว่า ต้องใช้กุญแจคือ "ตัวศรัทธา-ตัวมั่นใจ" ในรัฐบาล และในนายกฯ เป็นตัวนำแผนไปสู่ความสำเร็จ ถ้าคนเชื่อในรัฐบาล ไม่ต้องกู้ถึง ๘ แสนล้านหรอก แค่บอกว่า "กู้" เป็นการนำร่อง ระบบก็จะเคลื่อนไหว แล้วเงินก็จะไหลออกมาสู่ระบบเอง แต่ถ้าความมั่นใจในรัฐบาลไม่เกิด ต่อให้กู้มากองหมื่นล้านล้านล้านขนาดไหน....ไทยก็ไม่แข็งครับ!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 พฤษภาคม 2552

