ยอมรับครับว่า ผมพลาดการเฝ้าหน้าจอเพื่อชม "ศึกเงินกู้ ๔+๔ แสนล้าน" ที่อภิปรายกันในสภาวานนี้ (๑๕ มิ.ย.) แต่ฟังข่าวตอนเย็นได้ยินเขาว่า "บรรยากาศเต็มไปด้วยอัธยาศัยอันดียิ่ง" ผมก็แอบดีใจลึกๆ แสดงว่าฝ่ายค้านเริ่มตั้งสติ และใช้สตินำการทำงานกันแล้ว เซียนการเมืองเขามองกันว่า เมื่อ พ.ร.ก. + พ.ร.บ. รวม ๘ แสนล้าน และงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๓ ผ่านสภาแล้ว อย่างเร็วปลาย ก.ย.อย่างช้าปลาย พ.ย.-ธ.ค. หลังประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือน ต.ค.ผ่านไป มีสิทธิ์ที่นายกฯ อภิสิทธิ์จะ "ยุบสภา"!
ต้องเข้าใจกันด้วยนะครับ ตามวิถีทางประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา "การยุบสภา" เป็นเรื่องของธรรมชาติ ฉะนั้น อย่าไปมองเหมือนแพนด้าตกลูกในประเทศไทย ถ้าพูดกันให้ชัดๆ ลงไป การยุบสภา ถือเป็น "แต้มต่อ" ในเกมการเมืองของฝ่ายรัฐบาล ใครเป็นฝ่ายค้านก็ต้องยอมรับสภาพว่า เสียเปรียบอยู่ครึ่งหนึ่ง
คือ ถ้าฝ่ายรัฐบาลคะแนนนิยมในหมู่ประชาชนเขาดี เขาก็อาจยุบ ให้เลือกตั้งใหม่เพื่อพรรคเขาจะได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้น หรือบริหารห่วยแตก คุมลูกพรรคฝ่ายตัวเองก็ไม่อยู่ ชาวบ้าน ถุย..ถุย..ทุกวัน เรื่องสำคัญๆ เข้าสภามีหวังถูกฝ่ายค้าน ผสมฝ่ายตัวเองรุมยำคาเกือก จำต้องเลือกตัดสินใจไปตายดาบหน้าแบบนี้ก็ "ยุบสภา" หนีทั้งอาย หนีทั้งตาย ก็เป็น "ไพ่เหนือ" อีกใบในมือฝ่ายรัฐบาล!
ฉะนั้น ที่ข่าวเขาบอกว่า การอภิปรายในสภาวานนี้จืดชืดเหมือนน้ำล้างหัวล้าน ผมจึงดีใจ ไม่ใช่ดีใจว่าฝ่ายค้านหมดน้ำเงี้ยว แต่ดีใจที่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงสำหรับ "พรรคเพื่อไทย" ถึงอย่างไรก็ยังไม่สิ้นหวังที่จะได้กลับไปนั่งอยู่ในฐานะรัฐบาล ถ้าเล่นการเมืองแบบมีวุฒิภาวะ
คือใช้สตินำปัญญา มากกว่าใช้อวิชชาขับเคลื่อนการเมืองด้วยโมหะ-โทสะ จน "ถ่อย-เถื่อน" อย่างที่ผ่านมา!
นำวิชาความรู้อันประกอบด้วยปัญญา มาแสดงบทบาทด้วยการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอภิปรายด้วยให้เกียรติในวุฒิภาวะแห่งตนเช่นนี้แหละ ฝ่ายค้านจะได้ใจชาวบ้าน และฝ่ายรัฐบาล โดยประชาธิปัตย์จะรับมือยาก และหนักใจมากกว่า "เพื่อไทย" อภิปรายเหมือนคนสติแตก คลุ้มคลั่งด้วยอาฆาตแค้น แหกปากตะคอกกันตะพึดตะพือ
พูดให้ชาวบ้านเห็นเข้ม-ขลังในพลังปัญญา ไม่ทำให้สภาเป็น "รังโจร" หวังปล้นเมืองให้ทักษิณ นั่นแหละ ชาวบ้านจะ "ตายใจ" ให้กับเพื่อไทย นายกฯ อภิสิทธิ์ยุบสภาเมื่อไหร่ ก็ยังจะได้เย่อกันเหงื่อแตกหลายยก ถ้าขืนเอะอะก็ออกลายจะ "แดงทั้งแผ่นดิน" พร่ำเพรื่อ คงเหลือติดพรรคไม่กี่หัวหรอก
ของภูมิใจใคร-รายเดือนเขาให้ตั้ง ๓ กำปั้น แล้วของเพื่อไทย ตอนนี้ท่อไหลเหมือนต่อมลูกหมากโต เหลือนิ้วกลางนิ้วเดียวมั้ง พอถึงเทศกาลเลือกตั้ง จะมีแต่ ส.ส.บ่ายหน้าสู่บุรีรมย์ แล้วบอกว่า
"รักแท้แพ้กระสุนน่ะ..นาย"
เรื่องรัฐบาลกู้เงินน่ะ มันกรรมเวรของคนไทย ไม่ว่าทักษิณมา หรืออภิสิทธิ์มา ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ลงท้าย ทั้งทักษิณก็ไป และอภิสิทธิ์ ซักวันก็ต้องไป ส่วนที่เหลือทิ้งไว้ "หนี้สินสาธารณะ" คือขี้ ให้ประชาชนทุกคนล้างเช็ด ไม่เสร็จ-ไม่สิ้น!
ทุกคน ตอนเป็นรัฐบาลพูดดีทั้งนั้น พวกข้าราชการก็หันก้นรับแสง แจงตัวเลขอนาคตให้ชาวบ้านเคลิ้ม กู้วันนี้ แล้วเงินกู้จะไปสร้างเงินรวยให้ในอนาคต ตีค่าออกมาเป็น GDP เท่านั้น-เท่านี้เปอร์เซ็นต์
อย่างทักษิณไง บอกว่า "อีก ๖ ปี ความจนจะหมดไปจากประเทศไทย" ปรากฏว่า วันนี้ ทักษิณทิ้งหนี้ต่อหัวประชาชนไว้หัวละ ๓ หมื่น และที่อภิสิทธิ์จะกู้อีก ๔+๔ แสนล้านนี้ อธิบายสรรพคุณว่า ปี ๒๕๕๖ GDP จะเป็นบวก เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ถึง ๕.๕-๖%
นั่นคือคำหว่านล้อม แต่ที่แน่ๆ การกู้ ๔+๔ แสนล้านนี้ อภิสิทธิ์จะทำให้หนี้สาธารณะสูงสุดชนเพดานที่ ๖๐% ต่อ GDP ถ้าพูดตามเศรษฐศาสตร์ตัวเลขฉบับ "ส.ส.สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล" ที่อภิปรายในสภา บอกว่า จากหนี้ต่อหัว ๓ หมื่น จะเพิ่มเป็น ๖ หมื่น คือเท่าตัว
"หนี้สาธารณะ" อย่าแปลว่า หนี้ไม่มีเจ้าของนะครับ
หนี้สาธารณะแปลว่า "ขี้ที่รัฐบาลอึทิ้งไว้ให้ประชาชนล้าง"
ผมเป็นเด็กในยุคจอมพลสฤษดิ์ รัฐบาลไม่มีงิน ก็ออกแคมเปญผ่านวิทยุกรอกหูประชาชนทุกวันว่า "ให้รัดเข็มขัด" คือ ให้ช่วยกันประหยัด และช่วยกันออม ประเทศชาติจะได้รอด
แต่มายุคนี้ ทฤษฎีแก้เศรษฐกิจตกสะเก็ดพลิกจากฝ่ามือเป็นฝ่าเท้า ประเทศยิ่งจน ยิ่งต้องกู้ และต้องยิ่งชักชวนประชาชนอีลุ่ยฉุยแฉก แถมภาคข้าราชการก็ตะบันขึ้นเงินเดือนกันทุกปี โดยบอกว่า ต้องกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อไปหมุนเฟืองภาคการผลิตให้เคลื่อน
เออ...เอากะมันซี!
ชาวบ้านก็หมุนกันใหญ่ ยิ่งใช้นโยบายดอกเบี้ยกดดัน ฝากแบงก์แทนที่จะได้ดอก เผลอๆ ต้องเสียดอกค่าฝากให้แบงก์ คนพอจะมีสตางค์เก็บไว้บ้าง ก็เลยไปถอนมาสุรุ่ยสุร่ายสนองคุณรัฐบาล หมดตูด-หงายท้อง ไม่เป็นไร....รัฐบาลจัดให้ ทักษิณก็ ลด-แลก-แจก-แถม แจมด้วยหวยบนดิน ใต้ดิน
มาถึงอภิสิทธิ์ รัฐบาลบักโกรก ก็เดินตามรอยทักษิณ "มึงจน-กูแจก" เช็คช่วยชาติคนระดับกลางคนละ ๒ พันบ้าง ที่แก่ยักแย่-ยักยันอย่างผม เอาไปหัวละ ๕๐๐ บ้าง ที่หนุ่ม-สาวก็เอาไปผ่าน "ตนกล้าอาชีพ" บ้าง ข้าราชการก็ขึ้นเงินเดือนไป มั่วกันจนคลังตูดกลวงล้วงไม่เจอดากนั่นไปแล้ว!
ทักษิณ-ประชานิยม บริหารด้วยการแคะเอาเงินในอนาคตมาใช้ ส่วนอภิสิทธิ์-ประชานิยม บริหารด้วยการแขวนหนี้เป็นปลาเค็มบนขื่อในอนาคต ทักษิณบอกว่า "อีก ๖ ปีความยากจนจะพ้นไปจากประเทศไทย" เผอิญถูกปฏิวัติซะก่อน เลยยกเป็นข้อแก้ตัวได้ว่า
"ก็อยู่เป็นนายกฯ ไม่ครบ ๖ ปีตามสัญญานี่!"
แล้วคอยดูอภิสิทธิ์ ก็คงไม่หนีกันหรอก กู้ตอนนี้ ปี ๒๕๕๒ บอกว่าในปี ๒๕๕๗-๕๘ หนี้สาธารณะ ๖๐% ต่อจีดีพี จะกลับไปอยู่ในระดับปกติที่ ๔๐% ต่อจีดีพี และในปี ๒๕๕๖ จีดีพี-คือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจะขยายตัวโตประมาณ ๕.๕-๖%
ถ้าใครเก็บตัวเลขอันเป็นปลาเค็มบนขื่อนี้ไว้เป็นหลักฐาน ซักวันเอาไปยันกับอภิสิทธิ์ ท่านคงตอบเหมือนที่ทักษิณตอบนั่นแหละว่า "ก็แล้วทำไมไม่ให้ผมอยู่เป็นนายกฯ จนถึงปี ๒๕๕๘ ล่ะ?"
ที่พูดนี่ ไม่ได้ค้านการออก พ.ร.ก. + พ.ร.บ.กู้เงิน ๔+๔ แสนล้านของรัฐบาลอภิสิทธิ์หรอก เพราะผู้นำแต่ละคนพาประชาชน "หลงป่า" ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๑ ที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ บอกว่า "ผมพอแล้ว" และพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่อยมาถึงนายกฯ บรรหาร นายกฯ พลเอกชวลิต นายกฯ ชวน นายกฯ ทักษิณ นายกฯ สมัคร นายกฯ สมชาย จนมาถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ใกล้จะถึงนายกฯ อักษร ฮ.นกฮูกอยู่รอมร่อ
ล้วนพาประเทศชาติ "หลงป่า" ตามกันมาเป็นทอดๆ ทั้งนั้น!
เพราะใช้ "เข็มทิศ" นำทางเศรษฐกิจอันเดียวกัน คือนำประเทศสนองตอบ "ระบบทุนยุคโลกาภิวัตน์" คำตอบสุดท้ายที่ออกมาชัดแล้วก็คือ
วิบัติทั้งโลก อย่างที่เป็น และอย่างที่เห็น ณ วันนี้!
หลายประเทศในโลกกำลังถอยจากทางผิด ไปสู่ทิศ "เศรษฐกิจพอเพียง" แต่ไทยเราซึ่งมีบุญนัก-บุญหนา เพราะ "ปรัชญาเศรษฐพอเพียง" มาจากพระอัจฉริยภาพ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ของเราเอง กลับยังมะงุมะงาหรา "บ้าประชานิยม" ผสม "ระบบทุนวัตถุ" แทนที่จะบริหารเพื่อนำมาซึ่งความสุขสู่ประเทศชาติ-ประชาชน
กลับบริหารด้วยเข้าใจว่า จีดีพีคือความสุขของประเทศชาติ และประชาชน!?
แบบนี้ มันก็ต้องกู้เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกันไปทุกปี และทุกรัฐบาล กู้หนี้ใช้ดอกนะ อย่าเข้าใจผิดว่ากู้หนี้ใช้หนี้ เงินต้นจะทับถมเป็นหนี้เรือนต้นไปเรื่อยๆ และดอกมันก็จะโตตาม เป็นอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น ตราบใดที่ไม่มีผู้นำคนไหนบริหารด้วยวิสัยทัศน์ "ตัดวงจรอุบาทว์" ให้ขาดสะบั้นไป
มีรัฐบาลไหนเคยสำรวจบ้างไหมว่า บรรดาหน่วยงานที่อยู่กินด้วย "งบประมาณแผ่นดิน" ทั้งหมดขณะนี้มีอยู่เท่าไหร่ อะไรบ้าง รวมแล้วแต่ละปี รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้เท่าไหร่?
แล้วลองจับขึ้นขาหยั่ง ส่องกล้องดูเนื้องานแต่ละหน่วยงานซิว่า มันจำเป็นต้องมีไว้มั้ย มีแล้วสร้างผลตอบแทนเป็นตัวเงิน หรือตัวคุณค่าต่อสังคมคุ้มมั้ย หรือถ้าต้องมี บริหารกันโปร่งใสเรียบร้อยดีมั้ย จะเกลี่ยงบจากบางหน่วยไปให้บางหน่วยที่จำเป็นกว่า มีผลงานและความโปร่งใสดีกว่าจะได้มั้ย และที่ควรยุบทิ้งทันทีมีบ้างมั้ย?
เนี่ยะ..เคยทำกันบ้างไหม เห็นมีแต่ใครมาเป็นรัฐบาลก็หาทางแต่จะตั้งหน่วยงานใหม่ แล้วก็จัดงบเข้าไป เอาพวกกูตั้งเข้าไปเป็นปลวกแทะชาติ ยุคทักษิณเห็นตั้งกันยิบเหมือนรังปลวก ไม่เคยปรากฏว่ามีการสะสาง มีแต่การสวมรอย "เอาคนเขาออก-เอาคนกูเข้า" เป็นอย่างนี้มาแต่สมัยพลเอกสุรยุทธ์นั่นแล้ว
พูดไปก็เหมือนบ่นให้คนรำคาญ ผมเองยังรำคาญเลย แต่ต้องเข้าใจว่านั่นคือ "การเมืองเก่า" เหมือนถ่ายไว้ไม่ล้างจากคนแรก คนต่อมาก็ถ่ายทับต่อลงไป จากคนต่อคนอย่างนี้มา ๒ ทศวรรษการเมืองแล้ว เก่า-หมักหมมไม่เคยแก้ไข
แล้วที่หวังจะเห็น "สังคมสดใส" เราจะเห็นได้อย่างไรจากนโยบาย "ประชานิยมผสมทุน" ที่ถมทับเป็นทอดๆ อย่างที่เห็นคือ กู้ทับกู้-ถ่ายทับถ่าย บทจบสุดท้าย คนตายคือ...ประชาชน!
ผมไม่ค้านหรอกกับผลงานกู้ของเด็ก ๒ คน "อภิสิทธิ์-กรณ์" แต่ฝากให้คิด จะสร้าง-จะซื้อแต่ของใหม่ โดยไม่ใส่ใจสะสางสำรวจของเก่า วันนี้อาจผ่านได้ แต่วันข้างหน้า ผลงานของท่านมันก็แค่อุจจาระใหม่ทับอุจจาระเก่า ไม่มีอะไรภูมิใจได้ในประวัติศาสตร์การเมืองเลย
จำนำพืชผลเกษตร เสียหายเป็นแสนล้าน ถ้าชาวไร่-ชาวนาได้ทั้งแสนล้าน จะไม่ว่าซักคำ แต่แสนล้านนั้นตกถึงชาวบ้านระดับสลึง ผมก็ไม่เห็นอภิสิทธิ์-กรณ์นำมาคิดคำนึงเพื่อรื้อ-แก้ไขใหม่เลย นโยบายใช้เงินแก้ปัญหาเงิน ถ้าไม่ใหญ่ชนิดทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนอเมริกา ผมว่าอย่าขี้ตามช้างดีกว่า
บริหารให้คนไทย-ประเทศไทยมีความสุขเถอะครับ
อย่าบริหารให้คนไทย-ประเทศไทยมีความรวยเลย.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน 2552

