เห็นเขาว่า "ศุกร์ ๓๑" นี้ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์จะมีข่าวดีมาบอกเรื่องตำแหน่ง ผบ.ตร.ของ "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" แต่มีบางคนพูดว่า เก้าอี้ ผบ.ตร.เป็น "เก้าอี้เสี่ยงทาย" ถึงเก้าอี้นายกฯ ของอภิสิทธิ์ในอนาคตอันใกล้ด้วย ผมฟังแล้วก็มึนๆ อยู่ เพราะเป็นตรรกะลึกซึ้งเกินสติปัญญาผมจะหยั่งถึง ครั้นจะไปถาม "คุณสนธิ ลิ้มทองกุล" หรือ รมว.กลาโหม "พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ" หรือท่าน ผบ.ทบ. "พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา" ก็ไกลเกินเอื้อม
เอาเป็นว่าการ "ล่าสังหารสนธิ" ไม่สะเทือนถึงดวงดาวก็จริง แต่มีผลสะเทือนถึงเก้าอี้ ผบ.ตร.ด้วยเหตุของ "ความจริงใจ" หรือ "เสแสร้งแกล้งไก๋" ในการคลี่คลายคดีจนไม่มีผลงานเป็นชิ้น-เป็นอัน
ฉะนั้น ทั้ง ๒ เรื่องนี้ จึงเป็น "คนละเรื่องเดียวกัน" ชนิด พูดก็เป็นหลักฐานมัดตัวเอง ครั้นไม่พูดก็ส่ออาการพิรุธ!?
กระสุนนัดเดียวที่เฉี่ยวเจาะหัวสนธิ เกี่ยวทั้งสถาบันตำรวจ สถาบันทหาร และสถาบันตำรวจ-ทหาร มีอิทธิพลสั่นสะท้านถึงอภิสิทธิ์
ดังนั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ ตูดจะยังนั่งติดเก้าอี้หรือไม่ติดก็ตาม วันนี้-ศุกร์ที่ ๓๑ ต้องมีคำตอบให้กับสังคมในเรื่องคดีสนธิ อันเกี่ยวพันไปถึงเก้าอี้ พล.ต.อ.พัชรวาทด้วย
ผบ.ตร.เป็นอุปสรรคต่อการคลี่คลายคดีหรือไม่ ผบ.ตร.มีความผิดหรือไม่ เป็นดุลยพินิจในอำนาจของท่าน แต่เมื่อวันที่ ๗ ตุลาเลือด เห็นท่านยกคณะประชาธิปัตย์เดินก๋าที่หน้ารัฐสภา นัยว่าไปเยี่ยมปลอบใจพันธมิตรฯ ที่ถูกตำรวจยิงกลิ้งทูต และพูดโดยนัย
"ตำรวจสั่งฆ่าประชาชน"!
และสภาฯ วันนั้นท่านก็นำทีมประชาธิปัตย์ "อารยขัดขืน" คือไม่เข้าร่วมประชุมสภาฯ กับรัฐบาลพรรคพลังประชาชนด้วยเหตุผลว่า..ไม่ต้องการร่วมประชุมกับรัฐบาลมือเปื้อนเลือดประชาชน!
พลิกหน้ามาวันนี้ "เป็นรัฐบาล" ดูเหมือนว่าอะไรๆ ที่ประชาธิปัตย์เคยเข้าใจมาก่อน แต่วันนี้มีแต่ "ความเข้าใจใหม่" อะไรๆ มันก็ไม่ผิด ไม่เป็นอุปสรรคไปเสียทั้งนั้น
อืมมมม...ช่าง Positive Thinking ซะจริงๆ!
เอาเถอะ...นายกฯ ท่านให้รอฟังวันนี้ ท่านรองฯ สุเทพก็ให้รอฟังวันนี้ ฉะนั้น เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายก็อย่าเพิ่งเอาใจเร็วด่วนได้ ไปวัดใจมาร์ค-ผู้ซ่อนคมในฝัก จะชักแล้วฟันชัวะ หรือชักแล้วสนิมเขรอะร่วงกราว ก็ค่อยดูกัน อย่าเพิ่งสรุปอะไรไปล่วงหน้า คนเป็นนายกฯ ก็ต้องมีลีลาบ้างพอสมควร
บ้านเมืองตอนนี้ต้องพึ่งอะไรๆ หลายอย่าง และในจำนวนนั้นคือ "ความอดทน-อดกลั้น" และควรใช้สติให้มากกว่าความรู้สึกตอบสนองสัญชาตญาณ เมื่อก่อนมีแค่ เหลือง-แดง แต่ตอนนี้แพร่กระจาย เหลืองก๊กหนึ่ง แดงก๊กหนึ่ง กากีก๊กหนึ่ง เขียวก๊กหนึ่ง รัฐบาล-การเมืองอีกก๊กหนึ่ง
ก๊กการเมือง-พร้อมผสมเข้าได้กับทุกสี ในทันทีที่ "สมประโยชน์"!
อืมมมม...แล้ว "สถาบัน" จะอยู่กับอะไร?
เพราะเมื่อมองภาพกว้างออกไปภายภาคหน้าแล้ว เห็นหน้าแต่ละคน แต่ละองค์กร อาจประเมินถึงใจใครๆ ไม่ได้ก็จริง แต่บนความสั่นไหวในยามมีสถานการณ์พิสูจน์ให้เห็นจะจะหลายเรื่อง-หลายกรณี
ใจคนแต่ละก๊กนี้ มันไม่หนีไปจากพฤติกรรม!
พูดถึงอภิสิทธิ์ ผมก็เข้าใจคนอยู่ในตำแหน่งผู้นำรัฐบาล คนอยู่ในตำแหน่งนี้จะได้เครดิตจากประชาชน มันต้อง "ทำให้ปรากฏ" ตรงข้ามกับคนที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านที่ "ขยันพูดให้ปรากฏ" แค่นั้นก็พอ
ฉะนั้น วันศุกร์ ๓๑ ก.ค.นี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องออกมา "ทำ"
แต่ถ้าเพียงออกมา "พูด"
ผมก็อยากจะบอกว่า ยก ๓ ของท่าน เห็นจะจบแบบไม่ครบยก!
ใครจะน็อกท่าน ทหารหรือ ตำรวจหรือ ฝ่ายค้านหรือ สภาผู้แทนฯ ที่จะเปิดในสัปดาห์หน้าหรือ ไม่จำเป็นต้องเอาปูนแดงคาดลงไปขนาดนั้น แต่ท่านยึดหลักการ "เป็นรัฐบาลมาตามระบอบประชาธิปไตย ระบบสภาฯ ใช่มั้ย?"
ประชาธิปไตยก็คือ "ประชาชน"!
ฉะนั้น ท่านต้องแคร์ประชาชน ไม่ว่าสีไหนๆ คือคนไทยจ่ายภาษี ด้วยเหตุนั้น บนอำนาจนายกฯ ต่อเรื่องราวที่จิตใต้สำนึกตอบตัวเองได้อยู่แล้วว่า "ควรทำอย่างไร?" กับบุคคลบนหลักฐานเบื้องลึกที่คามือ แล้วถ้าท่านไม่กล้าทำ ด้วยหวังรักษาสถานภาพรัฐบาลผ่านประโยชน์พวกพ้องร่วมคณะ มากกว่ารักษามาตรฐาน "งาน-บุคคล-ความชอบธรรม" ให้กับสังคม
อย่างนั้น...ชาวบ้านเขา "ไม่เอาท่าน" แน่!
กับเรื่อง ๗ ตุลาเลือด ก็ดี กับเรื่องการล่ารายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ ก็ดี รวมถึงเรื่องปราสาทพระวิหารอันมีแหล่งพลังงานในท้องทะเลที่ทักษิณแอบไปทำซับซ้อน-ซ่อนเงื่อนไว้กับกัมพูชา ก็ดี
ผมอยากให้นายกฯ อภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หาเวลาไปนอนก่ายหน้าผาก "คิดทบทวน" บทบาท การพูด-การทำ ของตัวเองและของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านดูซิว่า
ในแต่ละเรื่องนั้น ได้พูดอะไร ได้แสดงบทบาทอะไรไว้บ้าง และครั้นมาเป็นรัฐบาล มีเรื่องอะไรที่กลายเป็น "หน้ามือเป็นหลังเท้า" บ้างมั้ย?
การเมืองเมื่อ ๕๐ ปีที่ผ่านมา คนเรายังซื่อและไร้เดียงสาต่อคารมนักการเมืองอยู่ ฉะนั้น นักการเมืองแต่ละคน ตอนไม่ได้เป็นรัฐบาล จะเหมือนผีเจาะปาก อยากพูดอะไร โกหก-หลอกลวงให้ชาวบ้านเชื่อขนาดไหน อย่างไร ทำได้-พูดได้ ทั้งนั้น เพราะเดี๋ยว...ชาวบ้านมันก็ลืม!
แต่การเมืองในวันนี้ ยาวไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้า คนก็อาจยังซื่อและไร้เดียงสาอยู่ แต่ด้วยยุคสื่อสารสนเทศ อันประกอบด้วยเทคโนโลยีที่ครอบงำให้คนซื่อและไร้เดียงสากลายเป็น "สากกะเบือยนต์" ล้นเมือง ดังนั้นวลีว่า "คำพูดเป็นนาย" จึงกลายเป็นอาวุธ พร้อมวกคมเชือดคอนักการเมืองที่จ้อ
แต่พอมีอำนาจจะทำ...กลับจ๋อย!
คนโตๆ ในสถาบันกองทัพบางคนเหมือนกัน ตอนนี้กำลังทำให้สังคมภายใต้บารมีสถาบันพระมหากษัตริย์สับสน นักข่าวไปถามเรื่องคนเสื้อแดงล่าชื่อถวายฎีกา ตอบได้คำเดียวว่า
"ไม่มีความเห็น"
นักข่าวถามว่า "การเคลื่อนไหวของทักษิณจะทำให้ประชาชนแตกแยกมากขึ้นหรือไม่?
"ไม่มีความเห็น"
แล้วจะมีความเห็นตอน "ทักษิณนั่งเมือง" หรืออย่างไร หลายคนเริ่มสงสัยว่าที่เรียนหนังสือมา-ครูสอนผิดหรือไม่ที่บอก "ทหารมีหน้าที่รักษาประเทศ พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และราชบัลลังก์"
รัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗ ก็อาจจะเขียนผิดที่ว่า
"รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจำเป็น และเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ"
แม้กระทั่งคำถวายสัตย์ปฏิญาณของ "ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์" เฉพาะพระพักตร์ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" และ "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" ในวันราชวัลลภ "๓ ธันวาคม" ของทุกปี ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ด้วยการเปล่งคำถวายสัตย์ว่า
"ข้าพเจ้าจักยอมตายเพื่ออิสรภาพและส่วนรวมแห่งชาติ ข้าพเจ้าจักรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าจักอยู่ในศีลธรรมของศาสนา ข้าพเจ้าจักเชิดชูและรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้าจักเชื่อถือผู้บังคับบัญชา และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ทั้งจักปกครองแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยยุติธรรม ข้าพเจ้าจักไม่แพร่งพรายความลับของทางราชการทหารเป็นอันขาด"
ถึง ณ วันนี้ ชาวบ้านเขาก็อยากจะถามเพื่อความแน่ใจว่า "ปากกับใจ" ยังไม่เปลี่ยนแปลง ใช่หรือไม่?
ย้อนกลับไปทางสถาบันตำรวจ ขอยกคดียิงนายสนธิเป็นตัวอย่าง ผู้สืบสวน-สอบสวนคลี่คลายคดี "พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์" ขอศาลออกหมายจับตำรวจชั้นนายสิบคนหนึ่ง แต่ปรากฏว่า พล.ต.อ.พัชรวาทในฐานะ ผบ.ตร.นอกจากไม่รู้สึกละอายแล้ว ยังไม่แสดงอาการร้อน-หนาวใดๆ
นั่นคือ ตำรวจประจำการ มีหน่วย มีสังกัด ควบคุม-ร้อยรัดแท้ๆ แต่จนบัดป่านนี้ "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" ไม่เคยมีคำตอบให้สังคมได้เลยว่า "ทำไมจึงจับตำรวจระดับ ส.ต.อ.วรวุฒิไม่ได้ หนีไปอยู่นิการากัว หรือดูไบแล้ว ไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน จึงหมดปัญญาที่จะนำตัวมาสอบสวนหรือไฉน?"
กับทหารระดับจ่านายสิบอีกนาย มีหน่วย มีสังกัด เป็นทหารประจำการ แต่กระทั่งระดับ ผบ.ทบ.ยังไม่สามารถสั่งการให้ต้นสังกัดนำตัว จ.ส.ต.ปัญญามามอบให้ตำรวจสอบสวนได้
เหล่านี้ ผมไม่เชื่อหรอกว่าเป็นเพราะประสิทธิภาพในการบังคับบัญชาล้มเหลว แต่ผมค่อนข้างเชื่อว่า "ปัญหานี้-มีเบื้องหลัง" ไม่เช่นนั้น แค่ระดับจ่า ระดับหมู่ แต่ทำไม ตำรวจทั้งสำนักงาน ทหารทั้งกองทัพ นำตัวผู้ใต้บังคับบัญชาแค่นี้มาเข้าสู่กระบวนการกฎหมายไม่ได้?
อย่างจ่าปัญญา ยังเป็นทหารประจำการแท้ๆ แต่ปรากฏว่าสามารถไปสมัครทำงานเป็นลูกจ้างอยู่บริษัทลูกสะใภ้อดีต ผบ.ทบ.ได้อีก นี่คือตัวอย่างที่สะท้อนถึงการบริหารในระบบราชการตั้งแต่บนยันล่างว่าเวลานี้...มันล้มเหลวกันขนาดนี้เชียวหรือ?
ก็อย่าถือสาเลยครับ แก่มากเข้า ก็ชักบ่นมาก สุดท้ายนี้ ขอเรียนให้ทราบว่าผม "ปิดรับ" การขอรับหนังสือกาลานุกรม ของพระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต แล้วครับ มี ๒๐ เล่ม เท่าที่มีห้องสมุด และบุคคลขอรับเข้ามา ก็ครบแล้ว ผมทยอยส่งไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่ ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐ ออสเตรเลีย ปรากฏว่าต่างประเทศขอมามาก ซึ่งผมก็เจตนาจะให้ ที่เหลือจะทยอยส่งไปนะครับ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม 2552

