ต้นเดือน-ปล่อยข่าว "ปฏิวัติ" กลางเดือน-ปล่อยข่าว "ยุบสภาฯ" ปลายเดือน-ชุมนุม "ชำเราเมือง" เมื่อผ่านเดือนสิงหาไป แล้วเดือนหน้าจะมีแคมเปญล้างบ้าน-ผลาญเมืองใหม่ๆ แบบไหน ผมว่าต้องสนใจติดตามกันเป็นพิเศษ เพราะเดือนกันยามันน่าจะมีอะไรให้เห็นเป็น "จุดเปลี่ยน" สู่ทิศทางใหม่ๆ กันได้บ้างหรอก
แต่อย่าเพิ่งตื่นเต้น-ดีใจ แค่เห็น "ทิศทาง" เท่านั้น และเป็นทิศทางที่ให้มายาคติค่อนข้างอึดอัดใจในระยะแรก แต่จะมีผลสัมพันธ์กับอะไรบางอย่างที่จะชัดเจนในเดือนเมษาปีหน้าโน่น
ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า "อะไร" ที่ว่านั้น มันคือ "อะไร"?
ยิ่งอังคารกับเสาร์มีองศาใกล้ผัสสะ ก็น่าจะอึดอัดอย่างที่ว่า พวกโหราแดงเขาจึงให้ฤกษ์พวกจัญไร "รุมทำร้ายประเทศไทย" เป็นลางสุดท้ายถึง "นายใหญ่" พวกเขาไงล่ะ!
มีหลายคนบ่นท้อแท้กับภาวะเมืองไทยที่คล้าย "ดำน้ำไม่โผล่" ในขณะนี้ ผมก็บอกว่า มันจะโผล่ได้อย่างไร เพราะในรอบหลายปีมานี้ สรรพสัตว์หลากชั้นวรรณะ คละคลุ้งมุ่งแต่เรื่องบัดสี-บัดเถลิง สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงกระเจิดกระเจิงจากที่เคยปกบ้าน-คุ้มเมือง เพราะท่านก็หน่ายต่อพวกมนุษย์ใจอาธรรม์ จึงให้ความเจ็บปวดร่วมกันเป็นการบ้าน....ไปแก้กันเองบ้าง
คนไทย-ประเทศไทยเหมือนถูก "พรหมทัณฑ์" กลายๆ เหล่าเทพสถิตเมืองพร้อมใจครรไลกลับสวรรค์ชั้นกามาวจรภูมิทั้ง ๖ ชั้นหมดแล้วในชั่วระยะหนึ่ง!
มีนา-เมษา ปีหน้านั่นแหละ จะเสด็จมาสำรวจตรวจตราอีกครั้งว่า "เลือดหัวตกหน้า-น้ำตาท่วมหัวเข่า" เป็นที่น่าปริเวทนาทั้งแผ่นดินกันมา ๓-๔ ปีขนาดนี้ พอจะมีสำนึกใน บาป-บุญ-คุณ-โทษ และคิดจะขอลุแก่โทษกับบ้าน-กับเมืองกันหรือยัง?
พรหมทัณฑ์ คือการไม่พูดด้วย ไม่สุงสิงด้วย ไม่คบค้าสมาคมด้วย ไม่สนใจดูดำ-ดูดีด้วย จะขึ้นช้าง-ลงม้า ท้านรก-ตกสวรรค์ กันขนาดไหน อย่างไร เวลานี้เทพท่านก็ไม่ปกปักอารักขา แม้ถึงขั้นล่มสลาย ล้มตายกันไป ก็ใช่ธุระ...ไม่พุทโธ!!!
ก็ดูมันทำกันซี "ระยำบ้าน-อุบาทว์เมือง" ขนาดไหน ขนาดในวงการ "ตำรวจ" ผู้รักษากฎหมายแท้ๆ ที่ว่าเลวร้าย-ประชาชนเริ่มรับกันไม่ได้นั้น วันนี้ ยุค พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในการเลื่อนยศ-ตำแหน่งแห่งที่ ยังมีการเซ็งลี้เกิดเป็นเรื่องอัปรีย์ฉาวโฉ่
ในวงการตำรวจผู้เข้มแข็งกลับมีนายตำรวจประเภท "อีจ๋อย" ถูกกล่าวหาเป็นตัวการซื้อ-ขายตำแหน่งในการแต่งตั้ง โยกย้าย ในเรื่องซื้อ-ขายยังไม่ต้องพูดถึง พูดเฉพาะประเด็นที่อึงมี่ในความหมาย "ตำรวจชาย" แต่ทำไมเรียกกันทั่วไปว่า...อีจ๋อย?
และไม่เพียงนั้น มีนายตำรวจที่มาให้ปากคำเป็นพยานสอบในเรื่องซื้อ-ขายตำแหน่ง "พ.ต.ท.วีระยศ" พูดให้ได้ยินกันชัดๆ ผ่านหน้าจอโทรทัศน์วานนี้ว่า ในวงการตำรวจตอนนี้.....ถ้าไม่เสียตังค์ ก็ต้องเสียตัวให้ผู้ใหญ่!
ตำรวจยุคนี้ต้อง "เสียตัว-เสียตูด" ให้ตำรวจ เพื่อแลกกับยศ กับตำแหน่ง
โอ้...จอร์จ!?
มันอุบาทว์กันไปขนาดนี้ แล้วเทพผู้พิทักษ์องค์ไหนจะอยู่ให้ปวดหัวใจล่ะ ถ้าล้างไม่ได้ คืนความเป็น "สถาบันตำรวจ" แท้จริงให้สังคมชาติซัก ๖๐-๗๐% ไม่ได้ ที่เห็นไปข้างหน้าคือ..ทางวิบัติ
คำว่า "ล้างบางวงการสีกากี" คำว่า "ปฏิรูปวงการตำรวจ" เราพูดกันมานานแล้ว ที่ฮือฮา-ตึงตัง จนชาวบ้านหวังว่าน่าจะสำเร็จ ก็ในยุคที่เลือดเนื้อเชื้อไขตำรวจ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ทักษิณก็ประกาศอย่างนั้น แต่ทำไมจึงไม่มีการล้างบาง กระทั่งล้างส้วมสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ไม่ปรากฏ กลับตรงกันข้าม ตำรวจในยุคทักษิณ กลับมีพฤติกรรมเหมือน "ถิ่นโจรในเครื่องแบบ" หนักขึ้น?
เพราะอะไร ท่านทราบมั้ย?
ผมก็ไม่ทราบ บังเอิญมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เคลิ้มมนต์แม้ว "รวยแล้วไม่โกง" เข้ามาร่วมอุดมการณ์ "คิดใหม่-ทำใหม่" ให้บ้านเมือง หนึ่งในเป้าหมายที่ประกาศคือ "มีอำนาจแล้วจะล้างบางตำรวจ"
เมื่อได้เป็นนายกฯ มีอำนาจผงาดเต็มเมือง ผ่านไปเป็นเดือน-เป็นปี คล้ายท่านผู้นำลืมคำที่ถ่มถุยคุยโม้ไว้ หนักไปกว่านั้น ทำท่าว่าจะเป็น "ตัวพ่อ" เสียเองด้วยซ้ำ เมื่อสบโอกาส ผู้ใหญ่ท่านนั้นก็กระซิบถาม
"เมื่อไหร่จะล้างบางตำรวจซะทีล่ะ?"
เขาตอบว่าไงรู้มั้ย....นายกฯ ผู้มีกำพืดมาจากตำรวจตอบว่า
"ก็มันบ้านผม"!?
นี่ไง...อีกหนึ่งสันดานแท้ทักษิณ ผู้ใหญ่ท่านนั้นหายเมามนต์น้ำลายแต่แรกทันที และท่านก็เฟดตัวออกไป กลายเป็นคน "ยืนคนละมุม" อยู่ในทุกวันนี้
ฉะนั้น ไม่มีอะไรน่าแปลกใจที่พวกเสื้อแดง พวกแท็กซี่ที่ก่อการจลาจลเผาบ้าน-เผาเมืองประกาศได้ยินกันทั่วไปว่า "ตำรวจพวกเรา...ตำรวจพวกเรา" และก็ไม่น่าแปลกใจที่ตำรวจเข้าแถวรับ "เครื่องแบบแดง" มาสวมทับเครื่องแบบตำรวจร่วมก่อเหตุการณ์ "สงกรานต์เดือด" แดงทั้งแผ่นดิน
และก็ไม่น่าแปลกใจ ตำรวจทั้งในกรุง ต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ "ปันใจให้แดง" โดยเฉพาะลูก-เมียตำรวจ ไม่เพียงเป็นแนวร่วม หากแต่เป็นหัวขบวนมวลชนในการชุมนุมแต่ละครั้งเลยทีเดียว!
ก็สมแล้วที่ตำรวจและครอบครัวตำรวจจะเทใจให้ทักษิณ เพราะถิ่นนี้.....
มันเป็น...บ้านผม!?
มาถึงยุคนี้ ยุคนายกฯ อภิสิทธิ์ อย่าหวังขนาด "ล้างบางตำรวจ" เลย เอาแค่ย้าย พล.ต.อ.พัชรวาทคนเดียวยังไม่ได้ แล้วเรื่องที่ใหญ่กว่ามันไม่หนักเกินบ่าหรือท่าน?
หรือเก่งแต่ "เล่นละคร" ตบตาชาวบ้านในเรื่องลงมติเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ไม่ได้ เพราะถูก ๑๐ คณะกรรมการยกมือสวน สร้างบรรยากาศให้น่าเห็นใจว่า เสนอ พล.ต.อ.ปทีปไปแล้ว แต่ที่ประชุมส่วนใหญ่ไม่ให้ผ่าน?
อย่างอื่นประชาธิปัตย์ไม่ค่อยเป็นท่า แต่ว่าเรื่อง "ลูกไม้" ต้องยกให้ประชาธิปัตย์เขา สร้างบรรยากาศขัดแย้งกันเองก็เอา ผมว่า เรื่องเลื่อน-เป็นลูกไม้ประชาธิปัตย์จัดฉาก "ซื้อใจ" ฝ่ายอกหักมากกว่า โดยอุปโลกน์นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าภูมิใจไทย เป็นผู้ร้ายของเรื่องที่ยกมือสวนชื่อ พล.ต.อ.ปทีป
รัฐมนตรีมหาดไทยที่ชื่อชวรัตน์ เป็นคนกรุงขนานแท้ครับ ไม่ใช่คนสวน และพ่อค้าที่มาเป็นนักการเมืองอย่างท่าน "เสียงเดียว" กล้าสวนนายกฯ ขนาดนั้นเชียวหรือ?
ยิ่งจัดฉาก ยิ่งเป็นพิรุธ สร้างประเด็นว่า "มองต่างมุม" กับนายชวรัตน์ แต่ไม่ปรากฏว่านายกฯ จะไป "ปิดห้องเคลียร์" กับนายชวรัตน์ แต่ปรากฏว่า วานนี้-ทั้งวัน กลับไปถึงบ้านเลขาฯ นายกฯ ที่ชื่อ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์"
มีแต่เลขาฯ จะมาหานายกฯ แต่นี่นายกฯ ต้องไปพบเลขาฯ ถึงบ้าน หรือว่าเสียงเลขาฯ สำคัญกว่าเสียง ๑๐ ก.ต.ช. ในการชี้ขาด?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2552

