จะเรียกว่า "เฮี้ยน" หรือ "ขลัง" ก็คงไม่ต่างกัน สำหรับวันที่ ๙ เดือน ๙ ปี ๙ เมื่อวานนี้ (๙ ก.ย.๕๒) และเป็นการเฮี้ยนที่แสดงอานุภาพแยกแยะมนุษย์ด้วย "กฎกรรม" ให้เห็นเป็นสัดส่วนชัดเจน มนุษย์ในส่วนกุศลกรรม ต่างประสบสุข-สมหวัง อยู่กับศุภเลข ๙-๙-๙ และมนุษย์ในส่วนอกุศลกรรม ต่างก็ประสบทุกข์-สิ้นหวัง อยู่กับอาถรรพณ์ ๙-๙-๙ เดียวกัน ถึงเวลาที่ "ดาวพลูโต" เข้ามาทำหน้าที่ "ลอกคราบ" สู่สังคมใหม่แล้ว และหนึ่งในเครื่องมือที่พลูโตใช้ คือกฎหมาย และองค์กรในแวดวงกฎหมาย
นี่เพียงแค่เริ่มต้น อย่าเพิ่งตื่นเต้น หรือหวั่นไหว ได้เวลาที่ "กรรม" จะเข้ามาทำหน้าที่ของเขาอย่างเข้มข้นตามเหตุ-ปัจจัยที่แต่ละมนุษย์ได้ทำไว้แล้ว ปลูกข้าว-ได้ข้าว, เลี้ยงปลา-ได้ปลา, ทำดี-ได้ดี, ทำชั่ว-ได้ชั่ว จะเรียกนี่ว่ากฎกรรม หรือจะเรียกว่ากฎธรรมชาติ ย่อมไม่ต่างกัน
กันยายน-ผมเคยบอกแล้วมิใช่หรือ ในความเลือนราง และสับสน เราจะค่อยๆ เห็นเส้นทางใหม่ของประเทศไทย ภาพที่ปรากฏขณะนี้คือ "วัวใคร-เข้าคอกใคร"
กรรม คือการกระทำของแต่ละมนุษย์ ของแต่ละกลุ่มสังคม จะจัดจำแนกแยกหมวดหมู่ "สู่เส้นทาง" ใหม่ของแต่ละฝ่ายเองโดยอัตโนมัติ!
วัวใคร...กำลังจัดแถว แล้วเดินเข้าคอกใคร-คอกมัน นั่นมิใช่หรือ?
๙-๙-๙ เป็นวันเกิดและวันดับเห็นเป็นรูปธรรมหลายเรื่อง-หลายอย่างนะครับ มีทารกเกิดใหม่ มีแต่งงานใหม่ มีเปิดกิจการใหม่ มีเฟื่องฟูด้วย ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข และมีที่ต้องเสื่อมไปจาก ลาภ-ยศ-สรรเสริญ และสุข ช่างเป็นวันที่คลุกเคล้า "เศร้า-สุข" อย่างมีความหมายเสียจริงๆ
บางแห่ง-บางที่ ไม่มีใครไปทำอะไร ก็มีอันเป็นไปคือ กัดกันเอง-ต่อยตีกันเอง-สาวไส้กันเอง จากที่เคยครื้นเครง ความวังเวงกำลังมาเยือน
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ดูท่านจะซึ้งใน "โลกธรรม" เหล่านี้ดี เพราะผมสังเกตว่ายามท่านสมบูรณ์สุขอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ตร. ท่านจะไปทางไหน หน้าท่านก็ยิ้มมมม นักข่าวไปถามอะไรท่าน ท่านก็ยิ้มมมม และวัน-สองวันนี้ คลื่นกรรมกระหน่ำซัดเรือชีวิตท่านเป็นระลอก
ทั้งถูกอนุ ก.ตร.ชี้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในปี ๒๕๕๑ ส่อมีการซื้อขายตำแหน่ง ทั้งถูกตั้งกรรมการสอบกรณีงบประชาสัมพันธ์ ๑๘ ล้าน ทั้งถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดคดี ๗ ตุลา ผิดอาญา ผิดวินัยร้ายแรง ขั้นปลดออก-ไล่ออก ท่านก็ยังยิ้มมมม!
เรียกว่ายิ้มได้เมื่อภัยมา สง่างามสมกับนามลูกผู้ชายชื่อ...ป๊อด จริงๆ!
เมื่อวานนี้ ๙-๙-๙ ท่านคงต้องจำวันนี้ว่าป็น "วันวงเวียนชีวิต" ไปจนปลิดปลง ลุเข้าวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๒ ซึ่งนับจากวันนี้ก็เหลืออีกแค่ ๒๑ วัน ประวัติชีวิตก็จะได้รับการจารไว้ว่า "เกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" แต่พลันตกถึงเพลาบ่าย นายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เลขที่ ๒๐๐/๒๕๕๒
ย้ายให้ พล.ต.อ.พัชรวาทไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี!!!
และ "พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์" ซึ่งอีก ๒๑ วัน ชีวิตประวัติก็จะได้รับการจารไว้เช่นกันว่า "เกษียณอายุราชการในตำแหน่งรอง ผบ.ตร." แต่ด้วยในคำสั่งเดียวกัน ชีวิตประวัติ พล.ต.อ.ธานีก็ต้องจารใหม่ชนิดไม่คาดฝัน ตามตำแหน่งที่พลิกผันไปเป็น
"ผู้รักษาราชการในตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" !!!
เป็น ผบ.ตร.รักษาการ ๒๑ วัน นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า เป็นสัญญาณแห่งนิมิตหมายใหม่ของ "วงการตำรวจแห่งชาติ" ที่เวลานั้นมาแล้ว คือถึงยุคที่ต้อง "ยกเครื่อง-ปรับเปลี่ยนใหม่" ต่อจากยุคนี้ไป จากหัว-ยันหาง นำสังคมตำรวจสู่เส้นทางผู้พิทักษ์ประชาชนจริงๆ จังๆ มิใช่เป็น "ตำรวจกองกำลัง" ให้กับขั้วอำนาจใดๆ เพื่อใช้ปล้นชาติ-ปล้นประชาชน
วันเดียว เกิดปรากฏการณ์เนื่องด้วย พล.ต.อ.พัชรวาทถึง ๓ อย่าง คือ เที่ยง-ถูกย้ายจาก ผบ.ตร.ไปอยู่สำนักนายกฯ บ่าย-ลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร. เย็น-ป.ป.ช.ย้ำ โทษวินัยร้ายแรงมี ๓ สถานเท่านั้น ก.ปลดออก ข.ให้ออก ค.ไล่ออก
ไม่มีช่องให้ "ชิงลาออก" แต่ประการใด!?
นั่นก็คือ น่าจะมีปัญหาในหนังสือลาออกของ พล.ต.อ.พัชรวาทว่า ข้าราชการที่อยู่ระหว่างพิจารณาโทษทางวินัยร้ายแรง "ชิงลาออกก่อนได้หรือ?"
ผูกคอตายในห้องขัง-หนีโทษ นั่นพอหนีได้
แต่การชิงลาออกจากราชการเพื่อ-หนีโทษวินัย คงจะหนีไม่ได้!?
เพราะในกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อนาคตราชการอยู่ในกำมือผู้บังคับบัญชาคนเดียวเท่านั้นที่จะ "ชี้ตาย" ให้ได้ใน ๓ สถาน คือ ปลดออก-ให้ออก-ไล่ออก
มิใช่...ชิงลาออก!
ถึงลาได้ แต่นายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชา ก็ไม่น่าจะอนุมัติให้ลาออกได้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการใช้อำนาจฝืนกฎหมาย และฝืนมติ ป.ป.ช.ที่ให้พิจารณา ปลดออก-ให้ออก-ไล่ออก ๓ สถานเท่านั้น
๙-๙-๙ ไม่เพียงจัดสรรสังคมตำรวจเท่านั้น ๙-๙-๙ วานนี้ ยังจัดสรร "สังคมการเมือง" ด้วย ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคประชาราช พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ต่างต้องร่อยหรอ ส.ส.ในสังกัดไปพรรคละอีกหลายๆ คน จากการชี้ขาดของ กกต.ว่า ๔๔ ส.ส.ที่ถูกพิจารณาตามคำร้อง
มี ๑๖ คน ไปถือหุ้นสัมปทานรัฐ และหุ้นสื่อสารต้องห้าม เป็นเหตุให้ต้อง "ขาดคุณสมบัติ" ตามกฎหมายบัญญัติ!
นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เหมือนทุกข์ซ้ำกรรมซัด ถูกมรสุมที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ซัดอยู่หลัดๆ แล้ววันนี้ก็ต้องพลัดจากความเป็น ส.ส.หมดสิทธิ์จะเข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภา
รัฐมนตรีก็ ๓ ท่านที่ต้องพ้นสภาพ ส.ส.แต่ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรี คือ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ๒ ท่านนี้พรรคภูมิใจไทย และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านหลังนี้จัดอยู่ในจำนวน "รัฐมนตรีโลกลืม"
เพราะไม่ปรากฏบทบาทให้ใครได้ยิน ได้รู้เลยว่าท่านมีตัวตนอยู่ใน ครม.นี้ด้วย!
มี ส.ส.ระบบสัดส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ท่านหนึ่ง และเป็นหนึ่งเดียวที่ได้ไปจาก กทม.คือ "ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์" นี่ก็ต้องกลายเป็น ส.ส.ขาดคุณสมบัติ พ้นสภาพหลุดไปจากสภาฯ ด้วย
ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยซีครับ "หมดสภาพ" ไปมากกว่าเพื่อน คือ ๘ จากจำนวน ๑๖ คน ที่สหายเพื่อไทยด้วยกันเสียดาย เพราะจะไม่ได้เห็นการแสดงบทบาทในสภาฯ อีก เห็นจะเป็น "นายสุนัย จุลพงศธร" แต่ไม่ต้องห่วง การประชุมร่วม ๒ สภาฯ ระหว่างวันที่ ๑๖-๑๗ กันยานี้ นายสุนัยยังอยู่ดี
เพราะกว่าจะไปถึงขั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะสิ้นสภาพ ส.ส.ตามที่ กกต.ลงมติหรือไม่ กว่า กกต.จะส่งเรื่องไปให้ประธานสภาฯ และกว่าประธานสภาฯ จะส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด และก็ไม่รู้ว่าท่านประธานชัย จะเลียนลีลาท่านประธานประสพสุขหรือเปล่า
งึกๆ งักๆ งึงๆ งังๆ เดินช่องมีคนไปร้องศาลปกครอง แล้วดองเรื่องไว้ ไม่ยอมส่งไปให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้ามาตะเภาเดียวกันอย่างนี้.....
เผลอๆ บางที ยุบสภาฯ ไปซะก่อนก็ไม่รู้!?
เท่าที่ผมดูรายชื่อคร่าวๆ ในจำนวน ๑๖ คนนี้ เป็น ส.ส.แบบสัดส่วนเพียง ๓ คน คือนายสมพล เกยุราพันธุ์ บิดาคุณหญิงสุดารัตน์ นายอัสนี เชิดชัย ทายาทเจ๊เกียว และ ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ซึ่งไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม แต่อีก ๑๓ ส.ส.ล้วนเป็น ส.ส.ระบบเขต สมมุติว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นสภาพตามมติ กกต.
ต้องเสียเงินเลือกตั้งซ่อมกันอีกไม่รู้กี่พันล้าน!?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 กันยายน 2552

