ปัญหาก่อการร้ายใน ๓ จังหวัดใต้ กับปัญหาสังคมแยกสี ไม่ใช่ปัญหาที่จะมองในมุม "อย่างไหนจะจบก่อนกัน" แต่ควรจะมองกันในมุมว่า "ทั้ง ๒ ปัญหานั้น รัฐมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้จบ" ถ้าให้คำตอบไม่ได้ ก็ควรแสดงให้เห็นว่ามี "พิมพ์เขียว" ไปสู่บทจบ ไม่ใช่เลี้ยงปัญหาไว้กินงบประมาณไปปีๆ คนน่ะ-ถ้าเป็นโรคเรื้อรัง สุดท้ายมันก็ตายแค่คน แต่นี่-ประเทศชาติ "อำนาจในระบบรัฐ" จะเลี้ยงไข้ให้ประเทศชาติต้องตายคา "ปัญหาเรื้อรัง" เช่นนี้ มันน่าบัดสีใจ!
ปัญหา ๓ จังหวัดใต้ ใครมาเป็นรัฐบาลก็พูดตรงกันอยู่ประโยคเดียว "มาถูกทางแล้ว" รัฐบาลทักษิณก็มาถูกทาง รัฐบาลสมัครก็มาถูกทาง รัฐบาลสมชายก็มาถูกทาง และนี่...รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มาถูกทาง
รัฐบาลมาถูกทางหมด คงมีแต่โจรเท่านั้นมั้งที่...ผิดทาง?
ตำรวจ-ทหาร-มหาดไทย โดยรัฐบาล ลองหัด "ผิดทาง" ดูบ้างเป็นไง เผื่อไอ้ทางที่ผิดน่ะ มันอาจเป็นทางที่ใช่บ้างก็ได้ เพราะเท่าที่ "มาถูกทางแล้ว" นั้น มัน "บรรลัย" ลงไปทุกวัน!
ในกองทัพ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในรัฐบาล ไหน...ปิดประตูถามกันชัดๆ ซิว่า "มีใครสามารถ และมีใครอาสาเป็นส่วนหน้าลงไปกำราบปราบปรามให้สำเร็จได้บ้าง....ยกมือขึ้น?"
ถ้าบริหารสถานการณ์ ๓ จังหวัดใต้แบบ ตูมมมมม แล้วก็ยกกำลังไปที่เกิดเหตุ เพื่อให้มันกดอีก ตูมมม...ตูมมม..ตายซ้ำตายซากอยู่อย่างนั้นครั้งแล้ว-ครั้งเล่า ผมเกรงว่าจะทำให้เปลืองธงชาติไปกับการสูญเสียที่เราไม่พึงประสงค์มากไปนะครับ
กำลังพลที่ลงไปประจำการอยู่ในพื้นที่ ถ้าเทียบกับจำนวนประชากรที่เหลืออยู่ ผมว่าไม่หนีกันเท่าไหร่ แต่สังเกตว่า ฝ่ายโจรก่อการร้ายเคลื่อนไหวลงมือแต่ละครั้ง น้อยครั้งที่ฝ่ายบ้านเมืองจะรู้ความเคลื่อนไหว และลงมือก่อนที่ฝ่ายโจรจะลงมือ
อย่างนี้จะให้พูดว่า
"โจรก่อการร้ายคุมสถานการณ์ ๓ จังหวัดใต้"
หรือ.....
"ฝ่ายบ้านเมืองคุมสถานการณ์ ๓ จังหวัดใต้"?
จะเห็นว่าระยะนี้ โจรรุกคืบปฏิบัติการในตัวเมือง ทั้งที่ยะลา ปัตตานี และสดๆ ร้อนๆ วานนี้ที่นราธิวาส จะให้พูดว่าโจรรุกกินพื้นที่ และฝ่ายบ้านเมืองถอยร่น-เสียพื้นที่งั้นหรือ
บ้านเมืองตอนนี้ฝากไว้กับใคร ฝากไว้กับ "กล้องวงจรปิด" ฝากไว้กับ "เทวดา-ฟ้าดิน" ส่วนระบบรัฐคร่ำเคร่งอยู่กับการโทษ ฝ่ายเอ็ง..ฝ่ายกู ส่วนฝ่ายนายใหญ่ ฝ่ายการเมือง ก็คอยชำเลืองดูแต่ "เงินงบประมาณ" ปีละไม่รู้กี่หมื่นล้าน แล้วมันหายไปทางไหน สังคม ๓ จังหวัดใต้ได้อะไรเป็นรูปธรรมบ้าง?
ปัญหานี้ปะทุจากยุคทักษิณ ถึงวันนี้ก็ใกล้จะ ๑๐ ปี ทีตำแหน่งละก็แย่งแทบจะกัดกันตาย แต่กับเนื้องานแค่ ๓ จังหวัดใต้ ก็คันปากอยากจะถามเหมือนกันว่า "เอาตำแหน่งไปทำอะไรกัน"
๓ จังหวัดยังรักษาไม่ได้ แล้วประเทศไทยตั้ง ๗๖ จังหวัด จะเอาเครดิตตรงไหนมารับประกันให้คนไทยได้มั่นใจในศักยภาพ "กำลังรัฐ" ที่ราษฎร์เลี้ยงดู?
ดูบ้าน-ดูเมือง แล้วย้อนดูบทบาท "คนรักษาบ้าน-รักษาเมือง" มันก็น่าเครียด เรื่องเศรษฐกิจไทย เรายังเขม้นมองอนาคตเป็น ตัว V บ้าง ตัว U บ้าง ตัว W บ้าง ตัว L บ้าง ซึ่งก็ยังดีเพราะมีความหวัง แต่เรื่องความสงบสุข และความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง ไม่เห็นมีใครซักคนออกมาชี้แนวโน้มถึงอนาคตเลยว่า เป็นตัวอะไร?
ว่างเปล่าไร้หัวเหมือนตัว O เต็มไปด้วยปัญหาไม่รู้จบเหมือนตัว Q หรืออนาคตพับฐานเหมือนตัว Z ?
แสดงว่า "ประเทศไทย" ไม่ใช่ของกู (คนเดียว) ต่างคนต่างธุระไม่ใช่ ใครจะเอายังไง ก็ว่ากันไปตามใจชอบ มิหนำซ้ำ มีแต่คนคอย "เปิดประตูเมือง" ส่วนคนที่จะกู้บ้าน-กู้เมือง อย่าง "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช-สมเด็จพระเอกาทศรถ" และ "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" กราดตาทั้งแผ่นดิน
เหมือนจะสิ้นชาย?
พูดถึงสิ้น เมื่อวาน (๖ ต.ค.๕๒) ไม่รู้ใครเป็นต้นข่าว ลือฉาวกันไปทั้งเมืองว่า "ท่านอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช" อาการทรุดหนักถึงขั้นปั๊มหัวใจ ทำเอาคนใกล้ชิดของท่านต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงว่า อาการท่านยังไม่หนักหนาสาหัสถึงขนาดนั้น แค่ป่วย "เป็นปกติ" อยู่ในโรงพยาบาลเท่านั้นเอง
สาธุ...ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้ท่าน และถ้าวันไหน ถึงทางสุดท้ายของท่านแล้ว ก็ขอให้ทางไปนั้นเป็น "ทางสุคติ" เถิด!
ก็อยากจะภาวนาให้ท่านหายจากมะเร็งโรคร้ายที่รุมเร้า แต่ถ้าบอกอย่างนั้นก็จะเหมือนคน "พูดไม่ตรงความจริง" เพราะเท่าที่สดับตรับฟัง ยากหวังเรื่องจะคืนกลับสู่สภาพเดิมเสียแล้ว ที่อยู่ ณ วันนี้ อยู่ด้วยลมหายใจแห่งบุญกรรมที่สั่งสมมา เปลวไฟสุดท้ายจากปลายเทียนจะดับวูบลงเมื่อไหร่
ช่วยกันส่งกำลังใจบริสุทธิ์ต่อไส้เทียนให้ท่านเถิด!
แต่ท่านอดีตนายกฯ สมัคร นับว่าใจเพชร ท่านเป็นคนปลงตกเรียบร้อยแล้วในโลกและชีวิต ถึงแม้ร่างกายอันเป็นเรือนอาศัยของจิตวิญญาณจะเปลี่ยนแปลงจาก ล่ำ-สูง-ใหญ่ เหลือเหมือนไม้ผ่าซีก ไม่ถึงครึ่งร่างเดิม กระนั้น สมองและความจำของท่านยังแจ่มใส มีอารมณ์หยอกล้อ ทักทายมิตรสหายที่ไปเยี่ยม
โลกนี้คือโรงละคร เราก็ได้รับแจกบท โลดเต้น แสดงกันไปในแต่ละลีลา และเมื่อถึงเวลา ก็โรยร้าง ห่างหาย ตายจากกันไป ฉะนั้น ก็อย่าโกรธขึ้งถือสา ฝังอาฆาต ผูกพยาบาทอะไรกันไปเลย
อโหสิกรรมต่อกันได้ในยามยังมีชีวิต ก็อโหสิกันเถอะ ที่ผูกสมานไมตรี มีคุณงามความดีต่อกัน ก็หมั่นเยี่ยม หมั่นดูใจกันเอาไว้ และหาเวลานั่งทบทวนเป็น "บทสอนใจ" รานความเชี่ยวกรากในหัวอกแต่ละคนลงเสียบ้าง
เพราะทางสุดท้ายของเราทุกคน "มันไม่มีอะไร" นอกจากนอนนิ่งเหมือนตอไม้ เอายศ-เอาศักดิ์-เอาสมบัติ-เอาคำสรรเสริญ มากองไว้ตรงหน้า อย่างเก่งก็แค่เรียกว่า "สมบัติบ้าประดับศพ"
พวกเรายังมีเวลาที่เหลือ คนละมากบ้าง-น้อยบ้าง มาช่วยกันใช้เวลานั้น "ถางทางลงให้บ้านเมือง" ไม่ดีกว่าหรือ?
"ม้าขาว" ของพระเอกน่ะ ไม่ต้องไปรอคอยชะเง้อหาหรอกครับ แค่ม้าตัวเดียวทำอะไรได้ พวกเรา-ไม่ว่า ตำรวจ-ทหาร-รัฐบาล-ข้าราชการ-ครูบาอาจารย์-นักเรียน-นักศึกษา-นักธุรกิจ-พ่อค้า-พระเณร-เสื้อเหลือง-เสื้อแดง-ประชาชนทั่วไป มารวมเป็นม้าขาวฝูงใหญ่ ร่วมทำหน้าที่
"มหาสันนิบาตประชาชาติสามัคคี"
อาจพัฒนาก้าวหน้าไปถึงขั้นว่า คืนกลับสู่ "สยาม" นามเดิมแห่งแผ่นดินนี้ก็ยังได้ เพราะคำว่า "ประเทศไทย" เป็นคำใหม่ที่ไม่สะท้อนถึง "รากแท้ชาวสยาม" อันเรียกขานกันเก่าแก่ รู้จักทั่วไปในสากลโลก ตรงข้ามกับชื่อ "ประเทศไทย" ซึ่งเป็นชื่อใหม่ เอ่ยแล้วหลายๆ ชาติไม่รู้จัก เข้าใจว่าเป็นประเทศเกิดใหม่ จนต้องย้ำว่า Bangkok ผสมเข้าไปกับ Thailand นั่นแหละ ค่อยต่อกันติด
ก็ชื่อ "ประเทศไทย" มาจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ใช้อำนาจหักหาญเปลี่ยนจาก "สยาม" เป็น "ไทย" เมื่อ ๗๐-๘๐ ปีมานี่เอง!
ลองไปเปิดดูแผนที่ประเทศไทยในอดีตก็ได้ ไม่มีหรอก "ประเทศไทย" มีแต่แผนที่แผ่นดินสยาม "ประเทศสยาม" เมื่อกลับสู่นามประเทศเดิมที่บรรพบุรุษสร้าง บางทีจะล้างใจ ทั้งเรื่องปัญหาใต้ ทั้งบาดหมางใจเรื่องสี บางที...จะเป็นบรรยากาศสร้างแรงดลใจให้คนไทยกลับมารักกันดูดดื่มเหมือนเดิมก็ได้!?
ครับ...ผมก็มองไปเรื่อยๆ คาดการณ์ไปเรื่อยๆ เหมือนนักเศรษฐศาสตร์ที่เขามองว่าเศรษฐกิจฟื้นเป็นรูปตัว V ตัว U ตัว L นั่นแหละ ถ้าเปลี่ยนกลับไปใช้ Siam ความสามัคคีของคนไทยจะได้เหมือน ตัว S ไง
ก็ตัว S ม้วนหัวทั้ง ๒ เข้ามาปรองดองอยู่ในตัวเดียวกันไม่เห็นหรือ?
เอาละ สุดท้าย ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับ "นายสนธิ ลิ้มทองกุล" ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมสมาชิกพรรค "การเมืองใหม่" วานนี้ให้เป็น "หัวหน้าพรรค" ด้วยคะแนน ๑,๗๔๑ คะแนน โดยมีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นรองหัวหน้าพรรค และนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการพรรค
ขอให้สำเร็จตามปณิธานที่ตั้งหวัง ทั้งของท่าน และของมวลสมาชิกพรรค "การเมืองใหม่" ด้วยเถิด
แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่ "ฝ่ายเสื้อแดง" จะตั้ง "พรรคการเมือง" เพื่อต่อสู้ทางความคิดกันในระบบ ในวิถีทางประชาธิปไตย จะได้เลิกการเมืองบนท้องถนนในเชิง "ล้มล้าง" กันเสียที เข้าสู่ระบบแล้วให้ประชาชนเลือก ผมว่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง และยอมรับได้ตามกติกาทุกฝ่าย ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เอาไหน ผมก็จะเอาด้วย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2552

