แก้รัฐธรรมนูญ...แก้แล้ว(ใคร)ได้อะไร?

     งานแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลผสมประชาธิปัตย์เหมือน  "ควายจมปลัก"  ตัวเองก็แสดงเจตนาแต่ต้นแล้วว่า  "ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ  ๒๕๕๐"  ในขณะที่  "เพื่อไทย"  เขาก็ไปตามลีลาของเขา  "มึงมาซ้าย-กูไปขวา,  มึงมาขวา-กูไปซ้าย"  เมื่อฝ่ายรัฐบาลบอกไม่แก้  กูก็จะแก้  กระทั่ง  ส.ว.ส่วนใหญ่เขาไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนอันใดต้องแก้  ยิ่งในส่วนประชาชนเอง  ถ้ามีช่องให้กรอกในใบประชามติ  เขาอาจกรอกข้อความว่า  "จะแก้ให้มันยุ่งมากและมากปัญหาไปเพื่อพระแสงอันใด"?

     ก็พวกประชาธิปัตย์นั่นแหละ  รวมทั้งนายกฯ  อภิสิทธิ์  ทำเก๋าเกม  จะใช้การแก้-ไม่แก้เป็นตั๋วในการซื้อเวลาการเมือง  ก็เลย  "จับไก่"  เพื่อไทยที่อยากแก้รัฐธรรมนูญดีนัก  เอ้า...แก้ก็แก้  แต่จะแก้ตรงไหน  อย่างไร  ก็โยนให้คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ  ไปสรุปประเด็นมา  ฝ่ายเพื่อไทยเมื่อถูกจับไก่ก็เลยต้อง  "ตกกระไดพลอยโจน"

     แล้วผมอยากรู้จริงๆ  ว่า  พวกคุณ  "แก่แดด"  เขี้ยวลากกันขนาดนั้นไม่รู้หรือว่า  ที่สรุปกันมา  ๖  ประเด็นนั้น  ถึงจะเดินตามกรอบมาตรา  ๒๙๑  แต่เอาจริงๆ  มันแก้ไม่ได้  เพราะขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญในประเด็น  "เป็นมาตราที่พวกตัวเองมีส่วนได้-ส่วนเสียโดยตรง"!?

     ต่างคนต่างกลบไต๋  ในใจลึกๆ  ประชาธิปัตย์ก็รู้ว่า  "ลงท้ายก็ไม่ได้แก้"  ส่วนฝ่ายเพื่อไทยนั้น  ไต๋ตัวเองก็มีอยู่ว่า  แก้มาตราไหนก็ได้  ถ้าเปิดช่องให้ทักษิณรอดคดี-รอดยึดทรัพย์-กลับเมืองไทยโดยไม่ต้องเข้าคุกเป็นใช้ได้ 

     แต่ที่ชูมา  ๖  ประเด็นนั้น  มันบ่มิไก๊  ทักษิณไม่ได้อะไร  เข้าตำรา  ไก่ก็ไม่ได้  แต่กลับเสียข้าวเปลือกไปทั้งกำมือ  ฝ่ายเจ้าตัว  ทักษิณ-ผู้รู้ชะตาตัวเองแล้ว  แต่ลูกน้องยังงมงายอยู่ใต้เกมประชาธิปัตย์  จึงอดรนทนไม่ไหว  ต้องโฟนอินมาตบกะโหลกยกแก๊งกันไปกลางวงประชุมพรรค

     ไม่แก้  ๖  ประเด็น  แต่ต้องแก้โดยเอารัฐธรรมนูญ  ๔๐  มาใช้ทั้งฉบับ!?

     ก็แค่เอาสีข้างเถลือกไถลไปข้างๆ  คูๆ  อย่างนั้นเอง  การยกเงื่อนไขให้เอารัฐธรรมนูญอื่นๆ  ทั้งฉบับมาใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น  มันไม่ใช่วิสัยปัญญาชนคนการเมืองที่จะพูดแบบคนไร้สติปัญญาหากรอบปฏิบัติอันชอบตามกฎหมายมิได้อย่างนั้น  เพราะก็รู้ๆ  กันอยู่  การที่จะเอารัฐธรรมนูญฉบับอื่น  มาใช้แทนฉบับปัจจุบันให้ทันใจ  และถูกใจตามวิธีการ  "แดงทั้งแผ่นดิน"  ของทักษิณ  มันก็มีวิธีเดียว  คือ

     ปฏิวัติ  แล้วฉีกกกกทิ้ง!!!!

     หรือจะเอาฉบับไหน  หรือจะเขียนใหม่ตามใจแม้ว  ตามใจเมีย  ก็ตามสบาย  นั่นแหละความหมาย  "แก้รัฐธรรมนูญ"  ยกเอาเก่ามาแทนใหม่ทั้งฉบับตามตำรับแม้ว!

     แล้วนี่อภิสิทธิ์เพริดไปแล้วกับเกมแก้รัฐธรรมนูญ  แรกๆ  ทำแบบจำใจ  เพราะประชาธิปไตยต้องจอดทุกสถานี  ก็ตอนนี้ตัวเจ้ากี้เจ้าการใหญ่เขาไม่เอาแล้ว  ก็ควรเลิกเล่นเกมแก้รัฐธรรมนูญเสียที  จะต้องไปตั้งกรรมการ  ๒  สภามายกร่างฯ  ไปเพื่ออะไร  ระวังเถอะ  ขืนไกลไปถึงขั้นทำประชามติด้วยงบ  ๒,๐๐๐  ล้านบาทละก็

     อภิสิทธิ์-ชาตินี้ไม่มีฟื้น!

     เพราะนอกจากผลาญไป  ๒,๐๐๐  ล้านแล้ว  ประชามติที่ได้มา  ซึ่งน่าจะลบมากกว่าบวกด้วยซ้ำ  นอกจากไม่มีผลคุ้มค่าอะไรแล้ว  ที่สำคัญคือ  ๖  ประเด็นนั้น  ถ้าเข้าสู่กระบวนการชี้ขาดออกมาว่า  "ขัดกฎหมาย"  นำเข้าสู่การแก้ไขไม่ได้  แล้วใครจะรับผิดชอบ!?

     ในเมื่อเพื่อไทยเขาล้ม  "มติวิป  ๓  ฝ่าย"  ก็ถือโอกาส  "เลิกกันไป"  ก็จบเรื่อง-จบปัญหา  แล้วจะมาบ้ากันต่ออยู่เพื่ออะไร  รัฐธรรมนูญปี  ๕๐  นี้  ก็ทราบกันอยู่ว่า  ร่างขึ้นมาเหมือน  "ยันต์ปิดปากหม้อ"  เป็นการใช้สยบมาร-ปราบผีร้าย  เพื่อเปิดโอกาสแก้ไขบ้านเมืองให้คืนสภาพโดยเร็ว  พูดอีกที  ก็เป็นที่รับทราบด้วยวิสัยวิญญูชนทั่วไปว่า

     เมื่อถึงเวลาพร้อมก็ต้องแก้ไข  หรือเดินเข้ากรอบเพื่อปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์  และบรรยากาศวิไล!

     ถ้าจะว่าไปแล้ว  ทักษิณ-ตัวใน  หรือเพื่อไทยอันเป็นตัวกระดอง  ก็ดัดจริต  ยักกระสาย  จะเอารัฐธรรมนูญปี  ๔๐  ไปงั้นแหละ  ใจจริงๆ  แล้ว  ถ้าอภิสิทธิ์บอกว่า  "จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับ  ๕๐  โดยตัดมาตรา  ๓๐๙  ทิ้งไป"

     ทักษิณขี้เกียจจะคลานมากราบไข่อภิสิทธิ์ปลกๆ  เสียด้วยซ้ำ!

     ผมก็บอกแล้ว  รัฐธรรมนูญ  ๕๐  เจตนารมณ์ใช้เป็นยันต์ปิดปากหม้อ  เอาวิญญาณชั่วร้ายถ่วงน้ำไว้  เขาไม่ได้ใจร้ายหวังเอาเป็น-เอาตาย  แต่หวังเพียง  "ถ่วงน้ำไว้ก่อน"  เพื่อใช้เวลาว่างมาปรับปรุงบ้าน-ปรับปรุงเมือง  เมื่อหมดเวร  หมดกรรม  ยันต์ก็จะหลุดไปเอง  แล้วก็จะได้ไปผุดไปเกิดใหม่เหมือนแม่นาคพระโขนง

     แต่หนังมันสะดุดหนามเตยก็ตรงที่  บรรดาผู้ขมังเวท  คมช.ทั้งคณะรัฐ  และคณะทหาร  มันหน่อมแน้ม  และห่วยแตกเอง  ทำให้ยันต์ไม่ขลังเท่าที่ควร  แถมมัดก็ไม่แน่น  ปากหม้อเผยอเข้า-เผยอออก   สัมภเวสีชั่วร้ายมันเลยโฟนอินได้รายวัน  ไม่เชื่อลองไปถามกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  กระทั่งหลวงพ่อ  หลวงพี่  ครูเล็ก  ครูใหญ่แถวในอีสานดู

     มีใครบ้างที่สัมภเวสีไม่โฟนอินมาชวน  "แดงทั้งแผ่นดิน"  ทุกค่ำ-ทุกคืน?

     แต่ถึงอย่างไร   บ้านเมืองยังมีขื่อ-มีแป  กฎหมายยังเป็นกฎหมาย  ฉะนั้น  รัฐธรรมนูญ  ๕๐  ยังพอเป็นมนต์สะกดและมัดผีร้ายมิให้เหิมเกริม  ออกอาละวาดตามอำเภอใจได้มากนัก

     มาตรา  ๓๐๙  เป็นยันต์ปิดกระหม่อมมารไว้ด้วยข้อความว่า:-

     บรรดาการใดๆ  ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  ๒๕๔๙  ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ  รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้  ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

     ครับ..เท่ากับว่า  ทุกวันนี้ไม่เพียงใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ปี  พ.ศ.๒๕๕๐  เท่านั้น  หากแต่ยังใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ฉบับชั่วคราว  หรือรัฐธรรมนูญฉบับคณะปฏิวัติ  ๑๙  ก.ย.๔๙  ที่พลเอกสนธิ  บุญยรัตกลิน  หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการอีกฉบับหนึ่ง

     ทักษิณต้องดิ้นพราดๆ  เหมือนถูกน้ำร้อน  หรือถูกน้ำหน่อไม้ดองสาดหลังก็เพราะ  "ยันต์สะกดผี"  จากมาตรานี้แหละ  ส่วนอีก  ๓๐๘  มาตรานั่นน่ะ  เรียกว่า...ไม่ครนาขี้เรื้อน!

     ฉะนั้น  สันดานจึงต้องแสดงออกมาเอง  ด่าลูกน้องกลางตลาดโฉงเฉง  หัวหน้าวิปฝ่ายค้านที่แสนจริงใจและแม่นในกฎหมายอย่าง  "นายวิทยา  บุรณศิริ"  เลยกลายเป็นคนเสียหมาไปโดยปริยาย  ถูกหาว่าไปเข้าค่ายกลฝ่ายรัฐบาล  แก้ทำไม  ๕  ประเด็น  ๑๐  ประเด็น  กูไม่ได้อะไร

     เพราะหัวใจมันอยู่ในมาตรา  ๓๐๙  ประเด็นเดียว!!!!

     ในความเห็นของผม  รัฐธรรมนูญนั้น  มีขึ้นมาเพื่อเป็นกติการองรับ  ความอยู่ดี-กินดี-ดำรงชีพดี-ด้วยสิทธิ-เสรีภาพทัดเทียมกันของประชาชนภายใต้กฎหมายบัญญัติ  ไม่อยู่อย่างเหยียบหัวแม่ตีนซึ่งกันและกัน  เรามองและประณามกันแต่ว่า  กฎหมายไม่ดี  กฎหมายเป็นอุปสรรค  กฎหมายไม่เอื้ออำนวย

     แต่ทำไมมนุษย์ในสังคม  โดยเฉพาะ  "สังคมการเมือง"  ไม่ย้อนมองตัวเองบ้างว่า:-

     กฎหมายที่ว่าไม่ดีนั้น  เพราะปิดช่องไม่ให้เราเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ได้ง่ายๆ  ใช่มั้ย?

     กฎหมายเป็นอุปสรรคการบริหารนั้น  เพราะเราบริหารด้อยสำนึกจนอาจเป็นโทษต่อสังคมประเทศใช่มั้ย?

     กฎหมายไม่เอื้ออำนวยนั้น  เพราะเราบริหารแบบจะเอากฎหมายเป็นเครื่องมือโจรใช่มั้ย?

     อย่ามองกฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการบริหาร  และการปกครองเสมอไป  ต้องมองย้อนกลับด้วยว่า  แล้วจิตเจตนา  และการกระทำของเราแต่ละคน  เป็นปัญหาและเป็นอุปสรรคต่อการบริหาร  และการปกครอง  "เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ-ประชาชน"  ด้วยหรือไม่?

     กฎหมายรับใช้คน  ฉะนั้น  กฎหมายจะแก้เมื่อไหร่  แบบไหน  อย่างไร  ไม่ใช่เรื่องยาก  แต่ที่ยาก  และต้องแก้ก่อน  คือ  แก้ใจในแต่ละคนให้  "สุจริต"  เป็นที่ตั้งก่อน.

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 15 ตุลาคม 2552