"สื่อ...ลองพร้อมใจหยุดทำมาหากินกันสักพัก"

    จากที่ปรามาสกันว่า  "จะอยู่ได้ซักกี่เดือน"  แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็อยู่ครบปี  ตอนนี้พวกวัวชิงหลักเขยิบเป้าไปว่า  ไม่เกินกุมภา-มีนา-เมษา  "ไปแน่"  แต่จะแน่-ไม่แน่ก็ไม่รู้แหละ  ที่แน่ๆ  จากผลประชุม  ครม.วานนี้  (๑๕  ธ.ค.๕๒)  รัฐบาลอภิสิทธิ์  "วางเกมยาว"  อยู่ไปถึงเดือนสิงหา  ๕๓  โน่นแล้ว!

     บอกตรงๆ  ผมรักอภิสิทธิ์  แต่  "ผิดหวัง"  อภิสิทธิ์ในการทำหน้าที่นายกฯ  มาก  ดูไบเขามีโครงการ  "ดูไบเวิลด์"  ขุดทรายมาถมทะเล-จนเจ๊ง  ส่วนประเทศไทย  มีประชานิยม  โดยกู้หนี้ไปสร้าง  "หนี้เข้มแข็ง"  จนปีนี้ขาดดุลการคลังไปแล้วถึง  ๓  แสนกว่าล้านบาท-ยังไม่เจ๊งวันนี้!

     แล้วลองดูซิว่า  วันๆ  ในการบริหารประเทศ  นายกฯ  อภิสิทธิ์หมกมุ่นครุ่นคิดทำอะไร?

     คอยเอาปฏิทินมากางดูว่า  เดือนเดือนหนึ่ง-ปีปีหนึ่ง  มีช่องทางไหนบ้างที่  "ไม่ต้องทำงาน"  ให้มันหยุดยาวๆ  ไปเลย  จะได้ไม่ต้องมีเรื่องรกกระบาลจากการทำงานรายวัน!?

     นี่ละงาน  "สำคัญและเร่งด่วน"  ที่รัฐบาลเขากระตือรือร้นทำกันทั้งวัน-ทั้งคืน  ถึงขนาดนำเข้าประชุม  ครม.ด้วยการเอาปฏิทินมากากบาทกำหนดวันหยุดสั้น-หยุดยาวกันไปเรียบร้อยแล้ว

     ปีหน้า  ๒๕๕๓  ในจำนวน  ๓๖๕  วัน  รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศออกมาแล้ว  ให้หยุดแต่ได้เงินเดือนทั้งหมดรวม  ๑๒๒  วัน  มีวันทำงานปกติเพียง  ๒๔๓  วัน  ใน  ๑  ปี

     ปฏิทินปีหน้ายังไม่ทันออกตลาดเลย  แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ไล่กากบาท  "วันหลังยาว"  ไปเรียบร้อยแล้ว  สงกรานต์เดือนเมษา  "ทั้งสัปดาห์"  ทำงานวันจันทร์ที่  ๑๑  เพียงวันเดียว  นอกนั้น  ๑๒-๑๓-๑๔-๑๕-๑๖-๑๗  หยุดยาวไปชนจันทร์ของสัปดาห์หน้าโน่นเลย

     นี่วันหยุดที่  "รัฐบาลหลังยาว"  เขากำหนดเป็นวันหยุดทางราชการ  แต่ถ้าไปดูตามปฏิทินจริงๆ   แบบนี้มัน  ๑๐๐%-๑,๐๐๐%  อยู่แล้ว  เท่ากับเปิดช่องให้พนักงานทั้งหลวง-ทั้งราษฎร์  ที่ละอายหน่อยก็  "ลาผสม"  ในวันจันทร์ที่  ๑๑  อีกหนึ่งวัน  ก็จะได้วันหยุดยาวติดต่อไปเลย  ๙  วัน  คือจากเสาร์-อาทิตย์  ๙-๑๐  ไปชนเสาร์-อาทิตย์  ๑๖-๑๗

     แต่สำหรับคนที่ไม่ละอายเลย   ก็ลามันตั้งแต่วันศุกร์ที่  ๘  หนึ่งวัน  ติดพันด้วยวันจันทร์ที่  ๑๑  อีกหนึ่งวัน  ก็เท่ากับได้หยุดเที่ยวสงกรานต์  "ข้ามสัปดาห์"  ๑๐  วันรวด  สมตามเจตนารมณ์รัฐบาล  "เอาเงิน-เอาตำแหน่ง"  แต่ไม่เอางาน

     ขนาดประชุมสภาฯ  "รัฐบาลเสียงข้างมาก"  ยังปล่อยล่มเพราะ  "ไม่ครบองค์"  ซะร่วมสิบหน!

     แล้วยังไม่แค่นี้นะ  ยังขยันพลิกค้นปฏิทินไปจนเจอช่องให้หยุดยาวใน  "วันแม่"  ได้อีก  คือวันที่  ๑๒  สิงหา  ตรงกับวันพฤหัสบดี  ก็เลยฉวยโอกาสให้วันศุกร์ที่  ๑๓  เป็นวันหยุดราชการเฉยๆ  ซะอีกหนึ่งวัน  เพื่อให้ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น  แต่คุณภาพในการพัฒนาประเทศต่ำลง

     หยุดมันอีก  ๔  วันรวด!

     ไอ้การหยุดยาวถ่วงประเทศเช่นนี้  รัฐบาลกลับมีวิสัยทัศน์  "บริหาร-จัดการ"  ให้เกิดความชัดเจนทางปฏิบัติได้ล่วงหน้า  ชนิดที่เรียกว่า  "มองยาวทั้งปี"

     แต่ปัญหา  "มาบตาพุด"  อันเป็นงานกำหนดอนาคตประเทศชาติ  รัฐบาลกลับไม่แสดงความรับผิดชอบ  และไม่แสดงให้เห็นว่ามีวิสัยทัศน์ทางพัฒนาประเทศ  ด้วยการกระตือรือร้นทำอะไรให้ทั้งภาคอุตสาหกรรม-ภาคการลงทุน-ภาคแรงงาน  ได้พอมองเห็น  "ความชัดเจน"  เป็นทางออกของปัญหาเลย!

     ผมไม่ได้หมายความว่า  จะให้รัฐบาลเที่ยวไปทุบโต๊ะ  ไม่สนใจกฎหมาย  เที่ยวไปก้าวก่ายอำนาจใครต่อใคร  ด้วยการ  "ชี้เป็น-ชี้ตาย"  ออกมาเดี๋ยวนี้เลย  ผมหมายถึงว่า  ในภาวะชะงักงัน  ด้วยไม่ชัดเจนในแนวทางปฏิบัติว่าจะไปทางไหน  และแบบไหนกัน  รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมทิศทางนำตรงนี้

     เหมือนเรารอคอยใครซักคนที่กำลังเดินทางมาหาเรา  ถ้าเราไม่รู้อะไรเลย  ก็ต้องผุดลุก-ผุดนั่ง  ชะเง้อเข้า-ชะเง้อออกอยู่นั่นแหละว่า  "เอ...เขาจะมาหรือไม่มา  หรือว่าเป็นยังไงก็ไม่รู้"  ครั้นจะไปธุระปะปังทางไหนก็ไปไม่ได้  เพราะไม่รู้ว่าเขาจะมา  หรือไม่มาตอนไหน

     ก็เลยต้องแหงนเถ่อ  "แบบไร้ทิศทาง"  อยู่อย่างนั้น!

     แต่ถ้าทั้งฝ่ายผู้รอ  และผู้จะมามีการสื่อสารถึงกันเป็นระยะ  ตอนนี้-ออกจากบ้านมาอยู่บนทางด่วนแล้วนะ..ตอนนี้  มาถึงปากซอยแล้วนะ...อีกแป๊บเดียวจะถึง  ตอนนี้  มาจอดรถอยู่หน้าบ้านแล้วนะ  เปิดประตูด้วย

     อย่างนี้ถึงจะช้า-จะเร็ว  แต่รอได้  เพราะตัดปัญหาเรื่อง  "มา-ไม่มา,  แน่-ไม่แน่" ไปได้เด็ดขาด

     ปัญหามาบตาพุดก็ทำนองนั้น  การแก้ไขตามขั้นตอนกฎหมายไปสู่จุด  "เดินหน้าต่อ"  ทั้งหลาย  ถ้ารัฐบาลแสดงวิสัยทัศน์ในความเป็นตัวนำที่ดี  มันก็น่าจะออกมาควบคุมทิศทางปฏิบัติ  และนำมาบอกเป็นระยะให้เกิดความชัดเจน  เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุกภาคส่วน

     เพราะเมื่อมั่นใจในทิศทาง  ความกังกลและปัญหาจากความไม่ชัดเจนทั้งหมดมันจะหายไป  ส่วนภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรมเขาจะตัดสินใจอย่างไร  นั่นเป็นเรื่องของเขา  และเขาก็จะไม่ตีโพย-ตีพาย  โยนความผิดทั้งหมดมาไว้ที่ฝ่ายรัฐบาลอย่างทุกวันนี้!


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม 2552