คุยกันมาทั้งปี คำตอบในแต่ละเรื่องที่คุย ก็สรุปรวมลงในวันนี้ คือวันที่ "สิ้นสุดแห่งปี พ.ศ.๒๕๕๒" สำรวจต้นทุน-กำไรชีวิตตลอดปีที่กำลังจะผ่านเรียบร้อยกันแล้วหรือยัง การทบทวน ไม่ได้หมายความว่าให้เราไปหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับปัจจุบันที่กำลังกลายเป็นอดีต การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง อย่าไปจมอยู่กับอดีตซึ่งผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ชีวิตถ้าจะเปรียบ ก็คล้ายกุหลาบดอกหนึ่ง
ขณะตูม ก็ไม่เห็น
ขณะคลี่ ก็ไม่เห็น
ขณะบาน ก็ไม่เห็น
ขณะโรย ก็ไม่เห็น
ถึงจับจ้องมองดูขนาดไหนก็ไม่เห็น จะเห็นก็ต่อเมื่อ "มันเป็นอยู่ ณ ขณะนั้น" นั่นคือไม่มีอะไร "คงที่" สำหรับเรา ยึดไปก็เท่านั้น อาลัยก็เท่านั้น โหยหาก็เท่านั้น และในความที่ไม่มีอะไรยึดได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราอยู่ได้ คือ...อยู่กับปัจจุบัน
ปัจจุบัน อยู่ที่ไหน?...อยู่ที่ลมหายใจ
อยู่อย่างไร?...อยู่อย่างมีสติตามรู้
รู้อะไร?...รู้การเข้า-ออกของลมหายใจ
รู้ไปทำไม?...รู้เพื่อไม่ต้องไปข้องอยู่กับอดีตและอนาคตน่ะซี!
อยู่กับปัจจุบัน "ด้วยสติ" จะไม่สงสัย และไม่วิตก เพราะทุกปัญหาที่ต้องการรู้ "สติ" ในปัจจุบัน มันจะให้คำตอบอยู่ในตัว เหมือนขณะนี้ คนส่วนใหญ่สงสัยจนทุกข์กาย-ทุกข์ใจในประเด็นว่า
"ปัญหาทักษิณจะเกิดจลาจลเมือง?"
ถ้ามีสติอยู่กับลมหายใจคือปัจจุบันขณะ เราจะไม่คิดสับสนปนเป สามารถลำดับเรื่อง ลำดับประเด็นเป็นขั้นตอนไปว่า ณ ขณะนี้ ทักษิณอยู่ในสถานะไหน
อ้อ..อยู่ในฐานะคนต้องคำตัดสินศาลให้จำคุก ๒ ปี แต่หนีโทษคุกไปอยู่นอกประเทศ!
สติก็ให้คำตอบในประเด็นนี้ออกมาทันทีว่า ไม่มีใครไปไล่ หรือไปห้ามมิให้ทักษิณกลับเข้ามา หากแต่ตัวเองไม่กล้าเข้ามา เพราะกลัวติดคุกตะหาก
นั่นคือ ที่ทักษิณพูดซ้ำ-พูดซากว่า "ผมอยากกลับบ้าน..ผมคิดถึงบ้าน..ผมคิดถึงพี่น้องคนยากคนจน ผมอยากเข้ามาช่วย" นั้น แหลไปเรื่อย หลอกให้คนสงสาร แล้วเกลียดชังระบบบ้านเมือง นำไปสู่การล้มบ้าน-ล้มเมือง เพียงเพื่อตัวเองจะได้กลับเข้ามามีอำนาจ แล้วใช้อำนาจล้มล้างคดีความทั้งหมดของตน
ข้อสงสัยข้อต่อไป ถ้าอย่างนี้จะมีวิธีใดหรือไม่ ที่จะพูดจาทำความเข้าใจกันระหว่างทักษิณกับรัฐบาล เพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมือง และประชาชนกลับคืนสู่ความสงบสุขเหมือนเดิม?
ด้วยสติที่อยู่กับปัจจุบัน ก็จะเห็นช่องทางด้วยความเข้าใจทันทีว่า ในโลกนี้ไม่มีปัญหาอะไรที่ไม่มีทางออก ถ้าทุกคน-ทุกฝ่าย "จริงใจ" และพร้อมใช้ต้นทุนทางความผิด-ความถูก และทางอำนาจตามระบบของแต่ละฝ่ายเป็น "ทุนรวม" แล้วคุยกัน หาวิธีที่พอใจและเป็นไปตามกรอบร่วมกัน
ต้นทุนทักษิณคือ ยอมเข้าสู่ระบบ มาเข้าคุกซะ ต้นทุนรัฐบาลคือ อำนาจที่จะทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษให้ เพราะการที่ทักษิณมารับโทษจำคุก เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายที่จะทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษได้อยู่แล้ว
ข้อสงสัยต่อไป ในเมื่อทักษิณเป็นคนไม่ดี แต่ทำไมคนไทยอีกส่วนหนึ่งที่เรียกว่า "คนเสื้อแดง" จึงยอมรับนับถือ พร้อมลุกฮือเผาบ้าน-เผาเมือง เพื่อให้ทักษิณกลับมาครองเมือง?
ถ้ามีสติอยู่กับปัจจุบัน เราก็จะมองเห็น คือเห็นเหตุอันเป็นที่มาของผล ซึ่งเหตุนั้นมีทั้งเหตุภายใน และเหตุภายนอก จะว่าไปแล้ว จากเหตุสังคมชนชั้นที่ล้นกรอบบ่มเพาะเป็นความอึดอัด-ไม่พอใจมาเรื่อยๆ เมื่อถึงจังหวะนี้ ผมจะเปรียบให้เห็นภาพว่า
ทักษิณไม่ใช่ประธานสโมสร แต่มีสภาพเป็นลูกฟุตบอล ระหว่างตีนนักเตะ ๒ ฝ่าย ๒๒ คน ๔๔ ตีน ตีนและตัวสำรองอีกตะหาก!
ลูกฟุตบอลมีไว้เตะ เป้าหมายสุดท้ายคือให้เข้าประตู แต่จะเข้าไปเองไม่ได้ มันต้องอาศัยคนเตะ ขณะเดียวกัน คนเตะก็ต้องการลูกฟุตบอลสำหรับให้ตีนเตะเข้าไปตุงในตาข่าย และถ้าลูกเข้าไปอยู่ในตาข่าย...
คนรับถ้วยรางวัล และคนที่เป็นฮีโร่ คือคนเตะ ไม่เคยปรากฏว่าจะมีใครเคยยกให้ลูกฟุตบอลเป็นฮีโร่ เห็นมีแต่ตอนนั้น...ลูกฟุตบอลถูกเตะกระเด็นไปทางไหนๆ ไม่มีใครสนใจแล้ว!?
บั้นปลายของ "ทักษิณ" ก็ประมาณนั้น!?
นั่นคือ เวลานี้ ในขบวนการเสื้อแดง มีกี่พวก กี่กลุ่ม กี่เจตนา กี่เป้าหมาย ก็ยากจะคาดเดา พูดง่ายๆ คือ "ใครหลอกใช้ใคร" ก็ยังไม่รู้ ก็ดูซี ขนาดผีคอมมิวนิสต์ที่นึกว่าไปผุดไปเกิดแล้ว ยังยึดสถานการณ์ทักษิณโผล่ขึ้นจากหลุม หนังคลุมหลุดจนเห็นหลังคา "สภาเปรซิเดียม" โผล่
ย้ำ-ทักษิณเป็นทั้งตัวหลอกใช้และตัวถูกหลอกใช้ เพียงแต่ "เป้าหมาย" ของแต่ละฝ่ายยังไม่บรรลุ ต่างฝ่ายจึงยังต้องหลอกใช้ซึ่งกันและกันไปพลางๆ เนื้อแท้ภายใน กองทัพใหญ่ "เพื่อทักษิณ" นั้น อันที่จริงก็แค่ "กองทัพหลอน" ที่หลอกกันเอง
ส่วนระดับชาวบ้าน คือดารารับเชิญเดินผ่านฉาก เพื่อให้เกิดคำว่า "อลังการงานสร้าง" อันเห็นได้ทั้งในประวัติศาสตร์ และปัจจุบัน
และย้ำ-ตอนนี้ พูดกันว่า "สู่ชัยชนะของทักษิณ" สมมุติว่า ชนะกันได้จริงๆ ตอนนั้น แน่ใจหรือว่า คนที่ได้รับผลจากชัยชนะจะเป็นทักษิณ...
ขอเตือนเป็นมรณานุสติ!?
มาดู "ตัวเหตุ" ซึ่งเป็นเหตุภายใน ที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่ยอมจบกันบ้าง
ส่วนหนึ่งมาจากคนมีอำนาจ-หน้าที่ แต่ไม่ทำหน้าที่ และไม่ใช้อำนาจเคร่งครัด อย่างเช่น รัฐบาล ทหาร-ตำรวจ บางส่วน-บางคน เป็นต้น สังคมชนจึงฮึกเหิม ได้ใจ เผาบ้าน-เผาเมือง ประกาศยึดบ้าน-ยึดเมือง ด่านายกฯ ด่าแม่ทัพ-นายกองเล่นก็ได้ เพราะเห็นแล้วว่า ผู้นำเหล่านี้
กล้ากับคนที่หงอ-คอหดกับคนที่กล้า!
อีกส่วนหนึ่ง ทักษิณมีเงินเยอะพร้อมให้ ก็ย่อมมีคนเยอะพร้อมรับ บางคนขนาดยอมเอาชาติไปแลกกะรองเท้ากอล์ฟคู่เดียว บางคนชอบแทงหวยการเมือง "เสี่ยงเพื่อทักษิณ" ดีกว่าเป็นตาแก่หลังเกษียณรอวันตาย กระย่องกระแย่งไป...เผลอๆ มีฟลุก
อีกส่วนหนึ่ง เบื่อหน่าย-เอือมระอา-อึดอัด กับพฤติกรรมคนบางคนในบางสังคมสั่งสมมาเรื่อยๆ เมื่อทักษิณจี้ประเด็นแทงใจดำ ชูธงเป็นตัวนำกระแสต้าน คนที่เก็บกดไว้ก็คล้ายพบคนที่ "ใจตรงกัน" นั่นคือ จะอะไรก็ช่างหัวมัน เมื่อมองเห็นตรงกัน ถึงไหน-ถึงกัน ได้ทันที
คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีเจตนาถึงขั้นล้มชาติ-ล้มสถาบัน หวังเพียงระบายเพื่อ "สะใจ" เท่านั้น แต่ถ้าสถานการณ์เกินเลยมากไป เช่นว่า ยกทักษิณเป็นเทวดาเหนือคน คนกลุ่มนี้ "จะไม่ยอมรับ" และกลายเป็นสามเหลี่ยมมุมต้านทันที!
อีกส่วนหนึ่ง สังคมไทยเป็นสังคม "ผู้ตาม" คิดตาม-พูดตาม-ทำตาม-เชื่อตาม ทุกวันนี้ถึงสังคมไทยมีผู้นำตามระบบก็จริง แต่เป็นผู้นำที่ขาด "ภาวะผู้นำ" ไม่สามารถทำให้ชาวบ้าน คิดตาม-พูดตาม-ทำตาม-เชื่อตามได้ ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้เป็นโจร แต่ถ้าสามารถแสดง "ภาวะผู้นำ" ได้
ผู้ตามทั้งหลาย ทั้งบัณฑิต ทั้งโจร ทั้งพระ ทั้งอลัชชี ทั้งผู้ดี และทั้งไพร่ ก็พร้อมยอมรับโจรเป็น "นายนำทาง"!
ก็มาดู "ตัวเหตุจากภายนอก" บ้าง อย่างที่กล่าวข้างต้น ด้วยทักษิณหนีโทษคุกไปอยู่ประเทศโน้น-ประเทศนี้ แต่ ณ ขณะนี้ คำว่า "โลกกว้าง-ทางแคบ" เกิดขึ้นกับเขาแล้ว เพราะกลายเป็นตัวน่ารังเกียจที่ประเทศนำสังคมโลกทั้งหลาย "ไม่ยอมรับ" ไปสหรัฐ ไปอังกฤษ ไปยุโรป ไปจีน ไปญี่ปุ่น ไปรัสเซีย และ ฯลฯ ไม่ได้ เขาไม่ยอมให้เข้าประเทศ
ไปอยู่ที่ไหน ความฉิบหายเกิดที่นั่น ไปอยู่ดูไบ ดูไบก็กลายเป็นเขียดกลางทะเลทราย ต้องเผ่นมายึดเขมรเป็นฐานสุดท้าย เผลอๆ คำว่า "อยู่ที่ไหน ฉิบหายที่นั่น" อาจจะเกิดขึ้นได้กับสหายรักฮุน เซน ใครจะไปรู้?
มองเรื่องนี้ ผมอยากให้มองแยก "ความเป็นประเทศกัมพูชา" กับ "ความเป็นประชาชนชาวกัมพูชา" ออกจากพฤติกรรมของนายกฯ ฮุน เซน การที่นายฮุน เซน สมคบทักษิณเล่นเกมกับประเทศไทย ผมว่าฮุน เซน ใช้ประเทศเปลืองโดยเปล่าประโยชน์
ผมค่อนข้างเชื่อว่า คณะรัฐบาล กองทัพ กระทั่งประชาชนชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ ย่อมไม่คิดเห็นเช่นนั้น และย่อมไม่พอใจที่นายฮุน เซน เอาประเทศไป "เซ่นทักษิณ" อันเป็นคนนอกชาติ!
ท่านสังเกตดูก็ได้ ตั้งแต่วัน "เสียมรรยาท" ขณะมาประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน จนถึงวันนี้ ในฝ่ายการเมือง "นายฮอร์ นัมฮง" ซึ่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่ต้องยอมรับว่า "เก๋า" บนเวทีโลกคนหนึ่ง และแหลมกับไทยทุกลูก
แต่กรณีนี้ นายฮอร์ นัมฮง ไม่พูด ไม่แสดงความเห็น ไม่แสดงท่าทีคล้อยตาม สนองตามนายฮุน เซน เลย!
แล้วมาดูฝ่ายกองทัพที่ "นายพลเตีย บัณห์" คุมอยู่ ต้องยอมรับว่า ในสังคมประเทศประชาธิปไตยรูปแบบอย่างกัมพูชา "ยังไงก็ ท่าทีทหาร" ถือเป็นเข็มทิศชี้ทาง ก่อนหน้านี้ ทั้งที่ไม่มีชนวนขัดแย้งรุนแรง แต่ทหารกัมพูชา "ฮึ่ม" กับไทยแทบทุกวัน
หลังจากนายฮุน เซน สมคบทักษิณ ในทางปฏิบัติ ชายแดนไทยน่าจะร้อนฉ่า แต่ปรากฏว่า ทหารไทย-กัมพูชา แปลงสนามรบเป็นสนามมิตรภาพ ล้อมวงกินข้าว ชกมวย ตีกอล์ฟ กิ๊กกั๊กกันดีกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ!?
เมื่อเรามีสติอยู่กับปัจจุบัน ก็จะลำดับภาพได้อย่างนี้ พอคลายสงสัย-หายทุกข์ เพราะรู้เหตุ พร้อมทั้งมองเห็นทางดับเหตุ แต่ถ้ารู้แล้ว ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายทหารบ้านเมือง ยังไม่แก้ที่เหตุ อย่างนั้น...วันนี้-พรุ่งนี้ ถึงไม่มีอะไรเกิด แต่ปะรืนนี้ ด้วยเหตุปัจจัย มันต้องเกิดแน่
ทักษิณสั่งเสื้อแดงลุยปลายมกรา-กลางกุมภา ก็ไม่มีอะไร เนื่องจาก "ผลประโยชน์" ทักษิณ-ฮุน เซน ตรงกันพอดี ทักษิณต้องดิ้น เพราะคดียึดทรัพย์ใกล้ตัว ส่วนฮุน เซน ก็ต้องดิ้น เพราะกุมภาถ้าไม่มีพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของไทยส่งมอบให้ยูเนสโก ก็อดได้เป็นมรดกโลก
ฮุน เซน คุยกะไทย "เอาพื้นที่-เอาพระวิหาร" มาร่วมในความเป็นมรดกโลกกับไทยตอนนี้ "บรรยากาศไม่เอื้อ" จนกว่าวันไหนอำนาจนำในกัมพูชาสร้างบรรยากาศใหม่ให้เอื้อ เรื่องที่ทั้ง ๒ ประเทศจะได้รับประโยชน์ร่วมกันบนความเป็นมรดกโลก
ใคร...เขาจะไปรังเกียจ
นอกจาก...เสนียดทักษิณ!?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม 2552

