รัฐศาสตร์การท่องเที่ยว "แก้ ๓ จังหวัดใต้"

ผมว่าฉายา "นายกฯ อภิสิทธิ์" ที่นักข่าวทำเนียบฯ ตั้งให้ "หล่อหลักลอย" นั้น ไม่น่าจะสะท้อนถึงบทบาทที่เป็นจริงซักเท่าไรนัก ถ้าเป็นผมจะตั้งว่า "นายกฯ ญาติระอา" มากกว่า เหตุผลก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก แค่ที่จู่ๆ ออกมาเบรกเรื่อง "หวยออนไลน์" แค่นั้น

ก็เหลือจะระอาแล้ว เบรกน่ะไม่ว่า แต่ไปอมพะนำอะไรอยู่ ปล่อยให้เขาเดินหน้าโครงการจวนเจียนจะขายกันอยู่วันนี้-วันพรุ่ง ถึงได้ยุรยาตรออกมาเบรกเขาหน้าตาเฉย!

นายกฯ น่ะไม่รู้สึกว่าฉิบหายหรอก เพราะไม่เคยลงทุนทำธุรกิจอะไร นอกจากกินเงินเดือน แต่คนที่เขาทำธุรกิจนี่ซี เมื่อรัฐบาลปล่อยให้เดินหน้าโครงการมาตั้งไกล ฝันหวานจนหมดน้ำตาลกันไปคนละหลายสิบโล แล้วจู่ๆ ก็มาบอกว่า ไม่เอาละ...เป็นการมอมเมาเยาวชน เลิกดีกว่า

ไอ้พูดพรรค์นี้...เดี๋ยวปั๊ด!

ไม่เพียงแต่คนลงทุนเท่านั้น คอหวย ๒ ตัว ๓ ตัวทั้งหลาย ไม่ว่าใคร เห็นการบริหารแบบถอกเข้า-ถอกออกของนายกฯ อภิสิทธิ์เช่นนี้...เซ็งครับ พี่น้อง!

เรื่องหวย หรือการพนันขันต่อทั้งหลายนั้น ถ้าจะพูดถึงความเลวร้าย ผมว่ามันไม่เลวร้ายเท่าการบริหารเหมือนเด็กเล่นขายของ ที่เอานิยม-นิยายแน่นอนอะไรไม่ได้จากคนในระดับผู้นำนโยบายบ้าน-นโยบายเมือง ไม่ต้องการให้มีหวยออนไลน์ ก็บอกให้ชัดไปแต่แรกเลย คนเขา

จะได้ "ตัดใจ" ไปจากเรื่องนี้

แต่นี่...เปิดไฟเขียว ปล่อยให้รัฐมนตรีคลัง-กองสลากฯ เดินหน้า ถึงขั้นลงตู้ ลงร้าน ลงมือ กำหนดวัน กำหนดงวดจะซื้อขายกันอยู่รอมร่อ เหมือนปล่อยให้ลูกสาวท้อง ๘ เดือน แล้วกำหนดแต่งกับไอ้หนุ่มข้างบ้าน แต่จู่ๆ ก็ออกมาบอกว่า...รักษาพรหมจารีไว้ดีกว่าลูกเอ๊ยยย...อย่าแต่งเลย!

แบบนี้ถ้าลูกสาวไม่โดดวังบัวบานเป็นการประท้วง ก็มีหวัง "ว่าที่ลูกเขย" บุกมากระทืบยอดอกพ่อตาแหงๆ!

เอ้า...อวดเป็นพระเอกก็แอคชั่นไปให้จบนะ อย่ามาทำลีลาหาคะแนนจากนักศีลธรรมสังคมไปครึ่งทาง แล้วลงท้ายก็วกกลับมาพูดภาษาการเมืองใหม่ว่า

"ผมไม่ได้พูดซักคำว่าล้มโครงการหวยออนไลน์ ผมบอกเพียงว่า ภายใน ๑ เดือน ให้คณะทำงานไปศึกษาดูซิว่า มีเงื่อนไขอื่น หรือมีช่องทางใดบ้างที่ชดเชยให้ภาคเอกชนเขาได้ โดยไม่ต้องทำหวยออนไลน์ แต่เมื่อดูเงื่อนไขสัญญาแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็จำต้องยอมให้เขาทำ ไม่งั้นเอกชนเขาก็จะฟ้องเอาได้ เราต้องยึดกฎหมายครับ"

นี่...ถ้ามาไม้นี้ละก็ ระวังจะถูกชาวหุ้นที่แห่ซื้อหุ้นล็อกซเล่ย์เก็งกำไร แล้วแห่เทชนิดแหกกระจาดขายเมื่อวานนี้ เขาจะฟ้องเอาด้วยในข้อหา "สร้างข่าวปั่นหุ้น"!

หวย-นายกฯ ก็ทำวุ่น การเมือง-พรรคร่วมก็ทำวุ่น สรุปแล้วอย่าไปโทษเหลือง-โทษแดงเขาเลย รัฐบาลเองนั่นแหละมั่วซั่วที่สุด ประชาธิปัตย์เอง เป็นผม-คดี ๒๕๘ ล้านน่ะ ยุบๆ ไปซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว อยู่ก็ไม่เห็นทำอะไรเป็นสาระ ตอนนี้มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัว ก็พล่าน "ลืมโลก-ลืมประเทศ" กันไปทั้งพรรค

พรรคร่วมบางพรรคเองก็ไม่เอาอะไร นอกจากเอาเก้าอี้ กับเอางบประมาณ พอเห็นช่องจะต่อรองก็ขู่จะย้ายข้าง-ย้ายแคมบ้าง จะไปร่วมกับพรรคเพื่อไทยเอารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาใช้บ้าง ไอ้พวกนี้ชาติที่แล้วถ้าไม่ทำบุญมาดี ก็หมายความว่าประเทศไทยตอนนี้ถึงคราว "ดวงซวยสุดๆ"

ถ้าใครถามผมว่า "ตอนนี้-กลัวอะไรมากที่สุด"?

คำตอบตรงๆ คือ "ผมกลัวความยึกๆ ยักๆ มากท่า แต่ไม่ได้ซักทาง ทั้งจากรัฐบาล จากฝ่ายค้าน จากทหาร และจากเสื้อแดง"

กลัว "เหลือบ" ทั้งฝูงใหม่ และฝูงเก่า!

กลัวจนขี้ขึ้นสมองคือ กลัวเก่งกันแต่ปาก แต่เอาเข้าจริง ไม่เห็นมีเสื้อสีไหนมายึดบ้าน-ยึดเมือง-ยึดรัฐบาล เอาประเทศไทยไปบริหารให้มันดีได้ด้วยสุจริตธรรมอย่างโม้ซักราย?

ใครอยากยึด อยากล้มรัฐบาล ก็มายึด มาล้มไปเถอะ ทำไมช้ากันจัง อะไรที่มันไม่เสร็จ-ไม่สิ้น มันน่ารำคาญทั้งนั้น เพราะไม่ว่าใครล้วนต้องการ "ความชัดเจน" มันจะได้จบๆ กันไป

และอีกอย่าง ที่พูดกันว่า ทำหน้าที่พิทักษ์ชาติ พระศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ "ด้วยชีวิต" นั้น เอาเข้าจริง จะได้รู้ชัดว่า "ด้วยชีวิต" นั้น คือชีวิตใคร?"

ภายใต้ประเทศชาติที่เข้มแข็ง มีผู้นำที่อ่อนแอไม่ได้หรอกครับ ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีผู้นำที่อ่อนแอ ประเทศชาติก็เหมือนสมันในดงหมาป่า ฉะนั้น ในภาวะนี้หมดเวลาที่จะไปทวงถาม-ว่ากล่าวใครแล้ว จะผู้นำรัฐบาลก็ดี จะผู้นำกองทัพก็ดี ทุกคนต่างมี และต่างรู้หน้าที่อันพึงทำอยู่แล้ว

เมื่อทำได้ ก็จงทำ...

แต่ถ้าทำไม่ได้ เอาแต่อำนาจ แต่ไม่เอาความรับผิดชอบ เนื้อท่านมันก็ควรค่าเป็นอาหารหมาป่ามิใช่หรือ?

พูดถึงหวย ผมก็อยากพูดในภาพรวมของคำว่า "การพนัน" ทุกอย่าง มันมีทั้งคุณ-ทั้งโทษ ส่วนจะเป็นคุณมากกว่าโทษ หรือโทษมากกว่าคุณ นั่นขึ้นอยู่กับการบริหารด้วยวิสัยทัศน์อันประกอบด้วยประสบการณ์ และสถานการณ์

ยาพิษ ก็มาจากพิษ วัคซีนป้องกันโรค ก็มาจากเชื้อโรค หมอรักษาโรคที่ชำนาญ ความชำนาญ ก็มาจากคนไข้ที่ตายแล้ว น้ำสะอาดบริสุทธิ์ ก็กลั่นจากน้ำที่สกปรกและไม่บริสุทธิ์ ฉะนั้น เราไม่ควรมองทุกอย่างด้วย "ความคิดปฏิเสธ" ด้านเดียวตลอดกาล

ผมไป ๓ จังหวัดใต้ นอนหาดใหญ่คืนหนึ่ง หาดใหญ่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ทุกแห่ง-ทุกที่ เต็มไปหมด ขนาด "ตลาดน้ำคลองแหง" ซึ่งจำลองแบบไปจาก "ตลาดน้ำอัมพวา" ยังไม่ถึงปี แต่ปรากฏว่าทัวร์มาเลย์มาลงพรึ่ดจนมองไม่เห็นคลอง เพราะถูกกั้นด้วยกำแพงนักท่องเที่ยวที่เดินไป-ชิมไป ตั้งแต่บ่ายจรดค่ำ

แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นที่ผมอยากคุยวันนี้ ที่อยากคุยคือ หลังจากตระเวนไปตามถนนในเมือง-นอกเมือง แล้วกลับมานั่งดื่ม "ชาชัก" อยู่ล็อบบี้โรงแรม CS ปัตตานี ดูสภาพถนนเชื่อมจังหวัดต่อจังหวัดกว้างขวางมาตรฐาน ดูสภาพเศรษฐกิจพื้นฐาน ดูอัธยาศัยใจคออันน่ารักของคนในพื้นที่ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส

ดูทุกๆ ด้าน ๓ จังหวัดใต้เหมือน "โคตรเพชรดิบ" ที่ถูกรัฐบาลแต่ละยุคมองข้าม ไม่นำมาเจียระไน เอาแต่พูดกันว่า "ใครจะกล้าไป เดี๋ยวตูม...เดี๋ยวตูม ตายไม่รู้ตัว"!

เพียง ๑๐ ปากพูด สามารถทำให้คนอีกเป็นสิบ-เป็นร้อยล้านพลอยเชื่อไปด้วย รัฐบาลก็ไม่ได้คิดแก้ไขอะไรให้ตรงสภาพเป็นจริง อย่างเก่งก็ออกข่าวทุ่มงบเท่านั้นล้าน-เท่านี้ล้าน แต่ไปอยู่ที่ไหนไม่รู้ ที่หน่วยทหาร หน่วยตำรวจ หน่วยมหาดไทย หน่วยปกครองท้องถิ่น หรือ

พวกนักการเมือง ก็สุดแล้วแต่

แต่สรุปในภาพรวมคือ...๓ จังหวัดใต้ ยะลา-นราธิวาส-ปัตตานี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า "พัฒนาการ" ทางสังคมที่ดีขึ้นกว่าเดิมแต่อย่างใดเลย!

"สร้างเศรษฐกิจ ๓ จังหวัดใต้" เห็นโม้กันมาแต่รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย ยันรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่เห็นมีอะไรที่เรียกว่า "สร้าง" ถ้าจะมีก็เห็นแต่สร้าง "ค่ายทหาร"!?

ผมมานั่งดูๆ ระหว่างตะเข็บประเทศ เปรียบเทียบฝั่งมาเลเซียกับฝั่งไทย ก็เห็นความแตกต่างอันแสดงถึงวิสัยทัศน์ผู้นำแต่ละประเทศอยู่อย่าง เราลองสังเกตซิครับ "ชายแดนไทย" เกือบทุกด้านของประเทศ ไม่ว่าด้านติดลาว ติดเขมร ติดพม่า ติดมาเลย์ ส่วนใหญ่ฝั่งไทยจะปล่อยรกร้างว่างเปล่า พูดง่ายๆ คือ ไม่มีการพัฒนาใดๆ

ตรงข้ามกับมาเลย์ ชายแดนติดกับไทย เขาจะพัฒนาเป็นหน่วยราชการ เป็นหน่วยธุรกิจการค้า เป็นเมือง เป็นชุมชน นอกจากเป็นแหล่งธุรกิจการค้าชายแดนแล้ว ยังใช้สังคมเป็น "กันชนประเทศ" ได้อย่างดีอีกทางหนึ่งด้วย

ทางเขา-แค่ข้ามยังไม่ทันถึง ด้วยระบบ "กันชนประเทศ" เขารู้แล้ว แต่ทางเรา ลักลอบเข้า-ออก มาอยู่ในประเทศจนถึงคอหอยก็ยังไม่รู้เลย ซึ่งจะว่าไปแล้ว เรามองข้ามทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ระหว่างแดน รวมถึงความมั่นคงชายแดนไปอย่างน่าเสียดาย

ผมจึงมีความคิดว่า ทำไมรัฐบาลไทยเราจึงไม่คุยกับรัฐบาลมาเลย์ แล้วร่วมทุนกันสร้าง City of Entertainment ขึ้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ เรามีศักยภาพทางพื้นที่ ทรัพยากรบุคคลและสถานที่ท่องเที่ยว

ส่วนมาเลย์มีประสบการณ์และความชำนาญในด้านแหล่งบันเทิง แหล่งพักผ่อนที่ไม่ขัดต่อหลักศาสนาอย่างที่ทำอยู่ คือ เกนติ้ง ไฮแลนด์ ซึ่งเกนติ้ง ไฮแลนด์นั้น มีทุกอย่างครบครัน แม้กระทั่งกาสิโนที่ควบคุมมิให้คนมาเลย์เข้าไปเล่นได้อย่างจริงจัง และในความเป็นจริง ถ้าใครไปที่เกนติ้งแล้วจะเห็นว่า แหล่งกาสิโนนั้นถูกแหล่งท่องเที่ยวและเครื่องเล่นอื่นๆ บดบังจนเหลือแค่ "สักแต่ว่ามี" เท่านั้น

ผมเห็นพี่น้องชาวมาเลย์เข้ามาเที่ยวพักผ่อนในฝั่งไทย ที่หาดใหญ่ สตูล เบตง กระทั่งไปไหว้ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หลวงปู่ทวดแล้ว ถ้าไทยกับมาเลย์ร่วมทุนสร้าง City of Entertainment ในทำเลเหมาะๆ คือยกเกนติ้ง ไฮแลนด์ มาไว้ที่ฝั่งไทย ๓ จังหวัดใต้

จะที่ริมแม่น้ำสวยๆ ที่นราธิวาส หรือที่จุดเชื่อมต่อระหว่าง ๔ จังหวัด ยะลา-นราธิวาส-ปัตตานี-หาดใหญ่ ซึ่งทุกวันนี้สาธารณูปโภค และถนนหนทางพร้อมอยู่แล้ว ผมมั่นใจว่าแสงสว่างจากสิ่งใหม่ และการเคลื่อนไหวของผู้คนในภาพว่า "เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว" ทั้งจากคนไทย คนมาเลย์ คนสิงคโปร์ คนอินโดฯ และนักท่องเที่ยวมุสลิม

จะพลิกยะลา-นราธิวาส-ปัตตานี เชื่อมกับหาดใหญ่ กลายเป็นหัวเมืองใหญ่ "ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว" ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รองรับทั้งคนไทย คนมุสลิมทั่วโลก เหมือนมาเลเซียขึ้นมาทันที!

แบบนี้ไม่ต้องเอางบประมาณไปทุ่ม ๗-๘ หมื่นล้านต่อปีแล้วหายต๋อมหรอก ทุ่มแต่วิสัยทัศน์และความจริงใจแค่นั้นพอ และนโยบาย "สร้างชายแดนให้เป็นเมือง" นี้ ผมว่ารัฐบาลน่าจะส่งเสริมให้มีทุกด้าน ทั้งด้านลาว-เขมร-พม่า ในจุดที่เห็นว่าเหมาะสมและสมควร ถ้าทำได้ "โนแมน'สแลนด์" มันก็จะแปลว่า แผ่นดินตรงนี้ไทยมีเอี่ยว เพราะทุกวันนี้ โนแมน'สแลนด์ คือดินแดนที่ "ไทยห้ามเข้า"

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 มกราคม 2553