ทางการใช้ GDP เป็นตัวบอกเศรษฐกิจ แต่ชาวบ้านใช้ "ราคาไข่" เป็นตัวบอก ถ้าพูดในเชิงตรรกะ ไข่สะท้อนถึงราคา และราคานั้นก็สะท้อนถึงรัฐบาล ในเมื่อรัฐมนตรีพาณิชย์ในดวงใจของนายกฯ อภิสิทธิ์ "นางพรทิวา" แก้ปัญหาไข่แพงด้วยกลยุทธ์การตลาดเก๋ไก๋ จากระบบขาย "คัดขนาด-นับจำนวน" ไปเป็น "ไข่ชั่งโล" ขาย ก็ต้องยกให้รัฐบาลนี้เป็น "รัฐบาลชั่งกิโล" ประกอบไปด้วยรัฐมนตรีชั่งโล และ.....
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี...ชั่งโล!
มันก็ได้แค่นี้แหละ จะไปหวังทางสร้างสรรค์ประเทศชาติใหม่ๆ เอาอะไรมากกับรัฐบาลชั่งกิโล ไม่ใช่เพชร-พลอยนี่ครับ เพราะด้วยสกุลแห่งรัตนชาติ ถึงน้ำงาม-ไม่งาม คุณค่าก็ยังสามารถใช้เป็นตัวกำหนดราคาได้ ต้องขายเป็นเม็ด ไม่ยอมให้มีคำว่า "เพชรชั่งโลขาย" เด็ดขาด
เวลานี้เห็นจะมีประโยชน์อยู่อย่างเดียวคือ ตื๊ออยู่เป็นศูนย์กลางแห่งความบ่มิไก๊ ให้ทั้งฝ่ายเสื้อแดง-เสื้อเหลือง-เสื้อน้ำเงิน เดินมาบรรจบที่ศูนย์กลางเดียวกันนี้ แล้วสามัคคีเอาน้ำสาดหัวกระไดทำเนียบฯ
ชิ้ว..ชิ้ว..ชิ้ว!
จะตื๊ออยู่ทำไม ในเมื่อภารกิจเฉพาะหน้าลุล่วง ซ้ำขีดความสามารถบนวิสัยทัศน์บริหารมีอยู่แค่นี้ ประกอบกับเทอมเวลารัฐบาลก็ใกล้หมด ทั้งคนการเมือง และชาวบ้านส่วนใหญ่เขาก็ต้องการให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เพื่อจะได้รัฐบาลใหม่จากประชาชนเลือก ก็ไม่ต้องกลัวหรอกว่า ได้เพื่อไทยแล้วประเทศจะกลายเป็นแดง
ตอนนี้ไม่แดง ก็ไม่เห็นใช้อำนาจที่มีทำอะไรให้ประเทศชาติมันเดินหน้าได้เลยนี่?
ดีแต่ทำกระบิด-กระบวน ตั้งเงื่อนไขรอเศรษฐกิจดี รอผีเหลือง-ผีแดงเลิกหลอก รอแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ จะพูดกวนโอ๊ยไปทำไม จะยุบวันไหน-เดือนไหน ก็ประกาศเป็นกรอบกว้างๆ ไปก่อนก็ได้ เขาจะได้ตัดสินใจ วางแผน-วางราคาตัวเองถูกว่าจะไปอยู่พรรคไหน ตลาดซื้อ-ขาย ส.ส.เขาจะได้เปิดทำการกัน
แค่วางกรอบให้ชัดลงไป แล้วใครก็จะไม่มาวอแวเอากับรัฐบาลเหมือนแมลงวันตอมก้อนอุจจาระอย่างขณะนี้ เพราะต่างก็จะแยกย้ายกันไปหากิน ไปคร่ำเคร่งภารกิจงานเลือกตั้ง หาหนทางเข้ามานั่ง "มึงมั่ง-กูมั่ง" กินบ้าน-กินเมืองกันใหม่ในระบบรัฐสภา
สำหรับผมน่ะ ไม่ต้องถามหรอก ถ้าถามว่าระบบรัฐสภาทุกวันนี้ใช้แก้ปัญหาประเทศได้มั้ย ตอบได้เลยว่า
...ไม่!
รัฐสภาสร้างปัญหาให้ประเทศมากกว่าแก้ปัญหา แต่ถ้าถามต่อว่า จะให้เลิกระบบรัฐสภางั้นหรือ ก็ขอตอบว่า อย่าเลิก ต้องรักษาระบบรัฐสภาไว้เป็นใบเบิกทางโลก อีกอย่างระบบไม่มีปัญหา คนในระบบคือบรรดาสมาชิกตะหากที่มีปัญหาด้านจิตสำนึก (ดี) แต่ถ้าถามอีกว่า จะมีวิธีแก้ไหม ก็ตอบได้อีกเช่นกันว่า...มี
ในสมัยพุทธกาลพระอัสสชิเดินบิณฑบาต อุปติสสะหนุ่มรูปงามเห็นเข้าก็ตื่นตา-ตื่นใจว่าคนอะไรออร่าเปล่งปลั่งอย่างนี้ ก็เลยเข้าไปถามว่า เป็นศิษย์สำนักไหน ครูบาอาจารย์สอนว่าอย่างไร พระอัสสชิก็ตอบว่า
เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ พระตถาคต กล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้
บ้านเมืองทุกวันนี้ ปัญหามาจาก "เหตุ" คือ ส.ส.-ส.ว.ด้อยคุณภาพด้านจิตสำนึก (ดี) ฉะนั้น ถ้าจะแก้ปัญหา ก็ต้องหาวิธีแก้จากตัว ส.ส.-ส.ว.ที่ด้อยคุณภาพด้านจิตสำนึก (ดี) อันเป็นตัวเหตุนั่นแหละ
จะแก้แบบไหน?
พูดพอให้หลับตาเห็นหนทาง ในเมื่อปัญหามันเกิดจากระบบรัฐสภา เปรียบก็คือ สมาชิกรัฐสภาเวลานี้เหมือนหนาม และเมื่อหนามมันตำจนประเทศเป็นหนอง ทางที่จะแก้ให้สำเร็จก็คือ ไม่ใช่เอาหนามไปบ่งหนองโดยตรง หากแต่ต้องใช้หนาม คือสมาชิกรัฐสภานั่นแหละไป "บ่งหนาม" ให้ระบบรัฐสภากันเอง แล้วประเทศที่เฟะหนองจะหาย
นี่คือสูตรหนามบ่งหนาม สูตรพิษฆ่าพิษ บางคนก็เรียกว่าสูตรเนื้อเต่ายำเต่า ส่วนเคล็ดลับในการใช้สูตรนี้ให้ได้ผล ก็อยู่ที่คนไหนจะได้ชื่อว่า "รัตนโกสินทร์...ยังไม่สิ้นคนดี"!?
เพราะมีแต่คนนี้แหละที่จะเข้าถึงเคล็ดลับ และนำเคล็ดลับไปใช้ให้ได้ผล!
เอ้า...ก็กลับมาว่ากันถึงเหตุผลที่ควรยุบสภากันต่อ เหตุผลสำคัญที่ผมเห็นว่า ประเด็นยุบสภา นายกฯ ไม่ควรลีลาให้คนหมั่นไส้ ควรบอกให้ชัดลงไป เพราะรู้ดีอยู่กับใจกันทั้งนั้น ปีนี้-๒๕๕๔ สำคัญยิ่งนัก เพราะเป็นปีมหามงคล ที่จะต้องเฉลิมฉลองวาระครบ ๗ รอบ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
ดังนั้น งานอื่นๆ ต้องรีบเคลียร์ให้เข้าที่-เข้าทางโดยไว ช้าที่สุดต้องเรียบกริ๊บภายในกลางปีนี้ ให้มีแต่งานเฉลิมฉลองงานเดียวเป็นที่ตั้ง-เป็นที่หมาย
ฉะนั้น เมษา-พฤษภา ควรยุบสภาเลือกใหม่ให้เสร็จ เพื่อมีรัฐบาลถาวรมาเตรียมงาน-ทำงานในฐานะ "เจ้าภาพประเทศ" จะได้ไปประดัก-ประเดิดช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ใช่หลงอำนาจที่ไร้กลิ่นบารมีดันทุรังอยู่ไปเรื่อยๆ จะไปยุบเอาตอนครบเทอม ซึ่งนั่นก็จะไปชนกับช่วงสำคัญของงานมหามงคลพอดี
ไหนจะงานเฉลิมฉลอง แล้วไหนจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แล้วไหนจะหาเสียง ไหนจะแขกบ้าน-แขกเมืองหลั่งไหลมา แล้วไหนจะติดโปสเตอร์ด้วยรูปหน้า-รูปคน เกลื่อนกล่นเมือง ทับพิธีงานที่หลายร้อยปีก็ไม่แน่ว่าจะมีได้สักครั้งอย่างครั้งนี้หรือไม่?
แต่เวลานี้ทำหลงกลิ่นอำนาจคนดีของนายกฯ ที่พอจะมีอยู่บ้าง กำลังจะเป็นดีแตก ที่พอจะเป็นคุณกับพรรคในสนามเลือกตั้ง ก็จะกลายเป็นพิษ การดันทุรังวันนี้กลายเป็นเงื่อนไขให้ทุกคน-ทุกฝ่าย "โทษรัฐบาล" ทุกสถาน ทุกเรื่อง
กระทั่งเรื่องดินแดนไทย-เขมรที่หมักหมมเป็นปลาร้าไม่รู้มาจากยุคไหน ก็มาตกใส่กระบาลรัฐบาลนี้-วันนี้ และเดือน มิ.ย. การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกชี้ขาดพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารก็จะมาถึง รัฐบาลก็ไม่เคยบอกชาวบ้านถึงความคืบหน้าว่าเตรียมแผน เตรียมทีเด็ดอะไรไว้สู้กับเขา
หรืออย่างเขมรจับคนไทย ใครถูก-ใครผิด มันอีกกรณี แต่เมื่อเป็นเรื่องที่ลากยาวโดยเราอยู่ใต้แต้ม-ใต้เหลี่ยมเขาอย่างนี้ มันสะท้อนถึงรัฐบาลในด้านคุณภาพและกึ๋นบริหาร สะท้อนถึงศักดิ์ศรีบารมีประเทศ ก็ขนาดคนไทยภายใต้ปกครองเองยังไม่เชื่อ-ไม่ศรัทธาผู้นำ
แล้วคนนอกชาติ-นอกภาษา มันก็ให้ราคาแบบชั่งโลนั่นแหละ สุดท้ายเข้าตำรา "คนดูชา-หมาดูถูก"...เฮ้อ!
ไหนว่าเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นรัฐบาลมุ่งประโยชน์ชาติเป็นหลัก แล้วไอ้การปล้ำผีลุก-ปลุกผีนั่ง เวียนปรับ ครม.เข้า-ออกอยู่ ๒ คน มุ่งแก้รัฐธรรมนูญเฉพาะหมวดสภาผู้แทนราษฎร ว่าด้วยการเลือกตั้งล้วนๆ นั้น
อภิสิทธิ์ตอบซิ แก้แล้วใครได้ประโยชน์?
ประชาชนทั้งประเทศได้ หรือแค่ประชาชน ๔๐๐+๑๐๐ ประชาชน ๓๗๕+๑๒๕ หรือประชาชน ๔๐๐+๑๒๕ ที่ได้ ได้เข้าสภาแล้ว ต้องต้อนวัว-ต้อนควายยังไม่ยอมเข้าประชุม บางพวกก็ไปพาคนมาเผาบ้าน-เผาเมือง บางพวกก็ใช้สิทธิ์นั่งรถ-นั่งเรือฟรีแม่งมันทั้งปี บางคน-บางพวกก็ใช้เป็นเงื่อนไขตะกายเมืองโดยไม่ต้องนอนคุก
ทุกบาท-ทุกสตางค์ ทุกความเหนื่อยยากที่ทำมาหาเลี้ยงชาติ พวกกูเหนื่อยนะโว้ย...จะบอกให้รู้!
ผมฟังเขาเกี่ยงสูตรด้วยยกประโยชน์ที่พวกพรรค-พวก ส.ส.พึงได้ในการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าผมขับรถถังเป็นน่ะนะ จะขับไประเบิดสัปปายะสถานซะวันนี้-วันพรุ่งเลย พับผ่า!!
เป็นรัฐบาล เป็นนายกฯ แทนที่จะใช้ประโยชน์ชาติ-ประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้งในการบริหาร แต่นี่ "แก้รัฐธรรมนูญ" เหมือนเล็มขนที่ลับ โดยใช้ประโยชน์พรรค-ประโยชน์ตัวนักเลือกตั้งอาชีพ เป็นตัวตั้ง
แบบนี้มันต่างกับทักษิณตรงไหนที่ใช้อำนาจ ครม.ประกาศให้คนไทยทั้งประเทศต้องทำงานในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๖ ในขณะที่คนทั้งโลกหยุด
เพียงเพื่อให้เมียคนเดียวได้ "ซื้อ-ขาย" ที่ดินรัชดา!
วานซืนผมอ่านสกู๊ปข่าว "กรุงเทพธุรกิจ" ยอดกำลังพลใต้กว่าครึ่งแสน ทหาร ๓.๔ หมื่น-งบเบี้ยเลี้ยงพุ่ง แล้ววานนี้ โจรภาคใต้บุกถล่มฐานปฏิบัติการทหารที่ระแงะ นราธิวาส ทหารตายไป ๔ เจ็บอีก ๖ โจรขนเอาปืนไปได้ส่วนหนึ่ง ด้วยกำลังคน-ด้วยงบประมาณ ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ และด้วยเรือเหาะ
แต่เหตุ "น่าละอายซ้ำซาก" ประจานตัวเองไม่สิ้น ซ้ำทำอะไรมันไม่ได้เลย ก็อยากถามว่า มีความคิดอะไรที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ใหม่ๆ นอกจาก "ใส่เงิน-ใส่คน" ไปตายบ้างมั้ย หรือว่าวิสัยทัศน์ใหม่ๆ คือ เสนอของบตั้ง
"กรมหรีดหน้าศพ"!?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 21 มกราคม 2554

