แผ่นดินไหวๆ แต่ผมไป(ไกล)แล้ว

 อืมมมมม....เห็นภาพข่าวสดๆ ขณะ "แผ่นดินไหว" ที่ญี่ปุ่นวานนี้ (๑๑ มี.ค.๕๔) ใครที่เคยประเมินพลานุภาพของธรรมชาติต่ำและทระนงว่ามนุษย์สามารถควบคุม ธรรมชาติได้ ผมว่า "คิดผิด-รีบคิดใหม่" ได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็ดูซีครับ เมื่อธรณีพิโรธ เมืองทั้งเมืองเหมือนเศษฟาง-เศษหญ้าในมือยักษ์จับแกว่ง จะอยู่ในหรือนอกรัศมี "วงแหวนแห่งไฟ" ก็ช่างเถอะ ใครก็ประมาทไม่ได้ทั้งนั้น!
 เขาว่าบ้านเราตั้งอยู่นอกรัศมี "วงแหวนแห่งไฟ" แต่อย่าลืม ผืนดิน-ผืนน้ำของโลกใบนี้ "ผืนเดียวกัน" ฉะนั้น เมื่อเลื่อนลั่นที่หนึ่ง ย่อมส่งพลังงานสะท้อน-สะท้านถึงกันไปหมด เหมือนเรานอนอยู่คนละห้องก็จริง แต่พื้นกระดานตอกติดเป็นแผ่นเดียวกัน ใครละเมอตกเตียงอยู่อีกห้อง
 แต่หัวเราคลอนจากแรงสะเทือนได้เหมือนกัน!
 หมู่ เกาะทั้งหลายของญี่ปุ่นอยู่ในโซนมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากบ้านเรา ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ กิโมเมตร ตามที่เขาบอก แรงสั่นสะเทือนมาตามแนวประจวบฯ ยันนราธิวาส ถึงจะไม่มีผลทางทำลาย เพราะจุ๋มจิ๋มมาก แต่ก็ต้องระวังทางทะเลฝั่งอันดามัน เพราะสึนามิที่ญี่ปุ่นจะสร้างคลื่นซัดเป็นทอดๆ ระลอกจะกระฉอกไปทั่ว
 ประเทศ แถบชายฝั่งแปซิฟิกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ฮาวาย ฟิลิปปินส์ อินโดฯ ไต้หวัน เวียดนาม นิวซีแลนด์ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์กับฮาวาย น่ากลัวเป็นพิเศษ เพราะมีความเป็นไปได้สูง...มันมาแน่!
 ฉะนั้น ถึงประเทศเราอยู่ปลายหาง แต่เรื่องของธรรมชาติ ตั้งรับด้วยความไม่ประมาทไว้ก่อนดีที่สุด และขอเตือนไว้ซักนิด อย่ามัวแต่ห่วงสึนามิ ห่วงพายุ ห่วงน้ำท่วมทางอันดามันอย่างเดียว ควรห่วงเรื่อง "ไฟ" จากสถานที่อันตั้งอยู่ในจุดที่มีคำว่า "น้ำ" เข้ามาเกี่ยวข้องในทุกที่ของประเทศไว้ด้วย
 เดี๋ยวจะว่าไม่บอก!?
 พูด ถึงไฟ อดห่วงฮาวายที่ส่ายฮาวายอยู่ในรัศมีวงแหวนแห่งไฟไม่ได้ เพราะที่นั่นถือว่าเป็นชุมทาง "ภูเขาไฟ" แห่งหนึ่ง แถมเป็นภูเขาไฟที่ยังมีชีวิต เคร่งเคี่ยวแร่ธาตุใต้พิภพให้หลอมเหลวเป็นน้ำทองแดงตลอดวัน-ตลอดคืนมาหลาย หมื่น-หลายล้านปีแล้ว ตอนต้นเดือนนี้ ถ้าท่านติดตามข่าวสารจะพบว่า
 ขณะ นี้ แผ่นเปลือกโลกกำลังขยับเขยื้อนตัว ภูเขาไฟลิคาอิยาบนเกาะฮาวายได้ระเบิดขึ้น พ่นเถ้าถ่านขึ้นไปในท้องฟ้าสูงตั้ง ๖๐-๗๐ ฟุต ผมดูจากข่าวโทรทัศน์ น้ำทองแดงจากแม็กมาที่ถูกหลอมละลาย ไหลจากปล่องเหมือนน้ำตาลที่เคี่ยวจนเหนียวข้นแล้วถูกเทจากกระทะ เห็นแล้วสยองในความสวยที่น่าสะพรึง
 ไฟนรก คงแบบนี้กระมัง สวยเร่าร้อน ใครโจนลงไปก็จะถูกหลอมละลาย หายไปกับ....น้ำทองแดง!?
 แล้ว นี่...ลิคาอิยา ถูกเขย่าจากความแรงใต้พิภพระดับ ๘.๙ ริกเตอร์ สร้างคลื่นสึนามิสูง ๑๐ เมตร ก็ฮาวายกับญี่ปุ่นไกลกันซะที่ไหน แรงเขย่าขนาดนี้ เกิดไปเขย่าจนน้ำทองแดงที่กำลังคุคลั่งอยู่ในปล่องลิคาอิยาล้นทะลัก แล้วเกิดระเบิดขึ้นมาอีกล่ะ
 ลาวา คงต้มน้ำให้เดือดปุดไปทั้งมหาสมุทรเลยละมัง...เที่ยวนี้!?
 อย่า นึกว่าฤทธิ์แผ่นดินไหวที่ชายฝั่งเกาะฮอนชูจะจบใน ๓ วัน ๗ วันนะครับ ด้วยความแรงระดับ ๘.๙ ริกเตอร์ ผู้ชำนาญการเขาบอกว่า "อาฟเตอร์ช็อก" จะเกิดตามมาเป็นระยะ ยาวนานเป็นเดือน
 ในเมืองไทย โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ ชาวบ้านทั่วไปไม่เดือดร้อนแน่ แต่ประชาชนชาวคอนโดฯ อันมีรสนิยมที่สูงทั้งหลาย รวมทั้งเจ้าของธุรกิจปลูกคอนโดฯ ขาย อาจต้อง "นอนสะดุ้ง" ด้วยจินตนาการว่า ถ้าเกิดไหวในเมืองไทยขึ้นมา ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ ลิฟต์ เรียกว่า "เครื่องมือสื่อสาร-เครื่องใช้ไฟฟ้า" ทั้งหมดจะใช้ไม่ได้
 มิกลายเป็น "ยิ่งสูง-ยิ่งหนาว" ไปรึนั่น?
 ก็ถึง ยุค "คนซื้อ-คนขายคอนโดฯ" คงต้องคิดหนัก และหนาวหนักกับการลงทุนหน่อย ตานี้แหละคงทำให้ชนชาวคอนโดฯ สูง คิดอยากกลับมาอยู่ในสภาพ "ตามองดาว-เท้าติดดิน" กันมากขึ้น
 และหันมา "คิดถึงพระ" มากขึ้น!
 พูด ถึงพระ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ระดับ "คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" และคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ก็ล่วงลับดับสังขารไปอีกรูปหนึ่งแล้ว เมื่อตอน ๐๑.๐๕ น.ของวันที่ ๑๑ มี.ค.๕๔ คือ "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม
 ท่านละสังขารในวัย ๘๘ พรรษา ด้วยโรคชรา สาธุชนทั้งหลายไปนมัสการสรีระท่านได้ที่วัดชนะสงคราม ตรงข้ามโรงพักชนะสงคราม หรือถนนข้าวสารนั่นแหละครับ
 ผมอ่านจากข่าว เขารายงานไว้ว่า ท่านมรณภาพ ณ กุฏิในวัด ก่อนดับขันธ์ท่านได้ให้โอวาทธรรมกับพระผู้ช่วยเจ้าอาวาสว่า "ให้มีสติ-สัมปชัญญะ อย่าประมาท" และวาจาสุดท้ายของท่านคือ
 "เราหมดหน้าที่แล้ว"!
 เดือน นี้-เดือนเดียว พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบของบ้านเมืองได้ละสังขารไปทีละองค์-สององค์ ผมก็ไม่ได้จดไว้ เพียงแต่จำได้จากข่าวคราวไม่น้อยกว่า ๓-๕ รูป
 ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรตาย มีแต่รูป-นาม ที่สมมุติเป็นคน "คืนกลับสู่สภาพเดิม" จากดิน คือเนื้อ กระดูก คืนดิน, จากน้ำ คือเลือด น้ำหนอง คืนน้ำ, จากลม คือลมหายใจ ลมในร่างกาย คืนลม, จากไฟ คือความร้อนในร่างกาย คืนไฟ
 ที่ เห็นเป็นคนคนหนึ่งนั้น ถ้าชำแหละหาสิ่งที่เรียกว่าคน จะไม่พบเลย เพราะไม่มี เพียงเราสมมุติเรียกส่วน ๒ ส่วนที่ประกอบเข้าด้วยกันว่าเป็นคน-เป็นสัตว์กันไปเอง
 ๒ ส่วนที่ว่านั้น  คือ ส่วนรูป กับ ส่วนนาม!
 นามก็เป็นส่วนของนาม รูปก็เป็นส่วนของรูป แยกเป็น "คนละส่วนกัน" เด็ดขาด เพียงร่วมกันอยู่ขณะหนึ่งตามเหตุ-ปัจจัยเท่านั้น
  รูป คือส่วนของกาย ก็ที่เป็นร่างกายอันเห็นได้ด้วยตา
 นาม คือส่วนของจิต อันไม่เห็นได้ด้วยตา ประกอบด้วย เวทนา ความรู้สึกทางกาย เช่น ร้อน หนาว เจ็บ ไม่เจ็บ, สัญญา ความจำได้หมายรู้ในสิ่งนั้นๆ เช่น ได้ยินเสียงก็จำได้ว่าเสียงใคร, สังขาร การปรุงแต่งความรู้สึก ความจำนั้นๆ เป็นอารมณ์ต่างๆ กัน เช่น รัก-เกลียด, ชอบ-ไม่ชอบ และวิญญาณ การรับรู้การทำงานต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ของรูปและนามทั้งหมดนั้น
 เนี่ ยะ...ในความเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ มันมีอยู่แค่นี้เอง แต่ที่เราเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเขา เป็นเรา เป็นมิตร เป็นศัตรู นั่นเพราะสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า "อุปาทาน" คือความหลง(ผิด)เข้าไปยึด
 ยึด แล้วทึกทักว่า เป็นนั่น-เป็นนี่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ มีแต่รูปกับนามร่วมกันอยู่ขณะหนึ่งเท่านั้น และเมื่อถึงเวลา รูปก็แยกกลับไปอยู่ในส่วนของรูป นามก็แยกกลับไปอยู่ในส่วนของนาม ไม่มีอะไรหายไปทางไหนเลย รอเวลาตามเหตุ-ปัจจัย รูปกับนามก็จะมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง และอีกครั้งไปเรื่อยๆ
 จนกว่าใครจะ เคี่ยวกรำประหารกิเลสอันเป็นเชื้อเกิดได้สิ้น จนสามารถกล่าวดังที่ "พระหลวงตามมหาบัว" กล่าวก่อนละสังขารว่า "ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเกิดอีกตลอดอนันตกาล" นั่นแหละ!  
 ที่ว่า "ไม่เกิด" นั้น ไม่ได้หมายความว่า รูป-นาม คือขันธ์ ๕ ที่เคยประกอบเป็น "พระหลวงตามหาบัว" สูญลับดับหายไปเลย ก็อย่างที่บอก กาย อันประกอบด้วยธาตุ ๔ ก็คืนสู่สภาพเดิม จิต อันประกอบด้วย เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ก็คืนกลับสู่สภาพเดิม ไม่ได้หายไปทางไหน
 และรูป-นามนั้น ต้องเข้าใจให้ชัด ไม่ใช่ตัวตนของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะหลงไปยึดว่ามี ว่าของเราหรอก มันจึงหลอกเราให้หลงว่ามี-ว่าเรา อยู่ร่ำไป
 สรุปก็คือ ที่เข้าใจกันว่า "พระอรหันต์" เมื่อนิพพาน คือตายแล้ว ไม่เกิดอีกนั้น เกี่ยวกับคำว่านิพพานนั้น จะใช้คำว่าเกิดอีกก็ไม่ได้ ไม่เกิดอีกก็ไม่ได้ มีก็ไม่ได้ ไม่มีก็ไม่ได้ สูญก็ไม่ได้ ไม่สูญก็ไม่ได้ แต่ที่พูดกันว่า ท่านไม่กลับมาเกิดในภพ-ในชาติใดๆ อีกนั้น เพราะกรรมอันเป็นเชื้อเกิดท่านได้ชำระหมดสิ้นแล้ว ไม่มีเชื้อให้เกิดอีกแล้ว การเกิดไม่ใช่-ไม่เกิดไม่ใช่, การสูญไม่ใช่-ไม่สูญไม่ใช่, ิการมีไม่ใช่-ไม่มีก็ไม่ใช่, ในแบบของท่านนี้ เรียกว่า
 "ภาวะนิพพาน"!
 ถามว่า "ภาวะนิพพาน" เป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน เป็นแบบไหน?
 คำ ตอบคือ เหมือนคนไม่เคยกินอุ้งตีนหมี จะให้บอกว่ารสชาติเป็นอย่างไรก็บอกไม่ได้ ฉันใด ก็ฉันนั้น คนไม่เคยอยู่ในภาวะนิพพาน จะไปบอกว่า "ภาวะนิพพาน" เป็นอย่างนั้น-อย่างนี้ ล้วนเพ้อเจ้อทั้งคนบอกและคนถาม
 เพราะภาวะนิพพาน เป็นภาวะ "รู้ได้เฉพาะตัว" สำหรับผู้เข้าถึงภาวะนั้น เท่านั้น ผู้เข้าไม่ถึง เอาไปพูดก็ไร้ประโยชน์ รังแต่จะถกเถียงไม่จบสิ้น เพราะคนถามก็ไม่เคยเห็น-ไม่เคยไป คนตอบก็ไม่เคยเห็น-ไม่เคยไป แต่ที่ผมนำมากล่าวถึง ก็เพียงจำจากที่อ่านตามหนังสือ-หนังหา แล้วเอามากล่าวต่อเท่านั้น
 ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ได้กล่าวไว้ว่า ปะทะมัจจุตัง มัจจันตัง อสังขะตะมนุตตะรัง นิพพานะมีติ ภาสันติ วานะมุตตามะเหสะโย
  "พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้พ้นแล้วจากตัณหาเครื่องร้อยรัด ทรงตรัสถึงสภาวะธรรมชาติหนึ่งที่เข้าถึงได้ เป็นธรรมชาติที่ไม่จุติ พ้นจากขันธ์ ๕ ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยใดๆ เลย หาสภาวะอื่นเปรียบเทียบไม่ได้ว่า สภาวธรรมนั้นคือ พระนิพพาน"
 เอาละครับ ...จากแผ่นดินไหว ไหงมาจบที่ "ภาวะนิพพาน" ได้อย่างไร ผมก็ยังงงอยู่ แต่โปรดทราบ ขณะที่ท่านอ่าน ตัวผมกำลังลิ่วๆ ไปเข้าถ้ำที่เมืองออรังกาบัดแล้ว ปลายสัปดาห์หน้าจะกลับมาเล่าให้ท่านฟังครับ.

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 มีนาคม 2554