วานนี้ ก็...๑๕ เมษายน ๒๕๕๔ ตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๕ ปีเถาะ เป็นวันพญาวัน หรือวันเถลิงศกใหม่ ส่วนวันนี้ ๑๖ เมษา คือวันปากปี เมื่อวานคือความฝัน วันนี้คือความจริง ชีวิตก็อย่างนี้แหละครับ มีความสนุกสนานจากรอคอย ก็ย่อมมีความเศร้าสร้อยเมื่อลาจาก ไม่เป็นไรน่า ปีหน้า-ปีโน้น ไม่ว่าปีไหนๆ ตราบยังมีประเทศไทย-คนไทย "สงกรานต์" อันแสนจะชื่นฉ่ำใจจะไม่หนีหายไปไหน จะยังอยู่กับคนไทย และให้คนทั้งโลกอาลัยถึง
เนื้อแท้-จิตเดิมแท้ ของคนไทยเหมือนสายน้ำ นอกจากใสเย็นแล้ว ถึงแยกสาย แต่สุดท้ายก็ไหลรวมร่วมเป็น "เจ้าพระยามหานที" เป็นสายน้ำที่ ใครก็จะตัดให้ขาดจากกันไม่ได้
คำว่าไทย มันลึกซึ้งนัก!
บอกถึงความผูกพันล้ำลึกเหนือบรรยาย มันเป็นอะไรมากกว่า ๑ สระ ๒ อักษร ที่ผสมกันเป็นคำว่า "ไทย" ใน ๓ วันที่ผ่าน ๑๓-๑๔-๑๕ เมษายน ผมนั่งดูข่าวจากโทรทัศน์ที่เขาถ่ายการเล่นน้ำสงกรานต์จากจังหวัดโน้นบ้าง จังหวัดนี้บ้าง ทั้งเหนือ-ใต้-ออก-ตก และกรุงเทพฯ แล้ว บอกได้คำเดียวว่า
เป็นสุขสุดๆ!
ผมรักประเทศไทย...ผมรักคนไทยทุกคน!!
แค่นั่งดู ยังให้ความรู้สึกสุขสุดๆ แล้วท่านล่ะ...ไปเล่น ไปรด ไปสาด ไปประ ด้วยใจเรียกหาตามประสาพี่น้อง ทั้งที่ต่างคน-ต่างมา-ต่างที่-ต่างหน้า ไม่รู้มาแต่ไหน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งไทย-ทั้งเทศ คนละทิศ-คนละทางแท้ๆ แต่ด้วยเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมประเพณีอันมีรากอยู่ที่ใจใส-ใจสะอาด
แล้วก็มาร่วมเล่นสาดน้ำสงกรานต์กัน!
ถนนสีลมในกรุงเทพฯ เป็นถนนนอกตระกูลข้าวที่ "แจ้งเกิดใหม่" พี่น้องคนไทย-คนเทศที่เขารักประเทศไทย รักคนไทย รักประเพณีสงกรานต์ของไทย เขารวมตัวกันสร้างสถานที่เล่นน้ำสงกรานต์แห่งใหม่ให้ ททท. นอกเหนือจากถนนข้าวสาร เสน่ห์หนึ่งที่เรียกคนให้ไปร่วมเล่น-ร่วมสาดกันได้ขนัดแน่น
คงเป็นเพราะให้ "เล่นแป้ง" กันได้กระมัง?
เพราะที่ถนนข้าวสารเขาห้ามเล่นแป้ง นักนิยมแป้งก็เลยแห่เอาแป้งมาประหน้ากันที่ถนนสีลม ที่พูดนี่ไม่ได้หวังเปรียบเทียบว่าที่ไหนดีกว่ากัน ทุกถนน-ทุกที่ในประเทศ ถ้าเล่นกันตามประเพณี และเล่นแบบมีวัฒนธรรมอยู่ในหัวใจ ดีทั้งนั้น และก็ต้องชมเจ้าหน้าที่แต่ละแห่ง แต่ละจังหวัดที่ดูแลเอาใจใส่ด้านความปลอดภัย และด้านให้เล่นกันแบบคนมีอารยะ
แต่ผมว่า ประเพณี "รดน้ำสงกรานต์" ที่ขยายรากไปเป็น "สาดน้ำสงกรานต์" ถ้าขาดแป้ง ขาดกลิ่นร่ำจากน้ำอบไทย ดูมันจะไม่ครบเครื่องนะครับ ผมว่าปีต่อๆ ไป ขอเสนอให้คณะกรรมการจัดงานสงกรานต์ถนนข้าวสารพิจารณาให้ "เล่นแป้ง" ได้เถอะ
คนที่ไปเล่น เขาพร้อมให้ประอยู่แล้ว ที่เกรงว่าจะแผลงจากประเป็นฉวยโอกาสลวนลามนั้น มันมีแน่นอน และมีอยู่แล้วทั้งที่ให้เล่นแป้ง และไม่ให้เล่นแป้ง แต่สังคมคนที่ไปร่วมเล่น จะใช้อารยะในหัวใจควบคุม-ขับไล่พวกเล่นประเภท "หัวใจเถื่อน" กันเอง
ไม่ใช่อะไรหรอก การที่ไทยเรามีดินสอพอง และใช้ประแป้งหน้าตา-เนื้อตัวด้วยดินสอพองมาแต่อดีตยันปัจจุบัน ประกอบทั้ง "น้ำอบไทย" ที่คู่กับประเพณีสงกรานต์นั้น ส่วนประกอบในขวดน้ำอบนั้นก็คือแป้ง การใช้ก็ต้องเขย่าขวดให้เนื้อแป้งเข้ากับน้ำ แสดงว่าการรดน้ำสงกรานต์แต่โบราณ
แป้งเป็นส่วนผสมที่ต้องมีอยู่แล้ว!
ดังนั้น เมื่อโลกหมุนไป การรดน้ำที่แค่พรม แค่รดมือเป็นสัญลักษณ์ พัฒนารูปแบบมาเป็นสาดกันเป็นถังๆ ใช้ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ กระทั่งสายดับเพลิงฉีดใส่กัน ก็อนุโลมให้เขาใช้แป้งได้บ้างตามใจแต่ละคนชอบเถิด
เอาน่า...นึกว่าสนับสนุนและอนุรักษ์ดินสอพองไทย ปีหนึ่งจะขายได้บ้างสักครั้ง รอแต่ให้ใช้เฉพาะเจิมหน้าบ่าวสาว เจิมรถป้ายแดง คนอาชีพดินสอพองแห้งตายพอดี!
ข้อสำคัญที่ควรเคร่งครัดในการเล่นสงกรานต์คือ ต้อง ๓ สะอาด ใจสะอาด-น้ำสะอาด-วาจาสะอาด โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่น เล่นแบบใจสะอาด ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องแป้ง เรื่องลวนลาม เรื่องทะเลาะวิวาท เรื่องล้วงกระเป๋า
สังเกตหรือเปล่า การเล่นสาดน้ำสงกรานต์ด้วยคนเรือนพัน-เรือนหมื่นในแต่ละแห่งนั้น "งานหนัก-งานยาก" อย่างหนึ่งที่ทั้ง กทม.และทั้งผู้มาเล่น "หมดห่วง-หายห่วง" ไม่ต้องพึ่งเหมือนการรวมตัวกันของคนมากๆ ในทุกแห่งในโลก
นั่นคือ "ที่ถ่ายปัสสาวะ" ครับ!
จะเดือดร้อนบ้างสำหรับคนชอบหนัก ส่วนพวกชอบแต่เบา ไม่ต้องห่วง เล่นไป สาดไป เปียกโชกไป ผสมรอยปล่อยก๊อกไปเลย อิอิ!!
ฉะนั้น ถ้าอ้างว่า "เล่นแป้ง" แล้วเลอะเทอะ ทำความสะอาดลำบาก ไม่ลำบากอะไรนักหรอกครับ แป้งไม่เหมือนดินโคลน หรือขยะอย่างอื่น ฉีดน้ำก็ละลายไปกับน้ำ ถึงติดอยู่บ้างไม่เหม็น ไม่เลอะเทอะ ลบเลือนหายไปได้เอง
ไปดูอินเดียซีครับ ไม่เล่นหรอกแป้งน่ะ เล่นฝุ่นสีเทคนิคคัลเลอร์สาดกันเลย สนุกเลอะเทอะจะตายไป!
สาวๆ เขาจะสายด่ง-สายเดี่ยว ก็ให้เขาเดี่ยวไปเถอะ ของของเขา ในเมื่อเจ้าตัวเขายังไม่หวง แล้วเราจะไปห่วงเขาทำไม คนสมัยโบราณยิ่งกว่านี้อีก ยุคนี้ยังสายเดี่ยวเหนี่ยวใจ
ยุคคุณยายไม่มีสายเลย เพราะคาดผ้าแถบบ้าง ห่มสไบเฉียงบ้าง คอกระเช้าตัวเดียวบ้าง เรียกว่าเปลือยหลัง-เปลือยไหล่ เหมือนนางในวรรณคดีออกมาเดิน ยิ่งนางฟ้า-นางสวรรค์หรือนางสงกรานต์ในปฏิทินด้วยแล้ว พ่อเจ้าประคุณเอ๋ยยย
ผ้าซักชิ้นแปะก็ไม่มี!?
แค่สร้อยสังวาลอันซักกระจิ๊ด ปิดตรงไหนก็ไม่มิดซักที่ เหาะลอยไป-ลอยมาในท้องฟ้ามหานทีเมฆ แต่ทั้งมนุษย์เดินดิน และเทวดาเดินฟ้า เห็นแล้วกลับมีแต่ความเจริญหู-เจริญตา ไม่เกิดราคะป่าเถื่อน นั่นเพราะว่า ผู้คนสมัยนั้น นอกจากงามกายแล้ว จิตใจเขายังงามด้วยธรรมแห่งความเป็นอารยะ
เปล่าหรอก...ผมก็ว่าของผมอย่างที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ก่อนเป็นยุคธรรม ไปวัด-ไปวา ก็ยังห่มผ้าเปลือยไหล่เปลือยแผ่นอก เป็นการแต่งกายตามสมัย-ตามปกติ ไม่สร้างความรู้สึกสะดุดตา สะดุดอารมณ์
แต่ยุคนี้เป็นยุควัตถุ ผู้คนน้อยธรรม การแต่งสายเดี่ยว หรือสาวคนไหนจะถือคตินางฟ้า-นางสวรรค์ แล้วแต่งด้วยแฟชั่นนางสงกรานต์มีสังวาลเส้นเดียวพาดไหล่ไปเล่นสาดน้ำ หรือฉุยฉายไป-มาตามสถานที่สาธารณะ
ยุคคนไร้ธรรมยับยั้งใจ ตายเอาง่ายๆ นะแม่คุณ!
ฉะนั้น ก็ต้องยอมรับว่า การแต่งสายเดี่ยว หรือไม่มีเลยซักสายไปเล่นสงกรานต์วันนี้มัน "ผิดยุค-ผิดสมัย" นอกจากอันตรายกับตัวเองแล้ว ยังถือว่า "เป็นภัยคุกคามอารมณ์" อย่างหนึ่งด้วย
สงกรานต์นี่ นอกจากเป็นวันปีใหม่ไทยแล้ว ยังเป็นวันครอบครัวด้วย เหมือนตรุษจีน เหมือนคริสต์มาส ที่แต่ละคนแยกย้ายไปอยู่ต่างที่-ต่างถิ่น แต่พอถึงวันสงกรานต์ วันตรุษจีน วันคริสต์มาส จะต้องพยายามกลับมารวมพร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้านพ่อ-แม่
ใครที่กลับไปรวมญาติที่บ้าน ลองสังเกตดูนะครับว่า ครอบครัวตัวเองใหญ่ขึ้น-โตขึ้น-อบอุ่นขึ้น หรือว่าเล็กลง-มีสมาชิกน้อยลง-อบอุ่นน้อยลง?
ผมว่าส่วนใหญ่จะเล็กลง!
เพราะทุกวันนี้ คนไทยเกิดน้อยลง แต่งงานน้อยลง นิยมมีลูกน้อยลง หนักกว่านั้น ในความน้อยอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งยังหันไปแปลงเพศ หรืออยู่กินในหมู่คนเพศเดียวกันมากขึ้น
และเมื่อเหลียวมองรอบๆ ข้างๆ ตัวเอง กลับปรากฏว่า แรงงานจากพม่า จากลาว จากเขมร จากบังกลาเทศ ที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย ต่างขยายเผ่าพันธุ์ ลูกหลานเกิดในเมืองไทยเป็นพรวน!?
เป็นปัญหาเพาะสู่อนาคตทั้งนั้นครับ ครอบครัวไทยวันนี้ ที่มีลูก ๕ คน ๑๐ คน คงไม่มีแล้ว แค่ ๒ คนก็บ่นว่ามากไป แล้วประเทศไทยที่คนไทยเกิดน้อยลง ในขณะที่คนต่างชาติที่มาอาศัยเพาะลูก-เพาะหลานในบ้านเราเพิ่มขึ้น...เพิ่มขึ้น จะแก้อย่างไรกัน?
ตั้งหน้า-ตั้งตา "เพาะพันธุ์ไทย" ให้เป็นกำลังประเทศอย่างเป็นเรื่อง-เป็นราวซักหน่อยดีไหมครับ อันนี้ไม่ได้พูดเล่น เพราะดูตามประชากรศาสตร์แล้ว สัดส่วนคนเกิด สัดส่วนคนทำงาน กับสัดส่วนคนชรา...มันน่าห่วง เพราะเห็นรูปร่างหน้าตาอนาคตประเทศ เหมือน "ถั่วงอกหัวโต"!
หัวที่โต คือคนวัยชรา-วัยเกษียณที่มากขึ้น..มากขึ้น ในขณะที่ส่วนหางคือเด็กเกิดใหม่ น้อยลง..น้อยลง และส่วนกลาง คือหนุ่ม-สาว คนในวัยทำงาน โตแบบลีบลงตามหาง แบบนี้ในอนาคต ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้า ส่วนหัวที่โต-ตายหมด ประเทศจะมีแต่คนใกล้ชรา กับคนเพิ่งโตสู่วัยทำงานแบบกะพร่อง-กะแพร่ง!
ดูความแข็งแกร่งระบบครอบครัว ต้องไปดูอินเดีย ไปเที่ยวไหนกันที พ่อ-แม่-ลูก-ลูกเขย-ลูกสะใภ้-หลาน ไปกันเป็นพรวน อย่างต่ำๆ ก็ ๘-๑๐ คน เรื่องอาหารการกินไม่ต้องห่วง
๑๐ คน ข้าวปั้นเดียว เที่ยวได้รอบโลก!
เล่าเรื่องอินเดียที่ ๓ ไกด์ ท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี และคุณปรีดา เตียสุวรรณ์ นำทัวร์ถ้ำอชันตา เอลโลรา เอเลฟันตะ และกาลา อันเกี่ยวพัน ๓ ศาสนา พุทธ-เชน-ฮินดู ที่เมืองออรังกาบาด และปูเน ค้างๆ คาๆ ไว้ ตั้งท่าจะต่อ ก็มี "มารผจญ" อยู่เรื่อย
ไม่ลืมหรอกครับ สำหรับท่านที่ถามมา แต่ว่า...ยังไม่มีอารมณ์น่ะ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 เมษายน 2554

