ด้วย "มิติมายา" ประชาธิปไตย

    ผมนี่...เข้าตำรา "แก่แล้วเลอะเลือน" วันก่อนเขียนชื่อ "ดร.อาจอง  ชุมสาย ณ อยุธยา" เป็น "ดร.องอาจ" วานนี้ ลบ พ.ศ.๒๕๐๕ กับ  พ.ศ.๒๕๕๕ ได้ ๖๐ โชคดี เลดี้ส์ แอนด์ เยนเติลแมน ที่อ่านไทยโพสต์ไม่เอาเรื่อง "โอลด์แมน" แถมช่วยแก้ผิดให้เป็นถูก ก็ต้องขอโทษ-ขอโพย โดยเฉพาะกับ ดร.อาจอง และขอบคุณในกัลยาณจิต จากกัลยาณมิตรทุกคน ที่อ่านไม่เอาเรื่อง!
    ก็ไม่แก้ตัวอะไร ผมทำงานหยาบไปเอง แต่อยากบอกว่า เจ้ายาแก้หวัด-แก้ไอนี่สำมะคัญ กินเข้าไปมากๆ แล้วชวนง่วงนอนชะมัด ครั้นไม่ยอมเป็นไปตามอำนาจมัน แถมนั่งเขียนนั่น-เขียนนี่ มันก็เลยมึนดุ่ยเป็นเรือดำน้ำ ไปทื่อๆ  แบบไม่มีหางเสือ
    แต่ไม่เป็นไร ถึงไม่มีหางเสือ ยังพอมี "หางตา" ได้อาศัยชำเลือง ทื่อก็ทื่อแบบไม่หลงทางอย่าง "พลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน" หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ก็แล้วกัน!
    จาก ผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าทำปฏิวัติรัฐบาลทักษิณ ปฏิวัติแล้วรวยหรือจนผมก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่าการปฏิวัติแบบหน่อมแน้มครั้งนั้น เป็นเชื้อเพาะขบวนการ "เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน" ให้งอกเงย และเติบกล้าเป็นจลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง ลามถึงขั้นประกาศ
    เปลี่ยนประเทศเป็น "แดงทั้งแผ่นดิน"!
    แล้ววันนี้ หมดอาชีพทหาร หมดศักดิ์ศรีนักปฏิวัติ ก็มายึดอาชีพนักเลือกตั้ง เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองลงเลือกตั้งได้เข้าสภามา...ถ้าจำไม่ผิด "ได้คนเดียว" คือตัวพลเอกสนธิเองในฐานะ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 
    ปฏิวัติเขาแหม็บๆ แล้ววันนี้นั่งจ๋องเป็นตัวประกอบฉากในสภาให้กับรัฐบาลจากพรรคที่ตัวเองปฏิวัติ และจากผู้นำอำนาจเผด็จการทหาร ต้องมาเป็นผู้ตามใต้อำนาจประชาธิปไตย ระบบเสียงมากลากไป แถมรับบท "ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ"  สภาผู้แทนราษฎร
    ฟังก็โก้ดี 
    แต่พินิจแล้ว...สยึ๋มกึ๋ยยยย!!!
    วันหนึ่ง...ปฏิวัติเขา ต่อมาอีกวัน...มานั่งปรองดองเขา ผมอาจคิดมากไปเองก็ได้ ไอ้เรื่องปรองดองน่ะ สถานการณ์เป็นจริงทางสังคมบ้านเมืองวันนี้ มันไปไกลเกินกว่าเป็นเรื่องระหว่างเหลือง-แดง หรือระหว่างพรรค "ขั้วอำนาจ" ในระบบรัฐสภา ว่าจะตกลงในผลประโยชน์รูปแบบใด-รูปแบบหนึ่งเป็นที่พอใจกันแล้ว ก็...โอเค ถือว่าประเทศชาติเข้าสู่ความปรองดองกันแล้ว
    ประเด็นอันเป็นเหตุปัจจัย "มันไปไกล" กว่านั้น ทั้งที่พูดได้ในที่สาธารณะ  และทั้งที่พูดไม่ได้ แต่ถูกนำไปเป็นเงื่อนไขสร้างจังหวะและสถานการณ์สำหรับบางคน-บางฝ่าย ชนิดมี "ระบอบ-สถาบัน" เป็นเดิมพันของกลเกมการเมือง 
    ว่าด้วยเรื่องแห่งยุคสมัยแผ่นดิน!
    พลเอกสนธิหน่อมแน้มมาแล้วครั้งหนึ่งในขณะ "อำนาจเต็มมือ" แต่ตอนนี้ เป็น ส.ส. "พรรคเดียว-คนเดียว" ในสภา ถือได้ว่า "บ่มิไก๊" ท่านก็ลองตรองหน่อยซิว่า มันจะหน่อมแน้มซ้ำสองมั้ยที่จะเข้าใจว่า......
    อันตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการฯ ปรองดองที่เป็นอยู่ขณะนี้นั้น กับพรรคเดียว-เสียงเดียว เขาจะให้ไหม ถ้าพรรครัฐบาลเขาจะไม่คิดใช้ "หนามเป็นเครื่องมือบ่งหนาม"!
    แถมตำแหน่งนี้ได้มา "ประจานหน้า" นักปฏิวัติอย่างท่าน มากกว่าเป็นหน้า-เป็นตาในฐานะผู้กระหายแสวงหาสันติให้สังคมชาติ ด้วยการเชิญหัวหน้าพรรคทั้งหมดมากินข้าวร่วมกัน แล้วนั่งล้อมโต๊ะให้ถ่ายรูป เป็นนัยว่า...ปรองดองเกิดขึ้นแล้ว
    อาจใช่ ที่นักการเมืองในสถา ๔๐๐-๕๐๐ คน จะปรองดองด้วยตกลงผลประโยชน์กันได้ แต่กับประชาชน ๕๐-๖๐ ล้านคน ถามเขาหรือยังว่า กับสถานการณ์จริงที่เป็นอยู่วันนี้
    มันปรองดองกันง่ายๆ เหมือนสัตว์ในเดือน ๑๒ อย่างนั้นหรือ? 
    ภาพทุกหัวหน้าพรรคล้อมโต๊ะบิ๊กบังวันนี้ มันคือบันไดให้ "รัฐบาลเพื่อทักษิณ" เหยียบขึ้นไปสู่การแก้ แล้วเขียน "รัฐธรรมนูญฉบับทักษิณ" ขึ้นใหม่สดวกดาย ใช้ปกครองประเทศไทย โดยนักการเมืองในสภา "สมประโยชน์" กัน เท่านั้นเอง!
    ไม่ผิดจากนิทานอีสปเรื่อง "ม้าอารี" พรรค นปช.เพื่อไทยเขาฉลาด "วางไว้ก่อน" ในประเด็นร้อน เพื่อประนีประนอมในประเด็นที่พร้อมให้เขาหยิบฉวยได้ 
    ขอให้เอา "คอ" เสือกเข้าไปได้ก่อน ก็ไม่ต้องห่วงว่า "ตัว-ทั้งตัว" จะดันเข้าไปไม่ได้!
    กลวิธีนี้ พรรคเพื่อทักษิณมีแต่ได้กับได้ ฟังจากโต๊ะกลมปรองดองหัวหน้าพรรค ที่บิ๊กบังเป็นประธานวานนี้ (๖ ม.ค.๕๕) ชัดเจนไปแล้วว่า ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ ให้ตั้ง ส.ส.ร.เรียบร้อยโรงเรียนทักษิณ
    เมื่อทุกพรรคเห็นชอบให้ตั้ง ส.ส.ร.แค่เกี่ยงนิด-เกี่ยงหน่อยเป็นพิธี ขอความชัดเจนในมาตรา ๒๓๗ ว่าด้วยการยุบพรรค และมาตรา ๓๐๙ ว่าด้วยเรื่องเงื่อนกระตุกคดีความทักษิณ นั่นเท่ากับทุกพรรคยอมให้รัฐบาลเพื่อทักษิณ เขียน "รัฐธรรมนูญฉบับทักษิณ" ขึ้นใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้ว!
    แต่เพื่อให้ประชาชนทั่วไป "คลายใจ" หรือ "ตายใจ" โต๊ะปรองดองของบิ๊กบัง ก็โรยหน้าเค้กด้วยมติตรงกันว่า "งดเว้น" การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา ๑๑๒ ไว้ก่อน
    รวมทั้งการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทักษิณ "ยังไม่พูดกัน" ในครั้งนี้-วันนี้!
    ฟังดูดี๊...ดี...ไม่แตะมาตรา ๑๑๒ เหมือนแลกเปลี่ยนเค้กกับประชาชน!
    แต่ถ้าคิดตามที่ฟังมาให้ดี เราจะเห็น เขาใช้คำว่า "ระงับไว้ก่อน...อย่าเพิ่งไปแตะ" นี่คือลีลาพื้นฐานการเจรจาปัญหาขัดแย้งตลาดๆ ทั่วไป 
    คืออะไรที่เป็นของร้อน มากด้วยปัญหา ก็วางไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปแตะ ส่วนอะไรที่พูดกันได้-ตกลงกันได้ก่อน ก็เอาอันนั้นมาพูดก่อน ตกลงกันก่อน
    ภาพปรองดองมันจะออกมาสวย ตอนแถลงข่าว!
    ได้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่-ฉบับทักษิณ แลกกับ "วางไว้ก่อน" มาตรา ๑๑๒  มีหรือขบวนการ "ไอ้คดหน้าเหลี่ยม" มันจะไม่รีบฉกฉวยโอกาส ได้ครองอำนาจบริหารประเทศไว้ เกาะกุมสถานการณ์ที่ได้เปรียบไว้ ได้คุมเกมเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และต่อๆ ไป
    อย่าว่าแต่มาตรา ๑๑๒ เลย มาตรา ๘ จะหนีไปทางไหนรอด!
    ว่ากันตามหลักการ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนด้วยเสียงข้างมากมาแล้ว เพราะมีการทำประชามติ ลืมไปแล้วหรือท่านหัวหน้าปฏิวัติหน่อมแน้ม?
    ประชาชนเห็นชอบด้วย "ประชามติ" ตามหลักประชาธิปไตยแล้ว แล้ววันนี้ แค่ตัณหานักเลือกตั้งในสภาไม่กี่ร้อยคน เพื่อสนองตัณหาคนคนเดียวที่ชื่อทักษิณ........
    พวกคุณเอาประชาธิปไตยหลักไหนมาสรุปว่า "ตัณหาเฉพาะกลุ่มคน"  เป็นความถูกต้อง-ชอบธรรม ทั้งหลักนิติธรรม และหลักดุลยธรรม สามารถใช้ลบล้างประชามติที่ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้?
    และเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น จากโต๊ะปรองดอง ไม่มีใครรับปากว่า "จะไม่มีการออก พ.ร.บ.ปรองดอง" มีแต่ใช้คำว่า "วันนี้...ไม่มีการหารือ"!
    ใช่...วันนี้ไม่มี แต่พรุ่งนี้ ปะรืนนี้
    ล้านเปอร์เซ็นต์...มีแน่!
    พรรคเพื่อไทย โดยนายยงยุทธในนามหัวหน้าพรรคน่ะ มีน้ำหนักอะไรให้เชื่อถือในสัจจะสัญญา ทุกอย่างมันอยู่ที่ทักษิณกระตุกเชือกปลอกคอ และอีกอย่าง พรรคเพื่อไทยเขาพรรคทศกัณฐ์ คือมีหลายหน้าเล่น 
    พรรคเพื่อไทยบอก ยังไม่แก้มาตรา ๑๑๒ 
    แต่นิติเรดเพื่อไทยอาจบอก..."กู...ปัญญาชน จะรวบรวม ๕ หมื่นรายชื่อแก้"
    ทุกหัวหน้าพรรค และท่านประธานกรรมาธิการปรองดองทำไง ก็คงได้แต่หน้าถอกแหงไปเท่านั้นเอง!
    และฝ่ายพรรค นปช.เพื่อไทยเอาบ้าง..."กู...ก็ปัญญาชน จะรวบรวม ๕  หมื่นรายชื่อ เสนอกฎหมายนิรโทษกรรม"
    ก็ด้วย "ประชาธิปไตย" ที่นักคิดทางสังคมเขาคิดขึ้นมาใช้สำหรับสังคมชาติที่มีการศึกษาระดับ ๗๐-๘๐% ขึ้นไป แต่เราลอกมาใช้ในสังคมชาติที่อ่านหนังสือรวมเฉลี่ยบรรทัดต่อปี/คน ไม่เกิน ๑๐ บรรทัด 
    นั่นคือ "เสียงข้างมาก" ไม่ใช่เสียงสวรรค์ แต่มันคือ
    "เสียงโจรป่า" ประชาธิปไตยมอมหน้า...ปล้นเมือง!
    ถ้าเหตุอย่างนี้ และค่อนข้างแน่ต้องเกิด เราก็อาจได้เห็นพรรคเพื่อไทย-นายยงยุทธ เล่นบท "ช้างรอดรูเข็ม" อ้างว่า พรรคไม่เกี่ยว เป็นเรื่องประชาธิปไตยภาคประชาชน และรัฐบาลก็ไม่เกี่ยว เพราะเป็นเรื่องของรัฐสภา
    ทุกวันนี้ นักการเมืองเอาปัญหาตัวเองผลักมาเป็นปัญหาบ้านเมือง ฉะนั้น พอพูดถึงการแก้ปัญหา "ประเด็นตัวเอง" จะโผล่ให้เห็นแทนประเด็นบ้านเมือง  และนั่นคือ การปรองดองมิตินักการเมือง ก็คือการตกลงมิติผลประโยชน์ระบบรัฐสภา
    สรุปแล้ว "ระบอบ-สถาบัน" แค่เปลือกเป็นที่กำบังหมู่หนอนให้แบ่งปันชอนไชเนื้อในประเทศเท่านั้นเอง!.

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 มกราคม 2555