เห็นมั้ย...บอกแล้วว่าหลังวันที่ ๓๐ มกรา เป็นต้นไป "สนุก" แล้วก็สนุกจริงๆ วานนี้ (๑ ก.พ.๕๕) ศาลรัฐธรรมนูญก็รับเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน ๒ ฉบับ ที่ ๑๒๘ ส.ส.ประชาธิปัตย์ยื่นให้ตีความไว้วินิจฉัยแล้ว แถมเรื่องที่ เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ "เอ็งยื่นถอดถอนข้า-ข้าก็ยื่นถอดถอนเอ็ง" กรณีถุงยังชีพ ศาลก็รับคำร้องไว้พิจารณาด้วยเช่นกัน!
นั่นแค่สนุกเรื่องแรก ยังมีที่สนุกๆ เกิดขึ้นอีกเยอะแยะ อย่างเมื่อวาน ใครที่ดูถ่ายทอดสดการประชุมสภาที่ว่ากันด้วย พ.ร.ก.กู้เงิน ประชาธิปัตย์-ฝ่ายค้าน, เพื่อไทย-ฝ่ายรัฐบาล เปิดรายการวิวาทะเป็น "มวยจอตู้" สนุกสนาน พูดจากันด้วยอุณหภูมิถึงดีกรี
"เอาฝ่าเท้าลูบหน้ากัน" นั่นเลยเชียว!
สนุกที่สาม เป็นสนุกที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "โลกกลม" จริงๆ เพราะฉากเปลี่ยนประเทศในรอบครึ่งศตวรรษ จุดเริ่มก็ที่ธรรมศาสตร์...ไม่ใช่ธรรมศาสตร์ คลองด่านนะครับ หากแต่เป็นธรรมศาสตร์ขนานแท้ ก็ที่ "ลานโพธิ์-ท่าพระจันทร์" นั่นแหละ ๑๔ ตุลา ๑๖ ก็ที่นี่ ๖ ตุลา ๑๙ ก็ที่นี่!!
๕๐ ปีผ่านไป และวันนี้กงล้อธรรมจักรก็รำๆ ไรๆ เวียนกลับทับรอยเดิมเป็น "จุดเริ่ม" ของ "จุดเปลี่ยน" สู่ศตวรรษใหม่ในรอบ "ครึ่งหลัง" ของศตวรรษที่เหลือ
ก็ดูซี จาก ๑๙ กันยา ๔๙ รัฐประหารโค่นล้มนายกฯ โกงบ้าน-กินเมือง ดูยังไงๆ มันก็ไม่เห็นจะเกี่ยวจะโยงไปถึงธรรมศาสตร์ ลานโพธิ์-ท่าพระจันทร์ได้เลย
เพราะนั่นเป็นการเมืองเรื่อง "ชิงบ้าน-ชิงเมือง" ไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยอันเป็นเรื่องให้การศึกษา เป็นขั้นต้นของการบ่มเกล็ดให้แข็ง ก่อนสู่ยุทธจักร "ชิงบ้าน-ชิงเมือง" กับเขาในอนาคต
กระทั่งสังคมบ้านเมืองแยกเป็นสีสัประยุทธ์กัน ลุกลาม-บานปลายเป็นเทียนลุกไส้-ไต้ลุกหัว ถึงขั้นจลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง เกิดขบวนการ นปช.สวมเสื้อแดง มีบทบาทเป็นกองกำลังชิงอำนาจคืนทักษิณ
ต่อมาขยายเป้าหมาย จากระดับอำนาจบริหารประเทศขึ้นไปเป็นระดับอำนาจ "เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน" ครอบครองประเทศเป็น "แดงทั้งแผ่นดิน"!
ถึงพอมีหน่อ-มีแนวเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นแทงยอดขยายพันธุ์ขึ้นในธรรมศาสตร์ชนิดเข้มข้น เพราะทัศนคติและบทบาทในรั้วมหาวิทยาลัยของนักศึกษายุคปัจจุบัน "ต่อสังคมชาติ" มันต่างกับนักศึกษาเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วชนิด "หน้ามือกับ...หลังมือ"
สมัยก่อน นักศึกษาที่จะก้าวขึ้นเป็น "เทพบุตร-เทพีแห่งเสรีภาพ" หรือเป็นดาราประเภท "มือถือไมค์-ไรเฟิลส่องหน้า" ก็คือเวทีหน้าวงชุมนุม-วงอภิปราย ต่อต้านอำนาจเผด็จการทหาร "ถนอม-ประภาส" ที่ครองเมืองมานานเป็นสิบปี
ส่วนวันนี้-สมัยนี้ เวทีก้าวขึ้นสู่ความเป็นเทพี ความเป็นดาราหน้าไมค์ของนักศึกษา โน่น...เวทีประกวดนางงาม เวทีประกวดร้องเพลง เวทีนางเอกหนัง-ละครหลังข่าว เป็นตุ๊ด-เป็นแต๋วสะแมนแตนกันไป ที่ชะเวิก-ชะวากเป็นพริตตีก็มาก และกำลังฮิต
เขาว่า...นี่แหละเป็นอาชีพนำร่องสู่ความเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย!?
แฟชั่นนักศึกษาสมัยนั้น เสื้อยืด สะพายย่าม รองเท้ายาง เรียกกันว่า "ยุคแสวงหา"
ส่วนแฟชั่นนักศึกษาสมัยนี้ สั้นล่าง ตึงบน ไอโฟน ไอแพด แจ๊สเป็นพาหนะอย่างต่ำ ย่ำรองเท้ายาง...เลิกพูด เรียกกันว่า "ยุคโหยหา"!
เฉพาะธรรมศาสตร์ ดูเหมือนว่าเมื่อเปลี่ยนสภาพจาก "ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์" ไปเป็น "ธรรมศาสตร์ รังสิต" แล้ว ดูเหมือนสูญสิ้นวิญญาณธรรมศาสตร์ไปกลายๆ ไม่เหลือกลิ่นอายและซากวิญญาณของการเป็นผู้นำความคิดเพื่อสังคมเหมือนเดิม
ธรรมศาสตร์ก็ดี จุฬาฯ ก็ดี เกษตรฯ ก็ดี ทุกวันนี้ก็แค่สถานที่ "ผลิตใบปริญญา" ให้คนที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น
ไม่มีใบปริญญาที่ประชาชนประศาสน์ให้ ในฐานะผู้นำสังคมทั้งด้านคิดและด้านทำ ในยามอธรรมย่ำยีชาติบ้านเมือง!
ไม่มีแล้ว...ไม่มีจริงๆ "มโนนี้เพื่อสังคมธรรม" ไม่มีในจิตสำนึกมนุษย์นักศึกษา กระทั่งว่าครูบาอาจารย์ก็เถอะ เป็นสังคมตัวใคร-ตัวมัน รีบเรียน..รีบจบ..รีบเอาใบปริญญาไปต่อปีกเพื่อ "บิน" สู่ถิ่นรอดของใคร-ของมัน
มาถึง "จุดเปลี่ยน" สังคมชาติ ขณะขบวนการทักษิณเพียรเปลี่ยนไทยเป็น "แดงทั้งแผ่นดิน" ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนสลัดเปลือกให้เห็นเนื้อใน จะอยากโก้-อยากดัง-อยากใหญ่ หรือแทงหวยทักษิณหวังรวยด้วยแจ็กพอตแตกก็ไม่ทราบ
บางคน-บางกลุ่ม ใช้ความรู้จากเรียนมากฉาบคลุมสันดานอสัตยชาติ วาดลีลา-วาทะ อ้างว่าเป็นปัญญาวิพากษ์ "จัดระเบียบสถาบันระบบกษัตริย์" ถึงขั้นว่า ต้องสาบานตนจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก่อนรับตำแหน่ง!
จะสืบสานผสานหน่อเป็นอีกหนึ่งแนวร่วมขบวนการ นปช. "แดงทั้งแผ่นดิน" ภายใต้ทักษิณบัญชาหรือเปล่า บอกได้คำเดียวว่า อันนักเลงหรือวิญญูชนย่อมรู้ได้โดยเชิง การกระทำชัดเจนกว่าคำพูด และบางเรื่องมนุษย์รับรู้เจตนากันได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำ
หรืออยากได้-อยากฟังที่เอ่ย ก็มี...อย่างที่กลุ่มนิติราษฎร์ตอบคำถามที่มีผู้ถามในวงอภิปรายที่หอประชุมศรีบูรพา ธรรมศาสตร์เมื่อวันก่อน คือมีคนถามว่า
"นิติราษฎร์รับงานช่วยทักษิณหรือเปล่า?"
อาจารย์ผู้หนึ่งในกลุ่มนิติราษฎร์แถวหน้าเรียงหนึ่งบนเวทีตอบว่า
"ข้อเสนอนิติราษฎร์อยู่ตามหลักวิชาการ เคารพกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม ซึ่งหลักการทั้งหลายเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งในนิติรัฐและระบอบประชาธิปไตย แต่หากผลดังกล่าวได้หรือเสียประโยชน์ ก็เป็นการได้หรือเสียประโยชน์บนพื้นฐานของหลักการและความยุติธรรม โดยจุดยืนนิติราษฎร์ปฏิเสธการรัฐประหารถึงที่สุด เรื่องคำพิพากษาที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณและพวก มีความสัมพันธ์โดยตรงกับรัฐประหาร จึงจำเป็นที่ต้องเสนอให้ลบล้างคำพิพากษา"
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็จะบอกว่าเมื่อสิ้นยุคแสวงหา ก็สิ้นพันธุ์นิสิต-นักศึกษา "ผู้อาสา" ด้วยจิตสำนึกนำต้านอธรรมสังคม มีแต่ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยในยุคโหยหา ที่ซ่านซ่า ใช้ความรู้ที่เรียนมากประจบกระแสสังคมช่วยรุมโทรมสังคมชาติยามขาดผู้กล้าออกมาค้ำยัน
ทำตัวเป็นพรมให้ระบอบทักษิณเช็ดตีน แล้วเผยอหน้าพลิ้วว่าการเป็นแนวร่วมล่มชาติ นั่นเป็นความงอกงามทางวิชาการในมหาวิทยาลัย เพื่อประชาธิปไตย-เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ แหม...ใครอยู่ใกล้ๆ ช่วยล่อซักป้าบเถอะน่า เผื่อเฒ่าวิปริตผิดเพศจะคืนสำนึก
วันนี้...ไม่มีนักศึกษาใช้สถาบันศึกษาเป็นฐาน "ค้ำยันชาติ" กลับเป็นว่า มีแต่ครูบาอาจารย์ใช้สถาบันศึกษาเป็นฐาน "กัดกร่อนชาติ"!
ไม่มีนักศึกษาปัจจุบัน หากแต่มี "อดีตนักศึกษา" ดังนั้น....
๓๑ มกรา ก็มีข่าวว่าศิษย์เก่าวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์ นัดรวมตัวประกาศเจตนารมณ์ที่ลานปรีดี ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ ๒ กุมภา คือวันนี้
"ต่อต้านการกระทำของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ใช้ชื่อมหาวิทยาลัยไปสร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวด้วยชื่อสถาบัน"
๑ กุมภา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกประกาศ "ห้ามใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเพื่อจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวชี้นำมวลชนในเรื่องเกี่ยวกับการเสนอให้มีการแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒
๑ กุมภา ในขณะที่ประกาศห้ามใช้พื้นที่มหาวิทยาลัย องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัย (อมธ.)ประกาศแสดงจุดยืน ประสานอดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ "นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ส่งจดหมายเปิดผนึก "ไม่เห็นด้วย" กับประกาศมหาวิทยาลัยดังกล่าว
แล้ววันนี้ (๒ ก.พ.) ศิษย์เก่า-ศิษย์ใหม่วารสาร มธ.จะไปใช้พื้นที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ประกาศเจตนารมณ์ "ต่อต้าน" การกระทำของนิติราษฎร์ได้หรือไม่ หรือจะมีอะไรขยายวงต่อไปนับจากนี้
ก็เป็นเรื่องอย่างที่บอกแต่ต้นว่า....หรือกงล้อธรรมจักรจะเวียนกลับทับรอยเดิมที่...ธรรมศาสตร์-ลานโพธิ์อีกครั้ง เพื่อการก้าวสู่เส้นทางสายเปลี่ยนในศตวรรษใหม่!?
ครับ...เหตุบ้าน-การเมืองจาก "ไรน้ำ" เพิ่งปรับสภาพเป็น "ลูกอ๊อด" เท่านั้น หลายเรื่องอันเป็น "จุดเป็น-จุดตาย" ของการเมือง เป็นคดีอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญขณะนี้ กระทั่งเรื่องถอดถอนนายกฯ ถอดถอนสภาพ ส.ส.ผู้นำฝ่ายค้าน ทั้งเรื่องการสิ้นสภาพ ส.ส.ของหลายๆ คน
และที่หมาดๆ พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ๑.๑๔ ล้านล้านไปให้แแบงก์ชาติ และ พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านแก้ปัญหาน้ำท่วม ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้แล้ว พ.ร.ก.ทั้ง ๒ นี้เป็น พ.ร.ก.การเงิน ถ้าศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ใดขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาล...ต้องไป!
แต่นั่นก็ยังไม่เร้าใจเท่า การแก้แล้วเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ตามเนื้อหาแนวนิติราษฎร์ แบบนั้น มาตรา ๑๑๒ เลิกพูดได้ ก็ขนาดพระมหากษัตริย์ยังต้องให้สาบานตน ประมุขศาล ผบ.เหล่าทัพ จากโปรดเกล้าฯ ก็ไปให้ ครม.เป็นผู้มีอำนาจตั้ง
แบบนี้แล้ว ยังจะห่วงอะไรกับกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มาตรานี้มาตราเดียวอีกล่ะ!?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555

