Information commons เป็นคำฮิต (buzzword) แห่งยุคอีกคำหนึ่ง ไม่แพ้เว็บ 2.0 เลย เมื่อเอ่ยถึงคำว่า information commons เราสามารถนึกถึงอะไรได้หลายอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญหา (เช่น ลิขสิทธิ์ ครีเอทีฟคอมมอนส์ เทคโนโลยี DRM เป็นต้น) เรื่องสังคมเปิด (open society ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง open source หรือ open access) เรื่องเสรีภาพในข้อมูลข่าวสาร (ซึ่งรวมไปถึงเรื่อง net neutrality ด้วย) เรื่องสิทธิส่วนบุคคล หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องวัฒนธรรมเสรี (free culture) เป็นต้น
ในขณะที่บริบทของห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศ เมื่อพูดถึง information commons หลายคนก็จะนึกถึงไปเชิงการให้บริการ การจัดการพื้นที่ของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาทันสมัย ถ้ามองโดยผิวเผินนั้นดูเหมือนว่าจะเน้นไปที่ความสวยงาม ความล้ำหน้าและประสานกลมกลืนทางเทคโนโลยี บางคนนึกไปแค่ห้องปฏิบัติการหรือมุมคอมพิวเตอร์ในห้องสมุด บนวิกีภาษาไทย แนวคิด information commons ถูกแปลว่าเป็น ศูนย์เรียนรู้ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าคำว่า ศูนย์เรียนรู้ ไม่ได้บ่งบอกถึงจุดมุ่งหมายของการจัดตั้ง Information Commons อย่างแท้จริง
ถึงแม้ว่าแนวคิด information commons ในหลายแห่งนั้นใช้คำว่า learning commons หรือ knowledge commons เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า คำหลักที่สำคัญนั้นอยู่ที่คำว่า commons ต่างหาก (ผู้เขียนเข้าใจว่าในภาษาไทยนั้นใช้คำว่า "ทรัพยากรส่วนรวม" บางแห่งว่า "ทรัพยากรร่วม") บทความชิ้นนี้จึงเน้นไปที่การประยุกต์ใช้แนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวม เบื้องต้น (commons 101) เข้ามาทำความเข้าใจกับการจัดการสารสนเทศและห้องสมุด ซึ่งอาจจะทำให้เห็นพื้นฐานของงานห้องสมุดที่ชัดเจนมากขึ้น ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของแนวคิดในปัจจุบัน และผลกระทบที่อาจมีต่อห้องสมุดและศูนย์บริการสารสนเทศทั้งในปัจจุบันและ อนาคต (อันใกล้)
ทรัพยากรส่วนรวม
แนวคิดเกี่ยวกับทรัพยากรส่วนรวมเป็นแนวคิดในเชิงสหสาขาวิชาที่เป็นที่รู้จักกันดีทั้งทาง นโยบายสาธารณะ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมืองและสิ่งแวดล้อม โดยเนื้อหาและโครงสร้างของแนวคิดเป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากรกลางที่มีมา ตั้งแต่ยุคสมัยเกษตรกรรม ในยุคแรก ๆ เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ในการใช้พื้นที่ทางการเกษตรได้อย่างเสรี (ถ้าเป็นในบริบทของไทย ก็อาจจะต้องอ้างหลักฐานในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่ว่า "ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าวัวค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า") นอกเหนือจากพื้นที่ทางการเกษตรแล้ว ยังรวมถึงทรัพยากรที่เป็นรูปธรรมอื่น ๆ ด้วย เช่น พื้นที่การทำประมง และทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ เป็นต้น ภายหลังก็เริ่มมีความขัดแย้ง และเริ่มมีการพยายามจับจองเป็นเจ้าของ
การกำหนดขอบเขต (หรือการจับจอง) ทรัพยากรส่วนรวมนั้นหลัก ๆ เป็นการเปลี่ยนมุมมองของทรัพยากรส่วนรวมให้กลายเป็นทรัพย์สิน จุดศูนย์กลางของการโต้เถียงกัน คือ ใครควรจะเป็นเจ้าของ (หรือผู้ดูแล) โดยนำความรู้ทางด้านตลาดมาสร้างกลไกในการจัดสรร และมีกฏหมายเป็นตัวควบคุม
จุดเปลี่ยนที่สำคัญของแนวคิด เริ่มต้นเมื่อ Garrett Hardin (1968) นักนิเวศวิทยาชาวอเมริกันตีพิมพ์บทความเรื่อง The Tragedy of the Commons ตีพิมพ์ในวารสาร Science โดยชี้ให้เห็นสภาพของการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดอุปทานที่มากเกินไป กอปรกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัว (self-interest) เป็นสำคัญ จนในที่สุดก็ก่อผลเสียต่อทรัพยากรส่วนรวมตามมาอีกหลายอย่าง เช่น มลภาวะ และการขาดแคลนทรัพยากรในที่สุด
การชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุลย์ของ Hardin ทำให้นักวิชาการอีกหลายสาขาวิชา ได้เริ่มพิจารณาหาทางที่จะพิสูจน์ว่าแนวคิดของ Hardins นั้นไม่สมบูรณ์เสียทีเดียว และนำเสนอวิธีการจัดการที่ก่อให้เกิดความสมดุลย์ของผลได้และผลเสีย ในขณะเดียวกันก็ไม่ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่เกินควร (overuse) หนึ่งในนักวิชาการเหล่านั้นคือ Carol Rose (1986) นักนิติศาสตร์จาก Yale Law School ที่นำเสนอสภาพที่ตรงกันข้ามกับ The Tragedy of the Commons โดยใช้งานรื่นเริงหรือเวทีเต้นรำเป็นตัวแทนของทรัพยากรส่วนรวม และกล่าวว่าการที่มีคนจำนวนมากขึ้นเข้าร่วมงานรื่นเริงหรือเข้าไปเต้นรำ ก็ยิ่งจะทำให้มีความสนุกสนานมากขึ้น เข้าทางที่ว่า "the more, the merrier" การเข้าไปมีส่วนร่วมมีผลกระทบในทางที่ดี แนวคิดของ Rose เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ The Comedy of the Commons ทำให้มุมมองของการจัดการทรัพยากรส่วนรวมเปิดกว้างมากขึ้น
การคิดค้นดังกล่าวนำมาสู่แนวทางการจัดการทรัพยากรส่วนรวมในปัจจุบัน ที่อยู่ในรูปของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระบบ ได้แก่ ระบบกรรมสิทธิ์ที่รัฐเป็นเจ้าของ (state-property regimes) ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (private property regimes) ระบบกรรมสิทธิ์ร่วม (common-property regimes) ระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้าง (open access หรือ res nullius regimes) (อ่านเพิ่มเติม ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ, ม.ป. หน้า 3) หรือในอีกมุมหนึ่งเราสามารถพิจารณาระบบกรรมสิทธิ์ในรูปของเส้น continuum จากระบบผูกขาด (monopoly) มาสู่ระบบเสรี กล่าวคือ "รัฐเป็นเจ้าจอง > คนมีทรัพย์เป็นเจ้าของ > ชุมชนเป็นเจ้าของ > ทุกคนเป็นเจ้าของ" จะเห็นได้ว่าเส้น continuum ดังกล่าวก็สอดคล้องกับระบอบการเมืองการปกครองด้วยเช่นกัน
การคิดค้นดังกล่าวนำมาสู่แนวทางการจัดการทรัพยากรส่วนรวมในปัจจุบัน ที่อยู่ในรูปของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระบบ ได้แก่ ระบบกรรมสิทธิ์ที่รัฐเป็นเจ้าของ (state-property regimes) ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (private property regimes) ระบบกรรมสิทธิ์ร่วม (common-property regimes) ระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้าง (open access หรือ res nullius regimes) (อ่านเพิ่มเติม ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ, ม.ป. หน้า 3) หรือในอีกมุมหนึ่งเราสามารถพิจารณาระบบกรรมสิทธิ์ในรูปของเส้น continuum จากระบบผูกขาด (monopoly) มาสู่ระบบเสรี กล่าวคือ "รัฐเป็นเจ้าจอง > คนมีทรัพย์เป็นเจ้าของ > ชุมชนเป็นเจ้าของ > ทุกคนเป็นเจ้าของ" จะเห็นได้ว่าเส้น continuum ดังกล่าวก็สอดคล้องกับระบอบการเมืองการปกครองด้วยเช่นกัน
ซึ่งโดยภาพรวมของสังคมที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทรัพยากรส่วนรวมประเภทไหน ไม่เว้นสารสนเทศ ห้องสมุด หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ต ก็เริ่มต้นที่ระบบเสรี แล้วก็ในที่สุดถูกควบคุมโดยผู้มีอำนาจ (รัฐ) หลังจากนั้นก็จะเริ่มแทรกแซงด้วยกลไกตลาดจากหน่วยงานที่แสวงหาผลกำไร ซึ่งทั้งสองระบบนี้ประสบความล้มเหลวในการกระจายผลประโยชน์ให้กับส่วนรวม เนื่องจากมีคนเพียงไม่กี่คนที่ได้รับผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากร ในขณะเดียวกันคนไม่กี่คนนั้นก็ใช้ทรัพยากรเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น และในที่สุดทำให้เกิดปรากฏการณ์อย่างใน Tragedy of the Commons ในขณะเดียวกันระบบกรรมสิทธิ์แบบเปิดกว้าง ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะสามารถควบคุมไม่ให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ที่มากเกินไป และได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
นักวิชาการจำนวนมากจึงหันความสนใจกับระบบกรรมสิทธิ์ร่วมในจัดสรรทรัพยากร ธรรมชาติ แบบจำลองต่าง ๆ ได้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้พื้นฐานจากแนวคิดประชาสังคม (civil society) ซึ่งเน้นการมอบอำนาจให้ชุมชนหรือกลุ่มคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียไปดำเนินการหา จุดสมดุลย์ของผลกระทบ (externality) ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี นอกจากนี้ชุมชนยังต้องเป็นผู้กำหนดว่าใครสามารถใช้ทรัพยากรได้ และใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ตลอดจนกำหนดว่าใครมีอำนาจในการตัดสินใจในการจัดการ
ในประเทศไทย การนำระบบกรรมสิทธิ์ร่วมในเมืองไทยนั้นได้รับการผลักดันอย่างมากในยุคช่วง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่มีความต้องการในการกระจายอำนาจของการถือครองทรัพยากร โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติไปสู่ชุมชนท้องถิ่น
สารสนเทศส่วนรวม
ก่อนที่เราจะไปถึงห้องสมุด ผู้เขียนน่าควรทำความเข้าใจบทบาทและภาพรวมของสารสนเทศในบริบทของการจัดการ ทรัพยากรส่วนรวมเสียก่อน ซึ่งวิวาทะที่เกี่ยวข้องสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กระแส กระแสแรก คือ การพิจารณาว่าสารสนเทศเป็นทรัพยากรส่วนรวม ในขณะที่กระแสที่สอง คือ สารสนเทศช่วยให้เกิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวมที่เป็นธรรม
สารสนเทศส่วนรวม
ก่อนที่เราจะไปถึงห้องสมุด ผู้เขียนน่าควรทำความเข้าใจบทบาทและภาพรวมของสารสนเทศในบริบทของการจัดการ ทรัพยากรส่วนรวมเสียก่อน ซึ่งวิวาทะที่เกี่ยวข้องสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กระแส กระแสแรก คือ การพิจารณาว่าสารสนเทศเป็นทรัพยากรส่วนรวม ในขณะที่กระแสที่สอง คือ สารสนเทศช่วยให้เกิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวมที่เป็นธรรม
1. สารสนเทศในฐานะที่เป็นทรัพยากรส่วนรวม
มุมมองของสารสนเทศในฐานะที่เป็นทรัพยากรส่วนรวมนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 นัย นัยแรก เน้นไปที่การมองว่าสารสนเทศในฐานะความคิดและเนื้อหา (construct, concept, content) ในขณะที่นัยสองเป็นเรื่องของการมองสารสนเทศในรูปแบบของสื่อ (carrier)
เนื้อหา ความรู้ สารสนเทศและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่รับรู้สัมผัสโดยวิธีการอื่นได้ การรับรู้สารสนเทศจำเป็นต้องอาศัยการถ่ายทอดออกมาให้อยู่ในรูปธรรม เพื่อสามารถให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้ และประโยชน์ในการเก็บรักษาให้อยู่ต่อเนื่องยาวนาน สื่อจึงมีบทบาทเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดและถ่ายโอนเนื้อหา ด้วยคุณลักษณะที่ไม่มองเห็นและผสานกลมกลืนกันอยู่ จึงทำให้นัยของคำว่า "สารสนเทศ" ในบริบทของการจัดการทรัพยากรส่วนรวมเป็นภาพของสองสิ่งรวมกัน และบางครั้งทำให้เกิดความสับสน กลายเป็นประเด็นคนละเรื่องเดียวกัน
สารสนเทศในฐานะความคิด เนื้อหา
เนื้อหา ความรู้ สารสนเทศและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่รับรู้สัมผัสโดยวิธีการอื่นได้ การรับรู้สารสนเทศจำเป็นต้องอาศัยการถ่ายทอดออกมาให้อยู่ในรูปธรรม เพื่อสามารถให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้ และประโยชน์ในการเก็บรักษาให้อยู่ต่อเนื่องยาวนาน สื่อจึงมีบทบาทเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดและถ่ายโอนเนื้อหา ด้วยคุณลักษณะที่ไม่มองเห็นและผสานกลมกลืนกันอยู่ จึงทำให้นัยของคำว่า "สารสนเทศ" ในบริบทของการจัดการทรัพยากรส่วนรวมเป็นภาพของสองสิ่งรวมกัน และบางครั้งทำให้เกิดความสับสน กลายเป็นประเด็นคนละเรื่องเดียวกัน
สารสนเทศในฐานะความคิด เนื้อหา
ความรู้ สารสนเทศและข้อเท็จจริง (ไม่ว่าจะใช้หลักเกณฑ์หรือนิยามใด ๆ ก็ตาม) ต่างถือว่าเป็นทรัพยากรส่วนรวมประเภทหนึ่ง ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เท่าเทียมกัน มนุษย์สามารถใช้ความรู้ สารสนเทศและข้อเท็จจริงไปให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะเข้าถึง (access) สิ่งที่มนุษย์คิดค้น ค้นพบ บรรยาย รายงานปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลสาธารณะ ข่าวสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม
คุณลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของสารสนเทศ ในฐานะ คือ การใช้งานและการถ่ายโอน ไม่ได้ทำให้ลดปริมาณลง มิหนำซ้ำยังทำให้เพิ่มมากขึ้นด้วย เหมือนดังคำโฆษณาของบริษัทให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายหนึ่งเมื่อหลายปี ก่อน ที่ว่า "ยิ่งพูดกันมาก ยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น" เข้าทาง the comedy of the commons
คุณลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของสารสนเทศ ในฐานะ คือ การใช้งานและการถ่ายโอน ไม่ได้ทำให้ลดปริมาณลง มิหนำซ้ำยังทำให้เพิ่มมากขึ้นด้วย เหมือนดังคำโฆษณาของบริษัทให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายหนึ่งเมื่อหลายปี ก่อน ที่ว่า "ยิ่งพูดกันมาก ยิ่งเข้าใจกันมากขึ้น" เข้าทาง the comedy of the commons
ถึงแม้ว่าการถ่ายโอนความรู้ สารสนเทศ และข้อเท็จจริงในรูปแบบที่ง่ายที่สุด และโดยตรงที่สุด ได้แก่ การสื่อสารตัวต่อตัว (face-to-face) ซึ่งเราพบเห็นและทำกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่การสื่อสารตัวต่อตัว ไม่สามารถทำให้ความรู้ สารสนเทศและการถ่ายทอดคงรูปอยู่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการใช้สื่อ ต่าง ๆ เข้ามาช่วยทำให้เนื้อหาของสื่อนั้นคงอยู่ไม่ว่าจะผ่านการใช้งานหรือผ่านกาล เวลามามากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเราไม่สามารถเอาผิดกับคนที่ขโมยความรู้ สารสนเทศ หรือข้อเท็จจริงที่อยู่ในหน่วยความจำในหัวสมองได้ (หรือที่เราชอบพูดกันว่า "ครูพักลักจำ") เว้นแต่ว่าจะมีหลักฐานที่มีรูปธรรมชัดเจน เช่น กระดาษ เทป แผ่นดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น
สารสนเทศในฐานะสื่อ
ตัวสื่อที่ทำหน้าที่ตัวกลางในการถ่ายทอดเนื้อหาเองก็มีคุณลักษณะเฉพาะตัว เช่น ความสามารถในการส่งต่อ ไม่ว่าจะเป็นตัวต่อตัว หรือกระจายสู่คนหมู่มาก ดังนั้นตัวสื่อเองก็นับได้ว่าเป็นทรัพยากรส่วนรวมด้วยเช่นกัน ทุกคนเป็นเจ้าของและสามารถใช้ประโยชน์ของสื่อได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ (เช่น หนังสือ ตำรา หนังสือพิมพ์ วารสาร งานศิลปะ ฯลฯ) สื่ออิเล็กทรอกนิกส์ (เช่น เทปคาสเซ็ทท์ วิทยุ วิดีโอ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ฯลฯ) สื่อดิจิตอล (เช่น คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ) หรือแม้กระทั่งสื่อการแสดง (เช่น การปาฐกถา การแสดงละคร ฯลฯ)
ในขณะที่ความเป็นนามธรรมของเนื้อหามีคุณลักษณะที่นิ่ง (stable) ในทางตรงกันข้ามตัวสื่อที่มีอยู่เป็นรูปธรรมมากกว่าและได้รับการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง จนทำให้การพิจารณาสารสนเทศในฐานะทรัพยากรส่วนร่วมมีหลายมิติมากขึ้น สื่อการแสดง จะเน้นไปที่เวลา สถานที่ (รวมถึงเรื่องของกลิ่น เสียงในอากาศด้วย) เป็นปัจจัยหลัก ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์นั้นแรกเริ่มเดิมทีนั้นอยู่ที่หมึก ปากกา และกระดาษ แต่ด้วยวิทยาการของมนุษย์ทำให้เกิดเทคโนโลยีทางด้านการพิมพ์ และการทำสำเนาเกิดขึ้น หลังจากนั้นการเริ่มมีการใ้ช้ประโยชน์ ของคลื่นความถี่สัญญาณวิทยุ ซึ่งถูกนำไปใช้กับการสื่อสารกับอุปกรณ์หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโทรสาร วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียม โทรศัพท์มือถือ จนมาถึงยุคปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้อินเตอร์เน็ตเป็นทรัพยากรส่วนรวมนั้น คือ แบนด์วิธ (คลื่นความถี่) ทั้งที่อยู่ในรูปของที่ต้องใช้สายและไร้สาย
ภาพรวมการจัดการสารสนเทศในฐานะทรัพยากรส่วนรวม
อย่างไรก็ตามคุณลักษณะสำคัญที่แตกต่าง ระหว่างสารสนเทศในฐานะความคิดและเนื้อหากับสารสนเทศในฐานะสื่อ ก็คือ การทำให้คนอื่นไม่สามารถใช้ทรัพยากรนั้นได้ (excludability) กล่าวคือ โดยหลักการ ทุกคนสามารถเข้าถึงความคิดและเนื้อหาของสารสนเทศได้เท่าเทียมกัน และก็ไม่ทำให้คนอื่นเสียประโยชน์ แต่ในทางตรงกันข้าม สื่อมีขีดจำกัด การใช้ประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง ๆ อาจทำให้คนอื่น ๆ ไม่ได้ประโยชน์หรือเสียในการใช้สื่อนั้น ๆ เช่น การจับจองคลื่นสัญญาณวิทยุ หรือการใช้แบนด์วิธอินเตอร์เน็ต มีผลกระทบต่อผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาในบริบทด้านกาลเวลา คุณสมบัติของสื่อบรรจุ (carrier) เช่น กระดาษ แถบแม่เหล็ก ฟิล์ม เทปคาสเซ็ทท์ เป็นต้นยังไม่สามารถคงสภาพได้ในระยะเวลานาน ยิ่งใช้ยิ่งเสื่อมสภาพ ยิ่งใช้ยิ่งทรุดโทรม แม้กระทั่งสารสนเทศที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์เองก็ยังมีข้อจำกัด ยกตัวอย่างเช่น การสื่อสารในปัจจุบันทำให้จำเป็นจะต้องมีการปรับสภาพสารสนเทศ (เช่น การตัดต่อ บีบอัดข้อมูล) เพื่อให้การสื่อสารดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัด ในขณะเดียวกันก็ทำให้คุณภาพของสารสนเทศลดลงตามไปด้วย ทำให้คนรุ่นหลัง ๆ หรือคนที่จะใช้ต่ออาจไม่สามารถใช้ประโยชน์ของเนื้อหาสารสนเทศได้อย่างเต็ม ที่
เราจะเห็นว่าประเด็นปัญหาของการจัดการไม่ได้อยู่ที่สารสนเทศในฐานะที่เป็นความคิดและเนื้อหา เพราะใครใคร่ใช้ ใช้ ยิ่งใช้ก็ยิ่งเพิ่มพูน สามารถเปิดเสรีได้โดยในหลักการ แต่ในเมื่อเนื้อหานั้นผูกติดอยู่ที่สื่อที่มีข้อจำกัด ทำให้จึงต้องมีการพิจารณาโดยสารสนเทศเป็นทรัพย์สิน และนำระบบกรรมสิทธ์เข้ามาใช้ ซึ่งสารสนเทศแต่ละประเภทต่างก็มีวิธีในการจัดการที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบรัฐเป็นผู้ถือครอง ระบบตลาด ระบบชุมชน และระบบเปิดกว้างดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ในช่วงแรก มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารได้โดยไม่มีข้อจำกัด ใครใคร่พูดพูด ใครใคร่ฟัง ฟัง แต่เมื่อมีสื่อเข้ามามีอิทธิพล รัฐจึงเริ่มยื่นมือเข้ามามีบทบาทระบบรัฐ เป็นระบบของชนชั้นสูงและผู้มีอำนาจ ที่ถือครองทรัพยากรและเป็นผู้แจกจ่ายทรัพยากรเหล่านั้น แทบจะทุกสังคมมักจะเริ่มต้นแนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวมในลักษณะนี้ โดยเฉพาะประเทศไทยเราจะเห็นได้ชัดจากการใช้ระบบศักดินา ถึงแม้ว่าในยุคแรกจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่น ที่ดิน ป่าไม้ แต่แนวคิดดังกล่าวก็ได้ถูกนำมาใช้กับการจัดการสารสนเทศในประเทศด้วยเช่น ตัวอย่างที่ได้รับการพูดถึงมาตลอด คือ ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ ข้อมูลสาธารณะ คลื่นความถี่ ทั้งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ ดาวเทียม หรือแม้กระทั่งอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยถูกรัฐควบคุมและถือครองมาโดยตลอด จนมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในช่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบัีบปี 2540
สารสนเทศถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะในสังคมใด ๆ ก็ตาม เรายังจะเห็นการที่รัฐต่าง ๆ ยังถือครองและควบคุมหน่วยงานที่ผลิตและเผยแพร่สารสนเทศ เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักพิมพ์ของรัฐ หรือแม้แต่ห้องสมุดเองก็ตาม การที่สารสนเทศที่ตกอยู่ในมือภาครัฐ ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถการันตีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงให้กับทุกภาค ส่วน ในขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจเริ่มเติบโต จึงเกิดความต้องการจากภาคเอกชนให้รัฐแทนที่จะเป็นผู้ถือครอง กลายเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันเพื่อให้เกิดการพัฒนา และผลักดันให้เข้าสู่ ระบบกลไกตลาด วิธีการในการผลักอำนาจของรัฐไปสู่ระบบตลาด ได้แก่ การจ้างบุคคลภายนอก (outsource) การทำสัญญา (contract) หรือแม้แต่การแปลงให้อยู่ในรูปเอกชน (privatization) ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง บางรัฐก็พยายามจะถือครองธุรกิจบริการสารสนเทศบางประเภท เพื่อใช้เป็นกลไกในการเข้าไปแทรกแซงระบบตลาด
ผู้เขียนต้องการยกตัวอย่างของที่มาของฐานข้อมูลวิชาการ ซึ่งในยุคแรก ๆ เน้นไปที่การจัดเก็บรวบรวมสารสนเทศทุติยภูมิเท่านั้น (เน้นไปที่ใครเขียนอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ไม่มีข้อมูลเต็มรูป (full text) เหมือนในปัจจุบัน) รัฐบาลอเมริกา เห็นความสำคัญของฐานข้อมูล จึงได้ทำสัญญากับบริษัททางด้านความมั่นคง ช่วยในการพัฒนาฐานข้อมูลบนระบบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการจัดการสารสนเทศได้ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และหนึ่งในบริษัทที่ได้รับการทำสัญญาคือ Lockheed ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาระบบฐานข้อมูล "Dialog" ที่เป็นที่นิยมในฐานะฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์ในเวลาต่อมา โดยยุคแรกของ Dialog นั้นเน้นการจัดเก็บสารสนเทศทางด้านการศึกษา การแพทย์ และความมั่นคง และปัจจุบันฐานข้อมูลวิชาการทั้งหลาย ก็ตกไปอยู่ในมือหน่วยงานที่แสวงหาผลกำไรทั้งหมด
จะเห็นได้ว่าระบบตลาดและระบบรัฐมีความลักลั่นกันอยู่สำหรับสารสนเทศบางประเภท จึงทำให้เกิดความพยายามในการตีเส้นแบ่งระหว่างสารสนเทศในเชิงสินค้าสาธารณะ (public goods) และสินค้าพาณิชย์ (commodity) เพื่อใช้ในการกำหนดวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน การกำหนดในลักษณะดังกล่าวมีความซับซ้อนในการพิจารณาอยู่มาก ทั้งนี้โดยมากมักจะขึ้นอยู่กับบริบท และวัตถุประสงค์ในการผลิตและเผยแพร่ ในสหรัฐอเมริกา การพิจารณาว่า ข้อมูลหนึ่ง ๆ เป็นสินค้าสาธารณะหรือสินค้าพาณิชย์นั้นถูกนำไปใช้ในการพิจารณาคดีความที่ เกี่ยวข้องกับสารสนเทศอยู่มาก ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลรายชื่อผู้ใช้โทรศัพท์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับระบบโทรศัพท์ 911 (Samuelson, 1991) เป็นต้น
การผลักดันอำนาจเข้าสู่กลไกตลาด ทำให้บริษัท หน่วยงาน ห้างร้านเอกชนมีพลังมากขึ้น และเริ่มโน้มน้าวให้เห็นว่าสารสนเทศนั้นมีคุณค่าเชิงพาณิชย์ จึงต้องมีการจัดการทรัพย์สินเฉพาะประเภทเกิดขึ้น โดยรวมแล้วเรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property) ซึ่งที่เรารู้จักกันดีในรูปของลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ฯลฯ การจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบที่อ้างอิงระบบปิด (enclosured) เป็นหลัก กล่าวคือ กำหนดให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดได้ประโยชน์จากการถือครองกรรมสิทธิ์แต่เพียง ผู้เดียว เป็นกระบวนทัศน์ที่ได้รับการผลักดันจากหมู่ผู้ผลิตและผู้เผยแพร่ ซึ่งโดยมากกรรมสิทธิ์จะตกเป็นของหน่วยงานที่มุ่งแสวงหาผลกำไร แทนที่จะเป็นผู้สร้างสรรค์ หรือผู้คิดค้น ถึงแม้ว่าจะเปิดช่องทางให้กับส่วนรวมอยู่บ้าง แต่กลไกเหล่านี้ก็ถูกนำมาใช้อย่างจำกัดซึ่ง กลไกที่นำมาใช้ นอกเหนือไปจากเรื่องของระยะเวลาคุ้มครองแล้ว ยังมีในเรื่องของการใช้งานโดยชอบธรรม (fair use) การจำหน่ายครั้งแรก (first sale) และสมบัติสาธารณะ (public domain)
อีกทั้งหน่วยงานที่แสวงหาผลกำไรที่ถือกรรมสิทธิ์ได้ใช้อ้างอิงระบบทรัพย์สินทาง ปัญญาไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบสัญญาอนุญาต (license) ที่กีดกัน การจดสิทธิบัตรเกินควร (overpatenting) การใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการจำกัดการเข้าถึง (เช่น DRM และการเข้ารหัส encryption) เป็นต้น นอกจากนี้การควบรวม ซื้อขายกิจการ ทำให้ในที่สุดกลุ่มคนที่ถือครองกรรมสิทธิ์เป็นเพียงกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม และทำให้เกิดการผูกขาดและนำไปสู่การกำหนดราคาที่สูงเกินควร (overpricing)
นอกจากนี้ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ก็ไม่สนใจในความคงสภาพของสารสนเทศด้วย และถึงแม้ห้องสมุดและหอจดหมายเหตุดูเหมือนว่าจะมีหน้าที่รับผิดชอบในด้านดัง กล่าวโดยตรง แต่ระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการ เก็บรักษาทรัพยากรสารสนเทศทั้งในแง่สถาบันและปัจเจกบุคคล และก่อให้เกิดปัญหามากมายทั้งในการทำซ้ำ การถ่ายโอน โยกย้าย และการใช้ประโยชน์
ปัญหาล่าสุดที่ผู้เขียนต้องการจะหยิบยกและอยากให้ จับตาเป็นพิเศษ คือ กรณี Google Booksearch ที่ Google พยายามทำข้อตกลงกับสมาคมผู้แต่ง (Author Guild) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ advocate เรื่องสิทธิของผู้เขียนในเชิงทรัพย์สินทางปัญญา คงทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า Google Booksearch นั้นเป็นบริการที่ Google แปลงหนังสือให้อยู่ในรูปดิจิตอล ด้วยความร่วมมือจากห้องสมุดชั้นนำหลายแห่งของโลก แต่ด้วยปัญหาในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้มีปัญหาในเรื่องของการเข้าถึง ซึ่ง Google ก็พยายามที่จะหาช่องทางในการใช้ประโยชน์จากงาน ลิขสิทธิ์กำพร้า (orphan work) โดยทำข้อตกลงกับสมาคมฯ ในเรื่องของผลประโยชน์ ซึ่งในขณะนี้ ศาลอยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งขณะที่เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลายประการเกี่ยวกับการทำข้อตกลงดัง กล่าว เช่น ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ Google กลายเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ของงานจำนานมากแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่? จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อ Google ได้รับสิทธิไปแล้วจะไม่เอาไปหาผลประโยชน์ส่วนตนเพียงผู้เดียว นอกจากนี้ยังมีคำถามอีกด้วยว่าสมาคมผู้แต่งที่จะทำข้อตกลงนั้น เป็นตัวแทนของนักเขียน ผู้สร้าง ผู้ผลิตงานทั้งหมดได้หรือไม่? เป็นต้น(อ่านเพิ่มเติม Samuelson, 2009 )
ดังนั้น หากกลับไปมองที่ภาพของ the Tragedy of the Commons ในบริบทของสารสนเทศ ในเมื่อมีความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึง คนเพียงไม่กี่คนได้รับผลประโยชน์จากการครอบครองไปในทางส่วนตัว ในขณะเดียวกันสื่อบรรจุก็ไม่มีความคงทนถาวร ยิ่งใช้มาก ยิ่งเสื่อมสภาพ ท้ายที่สุดอาจทำให้เกิดความขาดแคลนได้ และทำให้การต่อยอดความรู้เป็นไปได้อย่างติดขัด
นักวิชาการในหลายสาขา จึงได้ใช้วิธีคิดในลักษณะเดียวกันกับการจัดการทรัพย์สินส่วนรวมโดยทั่วไป ที่หันมาให้ความสนใจกับระบบกรรมสิทธิ์ร่วมที่เน้นไปที่ ระบบชุมชน และ ระบบเปิดกว้าง มากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การจัดการในลักษณะ the Comedy of the Commons (ยิ่งใช้มาก ยิ่งเพิ่มพูนความรู้มากขึ้น) มีความเป็นไปได้ จึงทำให้่เกิดโครงการในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นเพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดโอเพนซอร์ส (ที่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเนื้อหาของสารสนเทศ ประเภทต่าง ๆ เช่น ซอฟท์แวร์ หนังสือ สารานุกรม ข่าว เป็นต้น) สัญญาอนุญาตแบบเปิด (เช่น GPL - GNU General Public License และครีเอทีฟ คอมมอนส์) การสื่อสารทางวิชาการแบบเปิด (เช่น วารสาร open access และ digital repository) ตลอดจนแคมเปญในระดับภาพรวมอย่างวัฒนธรรมเสรี (free culture) เป็นต้น
อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ การปรับเปลี่ยนแนวคิดทั้งวงจรสารสนเทศ (reinventing the wheel) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการมากที่สุด โดยที่เป้าหมายของการ "เปิด" เหล่านี้ ไม่ได้อยู่ที่ของฟรี แต่อยู่ที่มุ่งให้เกิดโอกาสในกระบวนการทางสารสนเทศ (ได้แก่ การผลิต การจัดเก็บ การเผยแพร่ การใช้ และการอนุรักษ์) ที่เท่าเทียม และทำให้เกิดการสร้างความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
นักวิชาการในหลายสาขา จึงได้ใช้วิธีคิดในลักษณะเดียวกันกับการจัดการทรัพย์สินส่วนรวมโดยทั่วไป ที่หันมาให้ความสนใจกับระบบกรรมสิทธิ์ร่วมที่เน้นไปที่ ระบบชุมชน และ ระบบเปิดกว้าง มากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การจัดการในลักษณะ the Comedy of the Commons (ยิ่งใช้มาก ยิ่งเพิ่มพูนความรู้มากขึ้น) มีความเป็นไปได้ จึงทำให้่เกิดโครงการในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นเพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดโอเพนซอร์ส (ที่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเนื้อหาของสารสนเทศ ประเภทต่าง ๆ เช่น ซอฟท์แวร์ หนังสือ สารานุกรม ข่าว เป็นต้น) สัญญาอนุญาตแบบเปิด (เช่น GPL - GNU General Public License และครีเอทีฟ คอมมอนส์) การสื่อสารทางวิชาการแบบเปิด (เช่น วารสาร open access และ digital repository) ตลอดจนแคมเปญในระดับภาพรวมอย่างวัฒนธรรมเสรี (free culture) เป็นต้น
อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ การปรับเปลี่ยนแนวคิดทั้งวงจรสารสนเทศ (reinventing the wheel) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการมากที่สุด โดยที่เป้าหมายของการ "เปิด" เหล่านี้ ไม่ได้อยู่ที่ของฟรี แต่อยู่ที่มุ่งให้เกิดโอกาสในกระบวนการทางสารสนเทศ (ได้แก่ การผลิต การจัดเก็บ การเผยแพร่ การใช้ และการอนุรักษ์) ที่เท่าเทียม และทำให้เกิดการสร้างความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งหลายทั้งปวงประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เมื่อพิจารณาสารสนเทศทั้งในแง่ความคิด เนื้อหาและสื่อ ก็คือ สารสนเทศนั้นมีความเป็นโลกาภิวัตน์โดยพื้นฐาน เฉกเช่นเดียวกับอากาศ หรือน่านน้ำสาธารณะ ที่ทุกคนทั่วโลกสามารถเข้ามาใช้ได้ มนุษย์ทุกคนก็ควรสามารถเข้าถึงความจริง และความเป็นไปของโลก รวมไปถึงในกระบวนการต่าง ๆ ในวงจรสารสนเทศ ความจริง และความเป็นไปเหล่านั้นด้วย โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับรัฐใด สังคมใด วัฒนธรรมใด คนไทยต่างก็สามารถใช้ประโยชน์จากแบนด์วิธอินเตอร์เน็ต หรือสัญญาณดาวเทียมได้เท่าเทียมกับคนชาติอื่น ในขณะเดียวกันคนไทยก็สามารถกับการนำความรู้ทฤษฎี วิทยาศาสตร์ ที่คิดค้นจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้หรือต่อยอดได้ ในขณะเดียวกันคนต่างชาติก็มีสิทธิในการรับรู้เรื่องราวเกี่ยวองค์ความรู้ใน เมืองไทยได้เช่นเดียวกัน
2. สารสนเทศช่วยให้เกิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวมที่เป็นธรรม
จริง ๆ แล้ว วิวาทะที่สองนี้เป็นวิวาทะต่อเนื่องและเกื้อกูลกันเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ เมื่อมีการจัดการทรัพยากรสารสนเทศส่วนรวมได้อย่างเป็นธรรม ก็จะทำให้การจัดการทรัพยากรส่วนรวม (รวมถึงตัวเอง) เป็นไปเพื่อชุมชนมากขึ้น
หลักการที่สำคัญ คือ มุ่งเน้นไปที่ความเท่าเทียมกันในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรส่วนรวม โดยเฉพาะในรูปแบบของชุมชนและเปิดเสรี ซึ่งในที่นี้ชุมชนและสังคมจะต้องมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการตนเอง (self-governance) Elinor Ostrom (1990) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้อธิบายว่า ในบรรดาวิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้การกำกับดูแลกิจการตนเองมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะต้องมีการสร้างต้นทุนทางสังคมและความน่าเชื่อถือ ตลอดจนพัฒนาช่องทางการสื่อสาร และสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมทางสังคม (civic engagement) ซึ่งถือเป็นหน้าที่สำคัญของพลเมืองในมุมมองของนักประชาธิปไตย ดังที่ Benjamin Barber (1984, หน้า 219) ได้กล่าวไว้ว่า
"citizens are neighbors bound together neither by blood nor by contract but by their common concerns and common participation in the search for common solutions to common conflicts."
สังคมใด ๆ ก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาร่วมกัน ทุกภาคส่วนก็ต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข การจะทำให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมได้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสื่อสาร ในที่นี่สารสนเทศทั้งในแง่ความคิด เนื้อหาและสื่อจึงเปรียบได้กับพื้นที่สาธารณะในการแสดงออก ใครก็สามารถเข้าใช้ได้ ยิ่งรู้มาก มีความคิดมาก ก็จะมีความสามารถในการแยกแยะวิเคราะห์ได้ดีขึ้น ก็จะทำให้การเข้าไปมีส่วนร่วมมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น
ดังนั้นความเคลื่อนไหวในวิวาทะที่สองนี้จึงเป็นไปในรูปแบบของการปกป้องสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกและรับรู้ข่าวสาร ในขณะเดียวกันก็หาทางส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (exchange) และความร่วมมือ (collaboration) ระหว่างชุมชนให้มากขึ้น
ดังนั้นความเคลื่อนไหวในวิวาทะที่สองนี้จึงเป็นไปในรูปแบบของการปกป้องสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกและรับรู้ข่าวสาร ในขณะเดียวกันก็หาทางส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (exchange) และความร่วมมือ (collaboration) ระหว่างชุมชนให้มากขึ้น
ห้องสมุดส่วนรวม
แนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับงานห้องสมุดเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเป็น "ภายใน" ตัวเองอีกด้วย ดังที่ได้กล่าวมาแล้วรูปแบบ (pattern) การเกิดขึ้นและเป็นไปของห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศนั้นไม่ต่างจากการ จัดการทรัพยากรส่วนรวมประเภทอื่น ๆ ดังนั้นวิวาทะที่นำมาใช้ในการจัดการทรัพยากรส่วนรวมในงานห้องสมุดจึงเป็นไป ในทิศทางเดียวกันกับการจัดการสารสนเทศ อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอจำแนกแนวคิดตามอุปมาโวหาร (metaphor) ของห้องสมุด เพื่อทำให้ภาพของการวิเคราะห์นั้นชัดเจนยิ่งขึ้น โดยภาพรวมผู้เขียนจะเน้นไปที่ห้องสมุดในเชิงกายภาพ (physical library) มากกว่าห้องสมุดดิจิตอล (digital library)
1. ห้องสมุดในฐานะองค์กรสาธารณะ (public organization)
การปกครองและดูแลกันเองของสังคมนั้นเริ่มต้นที่การให้อำนาจการปกครองไว้กับผู้ ใดผู้หนึ่ง ในขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจที่ใช้นั้นทำให้เกิดช่องว่างทางสังคม คนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง ซึ่งภาพของเศรษฐกิจสังคมดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับการจัดการสารสนเทศด้วยเช่น กัน การสร้างห้องสมุดในสมัยก่อนนั้นก็มีเฉพาะในหมู่ชนชั้นนำทั้งในทางการเมือง และสังคม (ศาสนา) การเปิดห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดสาธารณะ (public library) ครั้งแรกของ Benjamin Franklin จึงถือเป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนและหลักสำคัญ (milestone) ขั้นหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตยในสังคมอเมริกา
ถึงแม้ความคิดในการสร้างห้องสมุดจะเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสของความเท่าเทียมกันในสังคม ระบบเศรษฐกิจก็ทำให้การสร้างห้องสมุดนั้นเป็นไปในลักษณะบนลงล่าง กล่าวคือ ชนชั้นปกครอง หรือชนชั้นสูงเป็นคนเปิดโอกาสให้ชนชั้นล่างได้เข้าใช้ (อย่างจำกัด) เฉกเช่นเดียวกันกับการจัดการทรัพยากรส่วนรวมอื่น ๆ รัฐมีบทบาทสำคัญในการสร้างและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นเวลาช้านาน เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน รวมไปถึงองค์กรที่จัดเก็บ รวบรวม และเผยแพร่ความรู้ อย่างเช่น หน่วยงานวิจัย โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ และห้องสมุด เป็นต้น หากการศึกษาในระบบ คือ การป้อนความรู้จากครูสู่นักเรียน ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ก็เป็นแหล่งของการเสพความรู้ทางเลือก
ในขณะที่ทรัพยากรส่วนรวมอื่น ๆ มีความเย้ายวน (appeal) และความเป็นไปได้ (potential) ในทางธุรกิจมากกว่า แม้แต่การศึกษาในระบบยังเป็นต้องตาต้องใจต่อกลไกตลาดมากกว่า ซึ่งทำให้เราเห็นสถาบันการศึกษาเอกชนเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ห้องสมุดโดด ๆ ก็ไม่เคยถูกจัดเข้าไปในสารบบของตลาดเลย คู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดก็คงจะเป็นร้านหนังสือ แต่ด้วยหลักการจัดการทรัพย์สินส่วนตัวก็ยังทำให้การเข้าถึงร้านหนังสือยัง เป็นระบบที่จำกัดนัยว่า คนรวยก็ยังคงมีสิทธิ์เป็นเจ้าของความรู้ได้มากกว่าคนจน
การปกครองและดูแลกันเองของสังคมนั้นเริ่มต้นที่การให้อำนาจการปกครองไว้กับผู้ ใดผู้หนึ่ง ในขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจที่ใช้นั้นทำให้เกิดช่องว่างทางสังคม คนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง ซึ่งภาพของเศรษฐกิจสังคมดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับการจัดการสารสนเทศด้วยเช่น กัน การสร้างห้องสมุดในสมัยก่อนนั้นก็มีเฉพาะในหมู่ชนชั้นนำทั้งในทางการเมือง และสังคม (ศาสนา) การเปิดห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดสาธารณะ (public library) ครั้งแรกของ Benjamin Franklin จึงถือเป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนและหลักสำคัญ (milestone) ขั้นหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตยในสังคมอเมริกา
ถึงแม้ความคิดในการสร้างห้องสมุดจะเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสของความเท่าเทียมกันในสังคม ระบบเศรษฐกิจก็ทำให้การสร้างห้องสมุดนั้นเป็นไปในลักษณะบนลงล่าง กล่าวคือ ชนชั้นปกครอง หรือชนชั้นสูงเป็นคนเปิดโอกาสให้ชนชั้นล่างได้เข้าใช้ (อย่างจำกัด) เฉกเช่นเดียวกันกับการจัดการทรัพยากรส่วนรวมอื่น ๆ รัฐมีบทบาทสำคัญในการสร้างและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นเวลาช้านาน เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน รวมไปถึงองค์กรที่จัดเก็บ รวบรวม และเผยแพร่ความรู้ อย่างเช่น หน่วยงานวิจัย โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ และห้องสมุด เป็นต้น หากการศึกษาในระบบ คือ การป้อนความรู้จากครูสู่นักเรียน ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ก็เป็นแหล่งของการเสพความรู้ทางเลือก
ในขณะที่ทรัพยากรส่วนรวมอื่น ๆ มีความเย้ายวน (appeal) และความเป็นไปได้ (potential) ในทางธุรกิจมากกว่า แม้แต่การศึกษาในระบบยังเป็นต้องตาต้องใจต่อกลไกตลาดมากกว่า ซึ่งทำให้เราเห็นสถาบันการศึกษาเอกชนเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ห้องสมุดโดด ๆ ก็ไม่เคยถูกจัดเข้าไปในสารบบของตลาดเลย คู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดก็คงจะเป็นร้านหนังสือ แต่ด้วยหลักการจัดการทรัพย์สินส่วนตัวก็ยังทำให้การเข้าถึงร้านหนังสือยัง เป็นระบบที่จำกัดนัยว่า คนรวยก็ยังคงมีสิทธิ์เป็นเจ้าของความรู้ได้มากกว่าคนจน
ไม่นับห้องสมุดที่พ่วงเข้าไปในสถาบันการศึกษาในระบบ เนื่องห้องสมุดถูกลดบทบาทลงเป็นหน่วยงานย่อย หน้าที่ที่สำคัญนั้นเน้นสนับสนุนหน่วยงานแม่ มากกว่าการทำหน้าที่เผยแพร่องค์ความรู้โดยรวม (ด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงห้องสมุดเฉพาะ (special library) เนื่องจากตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม)
ในต่างประเทศ การจัดการห้องสมุดสาธารณะ (independent public library) นั้นเกิดขึ้นและดำเนินงานด้วยหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไร เช่น มูลนิธิ องค์กรสาธารณกุศล จึงทำให้ห้องสมุดจำนวนมากมีลักษณะเป็นหน่วยงานอิสระ หากแต่ในประเทศไทย การจัดการห้องสมุดประชาชนยังตกอยู่ภายใต้กลไกของรัฐ แถมห้องสมุดหลายแห่งยังเป็นหน่วยงานในระดับรอง เช่น อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) การจัดงบประมาณก็เป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ ที่เป็นไปในลักษณะป้อนให้ (feed) มากกว่ากระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน และถูกผูกเข้าไปในระบบเศรษฐกิจของรัฐ ทำให้ห้องสมุดไม่สามารถให้บริการสารสนเทศได้ตามที่ชุมชนต้องการได้อย่างแท้ จริง
ในระยะหลัง ๆ แนวคิดของการแปลงองค์กรของรัฐให้เป็นอิสระด้วยการผลักดันให้ออกนอกระบบ ราชการก็เข้ามาครอบคลุมองค์กรที่ให้เผยแพร่ความรู้ด้วยเช่นกัน ในที่นี้ก็คือสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งยังมีกระแสของการต่อต้านทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน ตลอดจนความหวาดกลัวว่าจะถูกครอบงำโดยกลุ่มบุคคลใด กลุ่มบุคคลหนึ่ง
ในขณะเดียวกันแนวคิดของบริหารจัดการความรู้และสารสนเทศโดยชุมชนและเปิดเสรีก็ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ค่อย ๆ ถูกเลือนหายไปกับกระแสของผู้มีอำนาจกับตลาด จนล่าสุดต่างประเทศสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) หรือสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ก็ประกาศตัวเองที่จะนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ ในขณะเดียวกันบ้านไทยเราก็คงจะเป็นแนวคิดของมหาวิทยาลัยเปิด อย่างเช่น ม.ธรรมศาสตร์และการเมือง (อ่านเพิ่มเติม ชิตพงษ์ กิตตินราธร, 2552) มสธ. รามคำแหง หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ในขณะเดียวกันแนวคิดของบริหารจัดการความรู้และสารสนเทศโดยชุมชนและเปิดเสรีก็ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ค่อย ๆ ถูกเลือนหายไปกับกระแสของผู้มีอำนาจกับตลาด จนล่าสุดต่างประเทศสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) หรือสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ก็ประกาศตัวเองที่จะนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ ในขณะเดียวกันบ้านไทยเราก็คงจะเป็นแนวคิดของมหาวิทยาลัยเปิด อย่างเช่น ม.ธรรมศาสตร์และการเมือง (อ่านเพิ่มเติม ชิตพงษ์ กิตตินราธร, 2552) มสธ. รามคำแหง หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่วนในทางห้องสมุด เราก็เริ่มเห็นห้องสมุดที่บริหารจัดการโดยองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น จริง ๆ ก็มีความพยายามในการผลักดันก่อนหน้านี้ แต่ด้วยในช่วงของการทดลองหรือข้อจำกัดทางเศรษฐกิจก็ไม่ทราบ เลยทำให้ออกมาได้แค่ในรูปของที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน หลักการที่ผู้เขียนของใช้คำว่า "ห้องสมุดชุมชน" ก็คือ บริหารจัดการด้วยชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกในชุมชนได้อย่างเท่า เทียมกัน มีการวางแผนกลยุทธ์ที่เน้นไปที่ชุมชนเป็นหลัก
ในขณะที่แนวคิดของห้องสมุดเสรี ใครใคร่เก็บเก็บ ใครใคร่ใช้ใช้ ใครใคร่จัดจัด ยังไม่เกิดขึ้นในรูปของห้องสมุดเชิงกายภาพ ทั้งนี้อาจจะเป็นการยากที่จะบริหารให้เกิดประสิทธิภาพ (เช่น การจัดเก็บที่ไม่เป็นระเบียบ การค้นหา) แต่ก็ดูเหมือนว่ามีปัจจัยสองประการที่จะทำให้การบริหารในระบบเสรีนั้นเป็นไป ได้ ประการแรกคือ เทคโนโลยี บทบาทของเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด จะบอกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีก็ไม่เชิงเสียทีเดียว แต่กระนั้นเทคโนโลยีสามารถที่จะทำให้แบบจำลองต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นได้ เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยในการจัดการสารสนเทศเหล่านี้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจัยที่สองนั้นเริ่มมาจากการที่แนวคิดในการ จัดการทรัพยากรส่วนรวมไม่ได้เน้นไปที่การสร้างหรือการก่อให้เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำให้เกิดความยั่งยืน (sustainable) ด้วย ดังนั้นการจัดการบริหารห้องสมุดในระบบใด ๆ ก็ตามก็จะต้องมีกลไกในการทำให้องค์กรดำเนินไปได้ โดยเฉพาะในเชิงการเงิน แบบจำลองที่นำมาใช้ก็มีหลายแบบ เช่น การใช้เงินภาษี การหาเงินทุนจากแหล่งภายนอก การเก็บเงินด้วยจากผู้ใช้โดยตรง ไม่ว่าจะด้วยจากระบบสมาชิก (ถ้าในสถาบันอุดมศึกษาก็อยู่ในรูปของ ค่าบำรุงรักษาห้องสมุด) หรือการเข้าใช้รายครั้ง เป็นต้น วิธีการเหล่านี้ต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่งดูเหมือนว่าในบริบทของห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศยังไม่เคยมีการประเมิน อย่างเป็นจริงเป็นจัง ว่าแบบใดเกิดผลดี ผลเสียอย่างไร
จะเห็นได้ว่า การวิเคราะห์ห้องสมุดในฐานะองค์กรสาธารณะนั้นต้องอาศัยความเข้าใจในระดับมหภาค ในขณะที่แนวคิดอื่นต่อจากนี้จะเริ่มเป็นการนำความเข้าใจในเชิงจุลภาคเข้าไป ใช้ในการจัดการ "ภายใน" ห้องสมุด
2. ห้องสมุดในฐานะคอลเลกชั่นร่วมกัน (shared collection)
ห้องสมุดเป็นที่จัดเก็บทรัพยากรสารสนเทศจำนวนมาก ซึ่งโดยรวมแล้วเรียกว่า คอลเลกชั่น (collection) แน่นอนว่าคอลเลกชั่นเหล่านี้ก็คือ สารสนเทศซึ่งก็ถือว่าเป็นทรัพยากรส่วนรวมเช่นกัน ดังนั้นโดยหลักการ ในการจัดการคอลเลกชั่น ห้องสมุดก็ทำหน้าที่เหมือนกับตัวกลางในการจัดการทรัพยากรเหล่านี้ (เฉกเช่นเดียวกันกับรัฐจัดการหน่วยงานห้องสมุด) แต่ในบางแห่งการจัดการของห้องสมุดก็เลยเส้นแบ่งของความเป็นตัวกลาง ไปสู่ผู้ควบคุมและุคุ้มครอง และในที่สุดก็คิดว่าตนเป็นเจ้าของ ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่เป็นอันตรายมาก
ในทางทฤษฎีการจัดการคอลเลกชั่นของห้องสมุดก็จะต้องใช้แนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวมเข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหา (acquisition) ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และมีจำนวนเพียงพอ เพื่อให้สารสนเทศที่จัดหามาเกิดประโยชน์สูงสุด ห้องสมุดไม่ควรจะตกเป็นเครื่องมือกลุ่มบุคคลใด ๆ แม้แต่ทางราชการเอง ถึงแม้ห้องสมุดควรจะเป็นตัวเชื่อมต่อไปยังข้อมูลภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันห้องสมุดก็ควรจะจัดหาข้อมูลทางเลือกให้กับผู้ใช้ด้วย ในยุค 1960s ที่อุตสาหกรรมสารสนเทศในอเมริกาเริ่มเติบโต เหล่าบรรดาบริษัท ห้างร้านก็เริ่มวิพากษ์ว่าโครงการและหน่วยงานเกี่ยวกับการพิมพ์ของรัฐว่า ทำให้เกิดการผูกขาดของการผลิตสารสนเทศจากภาครัฐ และทำให้เกิดสารสนเทศทางเดียว จนทำให้รัฐต้องเริ่มกระจายการผลิตสารสนเทศออกไป (ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่าเกิดขึ้นจากสองปัจจัย หนึ่ง คือ ความรู้ความสามารถ สอง คือ ระบบเศรษฐกิจโดยรวม) ดังนั้นโดยเป้าหมาย การจัดหาทรัพยากรห้องสมุดจึงควรจะเน้นไปที่ความหลากหลาย และครอบคลุมความรู้ สารสนเทศให้มากที่สุด โดยหนึ่งในหนทางที่จะทำให้เกิดการครอบคลุม ก็คือ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน (resource sharing) ผ่านความร่วมมือและเครือข่ายสารสนเทศ
ในขณะเดียวกัน ในด้านการลงรายการ (cataloguing) และการจัดหมวดหมู่ (classification) ห้องสมุดควรจะเลือกหรือพัฒนาระบบให้รองรับและครอบคลุมสารสนเทศทุกประเภท ทุกรูปแบบ และเปิดโอกาสชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของสารสนเทศ (metadata) ได้เท่าเทียมกัน กรณีที่เป็นปัญหาล่าสุด เมื่อ Online Computer Library Center (OCLC) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา (ผลิตภัณฑ์ที่หลายคนน่าจะรู้จักก็คือ Worldcat หรือ First Search ในสมัยก่อน) ได้ออกนโยบายเกี่ยวกับการใช้และถ่ายโอนข้อมูล ซึ่งกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในปัจจุบันว่าอาจจะเป็นการจำกัดการเข้าถึงสารสนเทศ
ในทางทฤษฎีการจัดการคอลเลกชั่นของห้องสมุดก็จะต้องใช้แนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวมเข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหา (acquisition) ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และมีจำนวนเพียงพอ เพื่อให้สารสนเทศที่จัดหามาเกิดประโยชน์สูงสุด ห้องสมุดไม่ควรจะตกเป็นเครื่องมือกลุ่มบุคคลใด ๆ แม้แต่ทางราชการเอง ถึงแม้ห้องสมุดควรจะเป็นตัวเชื่อมต่อไปยังข้อมูลภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันห้องสมุดก็ควรจะจัดหาข้อมูลทางเลือกให้กับผู้ใช้ด้วย ในยุค 1960s ที่อุตสาหกรรมสารสนเทศในอเมริกาเริ่มเติบโต เหล่าบรรดาบริษัท ห้างร้านก็เริ่มวิพากษ์ว่าโครงการและหน่วยงานเกี่ยวกับการพิมพ์ของรัฐว่า ทำให้เกิดการผูกขาดของการผลิตสารสนเทศจากภาครัฐ และทำให้เกิดสารสนเทศทางเดียว จนทำให้รัฐต้องเริ่มกระจายการผลิตสารสนเทศออกไป (ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่าเกิดขึ้นจากสองปัจจัย หนึ่ง คือ ความรู้ความสามารถ สอง คือ ระบบเศรษฐกิจโดยรวม) ดังนั้นโดยเป้าหมาย การจัดหาทรัพยากรห้องสมุดจึงควรจะเน้นไปที่ความหลากหลาย และครอบคลุมความรู้ สารสนเทศให้มากที่สุด โดยหนึ่งในหนทางที่จะทำให้เกิดการครอบคลุม ก็คือ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน (resource sharing) ผ่านความร่วมมือและเครือข่ายสารสนเทศ
ในขณะเดียวกัน ในด้านการลงรายการ (cataloguing) และการจัดหมวดหมู่ (classification) ห้องสมุดควรจะเลือกหรือพัฒนาระบบให้รองรับและครอบคลุมสารสนเทศทุกประเภท ทุกรูปแบบ และเปิดโอกาสชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของสารสนเทศ (metadata) ได้เท่าเทียมกัน กรณีที่เป็นปัญหาล่าสุด เมื่อ Online Computer Library Center (OCLC) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา (ผลิตภัณฑ์ที่หลายคนน่าจะรู้จักก็คือ Worldcat หรือ First Search ในสมัยก่อน) ได้ออกนโยบายเกี่ยวกับการใช้และถ่ายโอนข้อมูล ซึ่งกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในปัจจุบันว่าอาจจะเป็นการจำกัดการเข้าถึงสารสนเทศ
นอกจากนี้ในเชิงการเข้าถึงทรัพยากร เราสามารถพิจารณาในเชิงการจัดชั้นด้วย ในระบบชุมชนหรือเสรี การจัดชั้นควรเปิดโอกาสให้ผู้ใช้มีโอกาสได้เข้าไปเลือกได้อย่างเสรี หรือที่บรรณารักษ์ทั่วไปรู้จักกันในนามชั้นเปิด (open stack) สมัยก่อนผู้ใช้ไม่มีสิทธิเข้าไปหาหนังสือเองตามชั้น หลังจากนั้นเริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่า การค้นพบหนังสือโดยบังเอิญ (serendipitous) จากการ browse ชั้นหนังสือเอง มีโอกาสที่ผู้ใช้จะพบข้อมูลที่ต้องการ และพึงพอใจกับสารสนเทศที่หามาได้มากกว่า การใช้ระบบชั้นปิดที่ผู้ใช้ต้องหาจากระบบค้นหาทรัพยากรจากระบบเท่านั้น (ไม่ว่าจะเป็นบัตรรายการหรือระบบคอมพิวเตอร์) ก็ตาม เจ้าหน้าที่ (หรือหุ่นยนต์) จะเป็นผู้ไปหยิบหนังสือหรือทรัพยากรสารสนเทศที่ต้องการมาให้ อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ระบบชั้นปิดก็ยังพบเห็นได้ทั่วไป แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้เหตุผลส่วนใหญ่ก็เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรหรือขาดพื้นที่ในการให้ บริการ
3. ห้องสมุดในฐานะบริการสาธารณะ (public service)
อย่างที่ทราบกันดีว่า การบริการคืองานหน้าด่านของห้องสมุด เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องพูดถึงความสำคัญในเชิงเสรีภาพ แต่เมื่อเฉพาะเจาะจงในแต่ละงาน ก็อาจได้รายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน เริ่มต้นที่บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า ซึ่งเป็นบริการช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศ อันเป้าหมายสำคัญของการจัดการทรัพยากรส่วนรวม การให้บริการก็ควรเป็นไปให้เกิดความเท่าเทียมกัน ซึ่งในที่นี้ทรัพยากรที่ต้องจัดการคือ เจ้าหน้าที่ การจัดคนเข้าปฏิบัติงานก็จะต้องรู้ว่าใครมีความเชี่ยวชาญเรื่องอะไร แล้วต้องใช้จำนวนคนเท่าใดจึงจะรองรับปริมาณคำถามที่เข้ามายังห้องสมุด
นอกจากนี้สำหรับการบริการยืมคืน การจัดการหลัก ๆ นั้นอยู่ที่การกำหนดนโยบายยืมคืนทรัพยากร หนังสือและทรัพยากรสารสนเทศในรูปกายภาพโดยมาก ไม่สามารถเข้าถึงได้พร้อมกัน ที่ห้องสมุดจะต้องกำหนดว่าใครสามารถยืมทรัพยากรได้นานเท่าไหร่ ยืมได้ครั้งละกี่เล่ม ในขณะเดียวกันก็มีกลไกในการบังคับใช้ ซึ่งโดยปรกติจะใช้ในลักษณะค่าปรับ
อย่างไรก็ตาม ในสังคมประชาธิปไตยที่สารสนเทศมีบทบาทในการมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใสอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ แต่ประชาชนต้องรู้จักใช้สารสนเทศให้เป็นด้วย ในที่นี่หมายถึงการแยกแยะ วิเคราะห์ และสังเคราะห์สารสนเทศ อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการรู้สารสนเทศ ดังนั้นห้องสมุดควรมีหน้าที่ในการเพิ่มพลังให้กับชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม ประชาชนควรมีความสามารถในการแยกแยะความจริงกับความเท็จ ข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น ข่าวลือกับเรื่องจริง เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มพลังให้กับผู้ใช้ดังกล่าวจึงผ่านบริการสอนการรู้สารสนเทศ (information literacy instruction)
นอกจากจะทำให้ผู้ใช้รู้จักเข้าถึง รู้จักเข้าใจแล้ว ห้องสมุดยังมีหน้าที่ส่งเสริมให้ผู้ใช้มีทักษะในการผลิตและสร้างสรรค์ด้วย ห้องสมุดต้องเป็นผู้นำในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สารสนเทศ โดยเฉพาะในสังคมที่ยังอาศัยกลไกของรัฐและตลาดในการผลิตและเผยแพร่สารสนเทศ อยู่มาก ถ้าประชาชนมีความรู้ ความสามารถและทักษะมากขึ้น สารสนเทศที่ถูกสร้างขึ้นเป็นสิ่งที่ชุมชนรู้และต้องการอย่างแท้จริง กลไกของรัฐหรือการผูกขาดโดยเอกชนก็อาจไม่มีอำนาจมากเกินไป
4. ห้องสมุดในฐานะพื้นที่ของพลเมือง (civic forum)
นับตั้งแต่วินาทีที่ Benjamin Franklin ได้เปิดต้อนรับสาธารณะให้สามารถเข้าใช้ห้องสมุดได้ ห้องสมุดประหนึ่งกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ปลดปล่อยพันธนการทางสิทธิ เสรีภาพในการเข้าถึงความรู้และสารสนเทศไปสู่สาธารณชน นอกจากนี้ห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศประเภทอื่น ๆ ยังเป็นสถานที่ปลอดความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาด้วย (ถึงแม้จะด้วยความจำกัด) นั่นหมายความว่า ห้องสมุดนั้นเป็นตัวแทนของสิทธิและเสรีภาพ
บทบาทหลักของห้องสมุดในสมัยก่อน คือ การรวบรวม จัดเก็บ และให้บริการเป็นหลัก แต่เมื่อมีความพยายามเปลี่ยนแนวคิดมาสู่ระบบชุมชนและระบบเสรี ห้องสมุดก็จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและเผยแพร่มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่นำไปปรับใช้ตามห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบัน ที่เน้นไปที่ส่งเสริมให้เกิดการสร้างความรู้ต่อ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีส่วนในการส่งเสริมความร่วมมือ (collaboration) ของคนในสังคม ชุมชน และลดผลกระทบที่มาจากการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ผลักดันมาจากกลุ่มคนที่ แสวงหาผลกำไร ดังนั้นในหลายที่จึงส่งเสริมให้ห้องสมุดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นที่ถกเถียงปัญหาสาธารณะ และแหล่งข้อมูลสำหรับชุมชน เช่น ข้อมูลสำหรับการเลือกตั้ง เป็นต้น
นอกจากนี้ในฐานะที่อินเตอร์เน็ตก็ เป็นพื้นที่สาธารณะอีกช่องทางหนึ่งของสังคม ดังนั้นในแนวความคิดเสรี ห้องสมุดจึงให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่ผู้ใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ประหนึ่งเดียวกันกับการให้บริการหนังสือ และสื่อประเภทอื่น ๆ
การนำแนวคิดโอเพนซอร์สมาประยุกต์ใช้ให้ห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็นซอฟท์แวร์ หรือแนวความคิดห้องสมุด 2.0 เช่น วิกิพีเดีย บล๊อก เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม (social networking sites) เป็นต้น จึงมีความสำคัญต่อการปรับตัวของห้องสมุดให้เข้ากับแนวคิดเสรี เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ใช้บริการให้การแสดงความคิดเห็นได้อย่าง เสรี การใช้และเผยแพร่ซอฟท์แวร์โอเพนซอร์สก็จะทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญ ของเสรีภาพในการใช้งาน นอกจากนี้การส่งเสริมให้อนุสัญญา (license) แบบเปิดเช่น ครีเอทีฟ คอมมอนส์ ก็จะส่งเสริมให้เกิดการผลิต และสร้างสรรค์ที่ไม่ทำให้สารสนเทศตกไปอยู่ในอำนาจของใครคนใดคนหนึ่งอย่างไม่ เป็นธรรม
แม้กระทั่งในเชิงวิชาการ ห้องสมุดวิจัย (research libraries) ที่มีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาและความก้าวหน้าของศาสตร์และวิทยาการสาขาต่าง ๆ ทั้งในเชิงการสอนและการวิจัย ในแนวคิดเสรี นอกเหนือจากจะต้องส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการด้วย ห้องสมุดยังต้องสนับสนุนให้เกิดการผลิตและการใช้งานอย่างเท่าเทียมกันด้วย จึงเป็นที่มาของแนวคิดของวารสาร open access ซึ่งผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อเข้าถึง อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีการพิจารณาถึงแบบจำลองที่ดีที่สุดในการบริหาร จัดการ ซึ่งโดยมากดูเหมือนว่าค่าใช้จ่ายจะตกไปอยู่ที่ผู้ผลิต (ผู้เขียน) แทน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการพัฒนา digital repository ทั้งที่อยู่ในรูปของพื้นที่ส่วนรวม หรืออิงกับสถาบัน (institutioinal repository) ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ให้เป็นการเริ่มวงจรการผลิตที่เปิดเสรีให้กับผู้ใช้ มากขึ้น
แม้กระทั่งในเชิงวิชาการ ห้องสมุดวิจัย (research libraries) ที่มีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาและความก้าวหน้าของศาสตร์และวิทยาการสาขาต่าง ๆ ทั้งในเชิงการสอนและการวิจัย ในแนวคิดเสรี นอกเหนือจากจะต้องส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการด้วย ห้องสมุดยังต้องสนับสนุนให้เกิดการผลิตและการใช้งานอย่างเท่าเทียมกันด้วย จึงเป็นที่มาของแนวคิดของวารสาร open access ซึ่งผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อเข้าถึง อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีการพิจารณาถึงแบบจำลองที่ดีที่สุดในการบริหาร จัดการ ซึ่งโดยมากดูเหมือนว่าค่าใช้จ่ายจะตกไปอยู่ที่ผู้ผลิต (ผู้เขียน) แทน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการพัฒนา digital repository ทั้งที่อยู่ในรูปของพื้นที่ส่วนรวม หรืออิงกับสถาบัน (institutioinal repository) ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ให้เป็นการเริ่มวงจรการผลิตที่เปิดเสรีให้กับผู้ใช้ มากขึ้น
5. ห้องสมุดในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม (cultural heritage)
หลายคนคงเคยได้ยินบทวิพากษ์ของนักประวัติศาสตร์ไทยอยู่เสมอ ๆ ว่าประวัติศาสตร์ของชาติไทย เป็นประวัติศาสตร์ของชนชั้นนำ เราไม่เคยรู้ว่าประวัติศาสตร์ของตาสี ยายสาในเมืองไทยเป็นเช่นไรอย่างแท้จริง ทั้งนี้เป็นเพราะการเก็บรักษาความรู้ ข้อมูล สารสนเทศ และข้อเท็จจริงในบ้านเราเริ่มต้นและจำกัดอยู่เฉพาะชนชั้นนำ
ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของวันพรุ่งนี้ หากการจัดเก็บ รวบรวมสารสนเทศไม่สามารถครอบคลุมคนทุกชนชั้น ทุกหมู่เหล่าได้ ประวัติศาสตร์ของสังคมก็จะเป็นประวัติของคนเฉพาะกลุ่มเช่นกัน ดังนั้นห้องสมุดควรสนับสนุนความแตกต่างหลากหลาย (diversity) ของทรัพยากร ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมาก ไม่ได้การันตีว่าข้อมูลที่ได้นั้นมีความหลากหลายและเป็นตัวแทนของคนทุกชน ชั้น ทุกหมู่เหล่าได้
ในขณะเดียวกันห้องสมุดก็ต้องหาวิธีการในการอนุรักษ์และรักษาสภาพสารสนเทศให้คง อยู่ต่อไปได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด เพื่อให้คนรุ่นหลังหรือคนที่จะใช้ต่อได้มีเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้เท่า เทียมกัน ซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่ห้องสมุดและหอจดหมายเหตุได้ทำมาอย่างต่อเนื่องอยู่ แล้ว
ความท้าทายในการบริบทของห้องสมุด
1. ความยั่งยืน (sustainability)
ไม่ว่าจะใช้ระบบใดในการจัดการสารสนเทศและห้องสมุดในฐานะทรัพยากรส่วนรวม ต่างก็อยู่ที่การทำให้ดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน แบบจำลองของการสนับสนุนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในประเทศไทย (ที่รัฐเป็นผู้ป้อนให้แต่เพียงฝ่ายเดียว) ทำให้การพัฒนาห้องสมุดเกิดความเฉื่อยชา และในที่สุดก็ไม่มีการใช้งาน ไร้คุณค่า ดังนั้นทางออกทางหนึ่งของการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา อาจได้แก่ การกระตุ้นจากภาครัฐ หรือการกระตุ้นจากแหล่งทุนภายนอก ซึ่งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานสถาบันบริการสารสนเทศ ก็ควรจะต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้อยู่ในรูปของโครงการ (project/program) มากขึ้น เพิ่มทักษะในการหารายได้จากแหล่งทุนภายนอก หรือแม้แต่ส่งเสริมธุรกรรมบางอย่าง ที่เอื้อประโยชน์ทั้งในเชิงการเงินและการใช้ห้องสมุด เช่น ร้านหนังสือ ร้านกาแฟ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาโดยหลักการ โดยเฉพาะเมื่อเคลื่อนเข้าสู่ระบบแบบชุมชนและเสรีเต็มรูป มีการคาดการณ์ว่าจะทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่เลี้ยงตนเองได้ ห้องสมุดก็ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อจัดหาทรัพยากรสารสนเทศและเทคโนโลยีอีกต่อไป ซึ่งเป็นการลดต้นทุนขั้นหนึ่ง
2. ตอบสนองความสนใจที่แตกต่าง
ในวงจรสารสนเทศ มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก การปรับเปลี่ยนแนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวม โดยเฉพาะไปสู่ระบบชุมชนและระบบเสรี อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงผลเสียและผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น การจัดการเรื่อง open access ก็อาจทำให้ห้องสมุดเกิดข้อขัดแย้งกับสำนักพิมพ์ ในขณะเดียวกันการเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตและสร้างสรรค์ ห้องสมุดก็จะต้องเข้าไปประสานงานกับนักวิจัยและคณาจารย์เพื่อพัฒนาเข้าไป เป็นเนื้อหาทางวิชาการ ซึ่งการจะทำให้เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่ายนั้นต้องใช้ความพยายามและทักษะในการ ต่อรอง ซึ่งในต่างประเทศ ทักษะในการต่อรองมีความสำคัญมากในระบบตลาด โดยเฉพาะการต่อรองอนุสัญญาของการเข้าถึงสารสนเทศ เช่น ฐานข้อมูล เป็นต้น
นอกจากนี้การเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบชุมชนและเสรี ทำให้ขอบเขตของการให้บริการของห้องสมุดขยายออกไป และบางครั้งก็ไปทับซ้อนกับการทำงานของหน่วยงานอื่น จะเห็นได้ว่าแนวคิด information commons ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานดั้งเดิม เช่น ศูนย์คอมพิวเตอร์ หน่วยงานด้านสื่อการเรียนการสอน หรือแม้กระทั่งศูนย์ส่งเสริมการเขียน (writing center) บรรณารักษ์ก็เพิ่มขีดความสามารถในการตอบคำถามเชิงเทคนิคได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถเข้าไปสอนในเรื่องของการผลิตและสร้างสรรค์ สารสนเทศได้ด้วย ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการตกลงร่วมกันและสร้างความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างหน่วย งานอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามวงจรสารสนเทศ มักจะเป็นไปตามเชิงบทบาทและความสามารถ (capacity) เช่น ผู้ผลิต ผู้เผยแพร่ ผู้เก็บรักษา หรือผู้ใช้ ทั้งที่จริงแล้วบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง ๆ อาจมีได้มากกว่าหนึ่งบทบาท เช่น นักวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ผลิต และเป็นผู้ใช้ในเวลาเดียวกัน ในขณะที่ห้องสมุด ก็เป็นผู้รวบรวมและผู้เก็บรักษา สำนักพิมพ์บางรายก็เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้เผยแพร่ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ทุกบทบาทสามารถใช้ประโยชน์จากสารสนเทศได้เท่าเทียมกัน
หลายคนคงเคยได้ยินบทวิพากษ์ของนักประวัติศาสตร์ไทยอยู่เสมอ ๆ ว่าประวัติศาสตร์ของชาติไทย เป็นประวัติศาสตร์ของชนชั้นนำ เราไม่เคยรู้ว่าประวัติศาสตร์ของตาสี ยายสาในเมืองไทยเป็นเช่นไรอย่างแท้จริง ทั้งนี้เป็นเพราะการเก็บรักษาความรู้ ข้อมูล สารสนเทศ และข้อเท็จจริงในบ้านเราเริ่มต้นและจำกัดอยู่เฉพาะชนชั้นนำ
ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของวันพรุ่งนี้ หากการจัดเก็บ รวบรวมสารสนเทศไม่สามารถครอบคลุมคนทุกชนชั้น ทุกหมู่เหล่าได้ ประวัติศาสตร์ของสังคมก็จะเป็นประวัติของคนเฉพาะกลุ่มเช่นกัน ดังนั้นห้องสมุดควรสนับสนุนความแตกต่างหลากหลาย (diversity) ของทรัพยากร ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมาก ไม่ได้การันตีว่าข้อมูลที่ได้นั้นมีความหลากหลายและเป็นตัวแทนของคนทุกชน ชั้น ทุกหมู่เหล่าได้
ในขณะเดียวกันห้องสมุดก็ต้องหาวิธีการในการอนุรักษ์และรักษาสภาพสารสนเทศให้คง อยู่ต่อไปได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด เพื่อให้คนรุ่นหลังหรือคนที่จะใช้ต่อได้มีเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้เท่า เทียมกัน ซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่ห้องสมุดและหอจดหมายเหตุได้ทำมาอย่างต่อเนื่องอยู่ แล้ว
1. ความยั่งยืน (sustainability)
ไม่ว่าจะใช้ระบบใดในการจัดการสารสนเทศและห้องสมุดในฐานะทรัพยากรส่วนรวม ต่างก็อยู่ที่การทำให้ดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน แบบจำลองของการสนับสนุนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในประเทศไทย (ที่รัฐเป็นผู้ป้อนให้แต่เพียงฝ่ายเดียว) ทำให้การพัฒนาห้องสมุดเกิดความเฉื่อยชา และในที่สุดก็ไม่มีการใช้งาน ไร้คุณค่า ดังนั้นทางออกทางหนึ่งของการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา อาจได้แก่ การกระตุ้นจากภาครัฐ หรือการกระตุ้นจากแหล่งทุนภายนอก ซึ่งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานสถาบันบริการสารสนเทศ ก็ควรจะต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้อยู่ในรูปของโครงการ (project/program) มากขึ้น เพิ่มทักษะในการหารายได้จากแหล่งทุนภายนอก หรือแม้แต่ส่งเสริมธุรกรรมบางอย่าง ที่เอื้อประโยชน์ทั้งในเชิงการเงินและการใช้ห้องสมุด เช่น ร้านหนังสือ ร้านกาแฟ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาโดยหลักการ โดยเฉพาะเมื่อเคลื่อนเข้าสู่ระบบแบบชุมชนและเสรีเต็มรูป มีการคาดการณ์ว่าจะทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่เลี้ยงตนเองได้ ห้องสมุดก็ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อจัดหาทรัพยากรสารสนเทศและเทคโนโลยีอีกต่อไป ซึ่งเป็นการลดต้นทุนขั้นหนึ่ง
2. ตอบสนองความสนใจที่แตกต่าง
ในวงจรสารสนเทศ มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก การปรับเปลี่ยนแนวคิดการจัดการทรัพยากรส่วนรวม โดยเฉพาะไปสู่ระบบชุมชนและระบบเสรี อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงผลเสียและผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น การจัดการเรื่อง open access ก็อาจทำให้ห้องสมุดเกิดข้อขัดแย้งกับสำนักพิมพ์ ในขณะเดียวกันการเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตและสร้างสรรค์ ห้องสมุดก็จะต้องเข้าไปประสานงานกับนักวิจัยและคณาจารย์เพื่อพัฒนาเข้าไป เป็นเนื้อหาทางวิชาการ ซึ่งการจะทำให้เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่ายนั้นต้องใช้ความพยายามและทักษะในการ ต่อรอง ซึ่งในต่างประเทศ ทักษะในการต่อรองมีความสำคัญมากในระบบตลาด โดยเฉพาะการต่อรองอนุสัญญาของการเข้าถึงสารสนเทศ เช่น ฐานข้อมูล เป็นต้น
นอกจากนี้การเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบชุมชนและเสรี ทำให้ขอบเขตของการให้บริการของห้องสมุดขยายออกไป และบางครั้งก็ไปทับซ้อนกับการทำงานของหน่วยงานอื่น จะเห็นได้ว่าแนวคิด information commons ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานดั้งเดิม เช่น ศูนย์คอมพิวเตอร์ หน่วยงานด้านสื่อการเรียนการสอน หรือแม้กระทั่งศูนย์ส่งเสริมการเขียน (writing center) บรรณารักษ์ก็เพิ่มขีดความสามารถในการตอบคำถามเชิงเทคนิคได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถเข้าไปสอนในเรื่องของการผลิตและสร้างสรรค์ สารสนเทศได้ด้วย ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการตกลงร่วมกันและสร้างความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างหน่วย งานอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามวงจรสารสนเทศ มักจะเป็นไปตามเชิงบทบาทและความสามารถ (capacity) เช่น ผู้ผลิต ผู้เผยแพร่ ผู้เก็บรักษา หรือผู้ใช้ ทั้งที่จริงแล้วบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง ๆ อาจมีได้มากกว่าหนึ่งบทบาท เช่น นักวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ผลิต และเป็นผู้ใช้ในเวลาเดียวกัน ในขณะที่ห้องสมุด ก็เป็นผู้รวบรวมและผู้เก็บรักษา สำนักพิมพ์บางรายก็เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้เผยแพร่ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ทุกบทบาทสามารถใช้ประโยชน์จากสารสนเทศได้เท่าเทียมกัน
3. เปิดได้ (แต่ไม่เสรี?)
ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจและทรัพยากรก็ไม่อาจทำให้ห้องสมุดกายภาพตอบสนองทุก ความต้องการได้ ในขณะเดียวกันภายใต้กฏ ระเบียบ ขนมธรรมเนียม จริยธรรม และศีลธรรมของบางสังคม ก็ทำให้ห้องสมุดต้องจำกัดการเข้าถึงสารสนเทศบางประเภทด้วยตนเอง (self-censorship)
ตราบใดที่ห้องสมุดยังอยู่ภายใต้ระบบรัฐและตลาด ตราบนั้นการแทรกแซงจากภายนอก (เช่น การเซ็นเซอร์ การขึ้นราคา) ก็ยังคงมีให้เห็นและสร้างผลกระทบต่อทุกส่วนงานในห้องสมุด
ตราบ ใดที่ห้องสมุดถูกผูกติดกับการศึกษาในระบบ และระบบที่ใช้ก็ยังเป็นในลักษณะจากบนลงล่าง จากครูสู่นักเรียน จากผู้ใหญ่สู่เด็ก ตราบนั้นโอกาสที่เราจะได้สารสนเทศ ข้อมูลที่มีความหลากหลายก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด
ในขณะที่ข้อมูล ความรู้ สารสนเทศ เป็นทรัพย์สินสากล การผูกติดภาพของสารสนเทศกับวัฒนธรรมและสังคมหนึ่ง ๆ จะทำให้เกิดการติดขัดของการไหลเวียนสารสนเทศ ทำอย่างไรเราถึงจะเปิดทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนได้กว้างขวางขึ้น แม้จะมาจากสังคมที่อยู่ห่างไกลหรือพูดกันคนละภาษา
4. เทคโนโลยีช่วยได้ (ทั้งหมดจริงหรือ?)
ดังนั้นจากปัจจัยบ้างต้น ทำให้เราเห็นว่าการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของห้องสมุดทางกายภาพไม่ว่าในสังคม ไหนก็ยังเป็น "พื้นที่ควบคุม" ไม่ใช่พื้นที่เปิดเหมือนอย่างอินเตอร์เน็ต
การเปลี่ยนพื้นที่ของห้องสมุดเข้าสู่โลกออนไลน์ มีผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนผู้ใช้กว้างขึ้น ห้องสมุดไม่จำเป็นต้องตอบสนองชุมชนทางกายภาพเสมอไป แต่เริ่มหันมาตอบสนองชุมชนความความสนใจมากขึ้น บริการของห้องสมุดบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าเสมือน (virtual reference service) ก็ไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับข้อจำกัดทางพื้นที่อีกต่อไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ความร่วมมือกันระหว่างห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Library of Congress) ห้องสมุดแห่งชาติอังกฤษ (British Library) และห้องสมุดแห่งชาติออสเตรเลีย (National Library of Australia) ให้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า 24 ชั่วโมง
หรือแม้กระทั่งการจัดการคอลเลกชั่นดิจิตอลก็ไม่มีขีดจำกัด ทางด้านกายภาพอีกต่อไป นึกถึงความยากง่ายแค่เพียงเราจะจัดหนังสือในบ้าน หลายคนไม่รู้จะจัดเรียงหนังสืออย่างไร จะจัดตามผู้แต่ง ก็กลัวว่าจะหาเรื่องที่คล้ายกันไม่เจอ หรือพอจัดตามเรื่องที่คล้ายกัน แต่ดันมีหนังสือที่ใหญ่เกินขนาด ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ในขณะที่สารสนเทศที่อยู่ในรูปดิจิตอล โดยหลักการสุดโต่ง (extreme) เป้าหมายสำคัญของเทคโนโลยีการค้นคืน (information retrieval) ก็คือ เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าสารสนเทศนั้นถูกจัดเก็บอย่างไร เอาไปทิ้งไว้แถวไหน ขอเพียงให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดให้ ก็สามารถค้นหาสารสนเทศ (document) ที่ต้องการได้
นอกจากนี้ เทคโนโลยีทำให้สื่อมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น การทำสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ หรือใช้ทรัพยากรสารสนเทศบนคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตก็ไม่ทำให้คุณภาพนั้น เปลี่ยนแปลง แต่ความท้าทายใหม่ก็เกิดขึ้นเมื่อสื่อดิจิตอลมีคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นมาที่ เรารู้จักกันดีในนามว่า interactive media ทำให้สารสนเทศไม่จำเป็นต้องอยู่นิ่งอีกต่อไป ดังนั้นโจทย์ใหม่ก็คือ จะทำอย่างไรให้สามารถเก็บรักษาสื่อพลวัตเหล่านี้ให้ครอบถ้วน ครอบคลุมในทุกด้านและคงสภาพต่อไปในระยะยาว
ในขณะที่หลายคนอ้างว่าการ ใช้เทคโนโลยีทำให้เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนรวมที่ สำคัญด้วย แต่ Lybarger (2008) โต้แย้งว่า จริง ๆ แล้วผลกระทบด้านลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของห้องสมุดดิจิตอลก็มี และเรียกร้องให้หันไปหาแนวทางห้องสมุดเขียว (green librarianship) ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดพลังงาน
ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจและทรัพยากรก็ไม่อาจทำให้ห้องสมุดกายภาพตอบสนองทุก ความต้องการได้ ในขณะเดียวกันภายใต้กฏ ระเบียบ ขนมธรรมเนียม จริยธรรม และศีลธรรมของบางสังคม ก็ทำให้ห้องสมุดต้องจำกัดการเข้าถึงสารสนเทศบางประเภทด้วยตนเอง (self-censorship)
ตราบใดที่ห้องสมุดยังอยู่ภายใต้ระบบรัฐและตลาด ตราบนั้นการแทรกแซงจากภายนอก (เช่น การเซ็นเซอร์ การขึ้นราคา) ก็ยังคงมีให้เห็นและสร้างผลกระทบต่อทุกส่วนงานในห้องสมุด
ตราบ ใดที่ห้องสมุดถูกผูกติดกับการศึกษาในระบบ และระบบที่ใช้ก็ยังเป็นในลักษณะจากบนลงล่าง จากครูสู่นักเรียน จากผู้ใหญ่สู่เด็ก ตราบนั้นโอกาสที่เราจะได้สารสนเทศ ข้อมูลที่มีความหลากหลายก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด
ในขณะที่ข้อมูล ความรู้ สารสนเทศ เป็นทรัพย์สินสากล การผูกติดภาพของสารสนเทศกับวัฒนธรรมและสังคมหนึ่ง ๆ จะทำให้เกิดการติดขัดของการไหลเวียนสารสนเทศ ทำอย่างไรเราถึงจะเปิดทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนได้กว้างขวางขึ้น แม้จะมาจากสังคมที่อยู่ห่างไกลหรือพูดกันคนละภาษา
4. เทคโนโลยีช่วยได้ (ทั้งหมดจริงหรือ?)
ดังนั้นจากปัจจัยบ้างต้น ทำให้เราเห็นว่าการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของห้องสมุดทางกายภาพไม่ว่าในสังคม ไหนก็ยังเป็น "พื้นที่ควบคุม" ไม่ใช่พื้นที่เปิดเหมือนอย่างอินเตอร์เน็ต
การเปลี่ยนพื้นที่ของห้องสมุดเข้าสู่โลกออนไลน์ มีผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนผู้ใช้กว้างขึ้น ห้องสมุดไม่จำเป็นต้องตอบสนองชุมชนทางกายภาพเสมอไป แต่เริ่มหันมาตอบสนองชุมชนความความสนใจมากขึ้น บริการของห้องสมุดบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าเสมือน (virtual reference service) ก็ไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับข้อจำกัดทางพื้นที่อีกต่อไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ความร่วมมือกันระหว่างห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Library of Congress) ห้องสมุดแห่งชาติอังกฤษ (British Library) และห้องสมุดแห่งชาติออสเตรเลีย (National Library of Australia) ให้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า 24 ชั่วโมง
หรือแม้กระทั่งการจัดการคอลเลกชั่นดิจิตอลก็ไม่มีขีดจำกัด ทางด้านกายภาพอีกต่อไป นึกถึงความยากง่ายแค่เพียงเราจะจัดหนังสือในบ้าน หลายคนไม่รู้จะจัดเรียงหนังสืออย่างไร จะจัดตามผู้แต่ง ก็กลัวว่าจะหาเรื่องที่คล้ายกันไม่เจอ หรือพอจัดตามเรื่องที่คล้ายกัน แต่ดันมีหนังสือที่ใหญ่เกินขนาด ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ในขณะที่สารสนเทศที่อยู่ในรูปดิจิตอล โดยหลักการสุดโต่ง (extreme) เป้าหมายสำคัญของเทคโนโลยีการค้นคืน (information retrieval) ก็คือ เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าสารสนเทศนั้นถูกจัดเก็บอย่างไร เอาไปทิ้งไว้แถวไหน ขอเพียงให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดให้ ก็สามารถค้นหาสารสนเทศ (document) ที่ต้องการได้
นอกจากนี้ เทคโนโลยีทำให้สื่อมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น การทำสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ หรือใช้ทรัพยากรสารสนเทศบนคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตก็ไม่ทำให้คุณภาพนั้น เปลี่ยนแปลง แต่ความท้าทายใหม่ก็เกิดขึ้นเมื่อสื่อดิจิตอลมีคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นมาที่ เรารู้จักกันดีในนามว่า interactive media ทำให้สารสนเทศไม่จำเป็นต้องอยู่นิ่งอีกต่อไป ดังนั้นโจทย์ใหม่ก็คือ จะทำอย่างไรให้สามารถเก็บรักษาสื่อพลวัตเหล่านี้ให้ครอบถ้วน ครอบคลุมในทุกด้านและคงสภาพต่อไปในระยะยาว
ในขณะที่หลายคนอ้างว่าการ ใช้เทคโนโลยีทำให้เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนรวมที่ สำคัญด้วย แต่ Lybarger (2008) โต้แย้งว่า จริง ๆ แล้วผลกระทบด้านลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของห้องสมุดดิจิตอลก็มี และเรียกร้องให้หันไปหาแนวทางห้องสมุดเขียว (green librarianship) ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดพลังงาน
5. Change (as perception) is here?
สุดท้ายก็อยู่ที่การยอมรับและพร้อมรับมือกับเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบชุมชนหรืือระบบเสรีไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับเพียง แต่เรื่องการจัดการพื้นที่ เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังไปถึงนโยบายและโครงสร้างด้วย โครงสร้างการบริหารงานก็จะแบบลง ในขณะเดียวกันก็จะเป็นในลักษณะกลุ่ม (group of interest) มากขึ้น (อ่านเพิ่มเติม Beagle, 1999)
นอกเหนือจากเรื่องโครงสร้างแล้ว ยังหมายถึงวัฒนธรรมของการจัดการห้องสมุดโดยรวมสิ่งที่บรรณารักษ์ไทยได้รับ มรดกตกทอดมาจากรัฐและระบบราชการ คือ การป้อนให้ ทำให้การให้บริการอยู่ในลักษณะเชิงรับมากกว่าเชิงรุก เราจึงไม่ค่อยเห็นบทบาทของบรรณารักษ์มากนักในสังคมเมื่อเปรียบเทียบกับนัก ข่าว หรือวิชาชีพด้านสารสนเทศอื่น ๆ เราไม่เคยได้ยินการเรียกร้องหรือปกป้องสิทธิเสรีภาพจากบรรณารักษ์ วิชาชีพไม่มีกลไกหรือกลยุทธ์ในเชิง advocacy ที่เป็นระบบ advocacy ที่ดูเหมือนจะเห็นเด่นชัดที่สุด คงจะเป็นเรื่องของการอ่านเท่านั้น เราไม่ค่อยเห็นบทบาทบรรณารักษ์ออกมาปกป้องในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก หรือสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้ (ในทางตรงกันข้ามกับถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการปิดกั้น)
ดังนั้น คำถามข้อใหญ่ก็คือ เมื่อต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน ปัจจัยอะไรคือทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
สุดท้ายก็อยู่ที่การยอมรับและพร้อมรับมือกับเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบชุมชนหรืือระบบเสรีไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับเพียง แต่เรื่องการจัดการพื้นที่ เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังไปถึงนโยบายและโครงสร้างด้วย โครงสร้างการบริหารงานก็จะแบบลง ในขณะเดียวกันก็จะเป็นในลักษณะกลุ่ม (group of interest) มากขึ้น (อ่านเพิ่มเติม Beagle, 1999)
นอกเหนือจากเรื่องโครงสร้างแล้ว ยังหมายถึงวัฒนธรรมของการจัดการห้องสมุดโดยรวมสิ่งที่บรรณารักษ์ไทยได้รับ มรดกตกทอดมาจากรัฐและระบบราชการ คือ การป้อนให้ ทำให้การให้บริการอยู่ในลักษณะเชิงรับมากกว่าเชิงรุก เราจึงไม่ค่อยเห็นบทบาทของบรรณารักษ์มากนักในสังคมเมื่อเปรียบเทียบกับนัก ข่าว หรือวิชาชีพด้านสารสนเทศอื่น ๆ เราไม่เคยได้ยินการเรียกร้องหรือปกป้องสิทธิเสรีภาพจากบรรณารักษ์ วิชาชีพไม่มีกลไกหรือกลยุทธ์ในเชิง advocacy ที่เป็นระบบ advocacy ที่ดูเหมือนจะเห็นเด่นชัดที่สุด คงจะเป็นเรื่องของการอ่านเท่านั้น เราไม่ค่อยเห็นบทบาทบรรณารักษ์ออกมาปกป้องในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก หรือสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้ (ในทางตรงกันข้ามกับถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการปิดกั้น)
ดังนั้น คำถามข้อใหญ่ก็คือ เมื่อต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน ปัจจัยอะไรคือทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
บทสรุป
จุดมุ่งหมายของบทความชิ้นนี้ ไม่ได้ตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อชี้นำโน้มน้าว แต่ต้องการให้้เห็นพื้นฐาน ตลอดจนสภาพความเป็นไปและการเคลื่อนตัวของแนวคิดทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับ ห้องสมุด ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น ในความพยายามที่จะนำความคิดจากตะวันตกมาใช้ ห้องสมุดจะได้ไม่เพียงแต่ต้องการจะปรับปรุงห้องสมุดให้มีสีสันเพียงอย่าง เดียว แต่พิจารณาในเหตุและผลอย่างเข้าใจ การเปิดเสรีหรือแม้แต่การมอบหมายให้ชุมชนเป็นคนจัดการอาจไม่ใช่หนทางสุดท้าย ปลายทาง แต่เป็นหนทางที่นักวิชาการ เห็นว่าน่าจะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันมากที่สุด และดีที่สุดในขณะนี้ หากเราเชื่อว่าสังคมเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง ในอนาคตอันไกล หรือใกล้ สังคมอาจจะมีแนวคิดอื่น ๆ ในการจัดการทรัพยากรสารสนเทศที่เห็นว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า ถึงแม้จะไม่ต่างจากพื้นฐานเดิมออกไป แต่อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยของแนวคิดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในกระบวนทัศน์ปัจจุบัน ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า มุมมองของการเปลี่ยนแปลงในสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ เน้นไปที่มิติเดียว คือ มิติของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ในขณะที่ความเคลื่อนไหวในอำนาจการจัดการทรัพยากรส่วนรวมยังกระจุกอยู่ใน ลักษณะของการรวมศูนย์มากกว่าการกระจายออก อย่างไรก็ตามเราก็อาจต้องขอบคุณการพัฒนาทางเทคโนโลยีเป็นตัวเร่งให้เห็น กระจายเกิดขึ้นในภาคประชาชนได้เร็วยิ่งขึ้น ดังนั้นห้องสมุดไม่เพียงแต่จะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเท่า นั้น แต่ยังจะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดในการจัดการทรัพยากรส่วนรวม ด้วยเช่นเดียวกัน
แนวคิดพื้นฐานของทรัพยากรส่วนรวมมีรากฐานมาจากประชาธิปไตย ดังนั้นความเท่าเทียมในการเข้าใช้และเข้าถึงห้องสมุดในฐานะที่เป็นตัวกลางใน การจัดเก็บและเข้าถึงทรัพยากรส่วนรวมจึงมีความสำคัญในสังคมประชาธิปไตย บทบาทของห้องสมุดต่อสังคมนั้นกว้างและลึกกว่าบทบาททางการศึกษา ซึ่งธรรมชาติของการจัดการยังลงลึงไปถึงเรื่องการพัฒนาทักษะและการมีส่วนร่วม ในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะประชาธิปไตยที่มีนัยยะกว้างกว่าการเลือกตั้ง
ห้องสมุดเป็นหนื่งในสัญลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตย ถ้าวิชาชีพคือการมีอุดมการณ์ โดยนัยยะหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อสังคม และอุดมการณ์ของสื่อสารมวลชนและบรรณารักษ์แท้จริงแล้วจึงไม่ต่างกันเลย การที่ต้องตกอยู่ภายใต้กับอำนาจของอื่น หรือจำกัด ปัดป้องไม่ให้คนอื่นได้รับรู้ในสิ่งที่เป็นของส่วนรวม ก็มิต่างกับการแขวนวิชาชีพไว้ แล้วก็จัดการสารสนเทศเพื่อประโยชน์ส่วนตน และในที่สุดก็จะเกิดสิ่งที่ Hardin ได้ว่าไว้
วิกฤตจริยธรรมของสื่อสารมวลชน จึงอาจจะเป็นโอกาสของบรรณารักษ์และนักสารสนเทศทำหน้าที่เป็นพื้นที่ แหล่งสารสนเทศ หรือบริการทางเลือกให้กับสังคม ถามว่ามีใครบ้างที่จะช่วยตรวจทานการทำหน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนได้ ก็คงหนีไม่พ้นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานอยู่กับข้อมูล ข่าวสารทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างบรรณารักษ์และนักสารสนเทศนั่นเอง
บรรณานุกรม
ชิตพงษ์ กิตตินราธร. (2552). เทคโนโลยีเพื่อการย้อนยุคการศึกษากลับสู่ระบบเปิดอีกครั้ง. โอเพ่นออนไลน์. เข้าถึงจาก http://www.onopen.com/guopai/09-04-27/4752
ชิตพงษ์ กิตตินราธร. (2552). เทคโนโลยีเพื่อการย้อนยุคการศึกษากลับสู่ระบบเปิดอีกครั้ง. โอเพ่นออนไลน์. เข้าถึงจาก http://www.onopen.com/guopai/09-04-27/4752
ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ. ม.ป. ระบบกรรมสิทธิ์. เข้าถึงจาก http://econ.tu.ac.th/archan/Patamawadee/ระบบกรรมสิทธิ์.doc
Beagle, D. (1999). Conceptualizing an information commons. The Journal of Academic Librarianship, 25(2), 82-89.
Bradley, F. (2004). Enabling the information commons. Paper presented at Australian Library Information Association Conference. Gold Coast Convention and Exhibition Centre, Queensland, Australia. Retrieved from http://dlist.sir.arizona.edu/1083/
Davis, P. M. (2003). Tragedy of the commons revisited: Librarians, publishers, faculty and demise of a public resource. portal: Libraries and the Academy, 3(4), 547-562. Retrieved from http://muse.jhu.edu/login?uri=/journals/portal_libraries_and_the_academy/v003/3.4davis.html
Hardin, G. (1968). The tragedy of the commons. Science, 162, 1243-1248. Retrieved from http://www.garretthardinsociety.org/articles/art_tragedy_of_the_commons.html
Kranich, N. (2003). Libraries: The information commons of civil society. In D. Schuler & P. Day. Eds. Shaping the Network Society: The New Role of Civil Society in Cyberspace. Cambridge, Mass.:MIT Press. pp. 279-300.
Kranich, N. (2004a). The information commons: A public policy report. New York: The Free Expression Policy Project. Brennan Center for Justice at NYU School of Law. Retrieved from http://www.fepproject.org/policyreports/InformationCommons.pdf
Kranich, N. (2004b). The role of research libraries in conceptualizing and fostering scholarly commons. Paper presented at the Workshop on Scholarly Communication as an Information Common. Indiana University, Bloomington, Indiana, USA. March 30 - April 2, 2004. Retrieved from http://dlc.dlib.indiana.edu/archive/00001249/
Lougee, W. P. (2004). Scholarly communication and libraries unbound: The opportunity of the commons. Paper presented at the Workshop on Scholarly Communication as an Information Common. Indiana University, Bloomington, Indiana, USA. March 30 - April 2, 2004. Retrieved from http://dlc.dlib.indiana.edu/archive/00001250/
Lybarger, L. H. (2008). Externalities of the digital library. Retrieved from http://dlc.dlib.indiana.edu/archive/00003939/
Lybarger, L. H. (2008). Externalities of the digital library. Retrieved from http://dlc.dlib.indiana.edu/archive/00003939/
Rose, C. (1986). The Comedy of Commons: Commerce and Inherently Public Property. The University of Chicago Law Review, 53(3), 711-781.
Samuelson, P. (1991). Is information property? (Legally speaking). Communications of the ACM, 34(3), 15-18. Retrieved from http://archive.ifla.org/documents/infopol/copyright/samp6.txt
Samuelson, P. (2009). Legally speaking: The dead souls of the Google Booksearch settlement. O'Reilly Radar. Retrieved from http://radar.oreilly.com/2009/04/legally-speaking-the-dead-soul.html
Samuelson, P. (1991). Is information property? (Legally speaking). Communications of the ACM, 34(3), 15-18. Retrieved from http://archive.ifla.org/documents/infopol/copyright/samp6.txt
Samuelson, P. (2009). Legally speaking: The dead souls of the Google Booksearch settlement. O'Reilly Radar. Retrieved from http://radar.oreilly.com/2009/04/legally-speaking-the-dead-soul.html

