ในสวน…บางสิ่งเติบโต บางสิ่งจางหาย

หลายปีมาแล้วที่ผมเขียนถึงเรื่องนี้หลายครั้งจนเหมือนความซ้ำซ้อนเดจาวู แต่ทุกครั้งก็จะมีเรื่องราวบางอย่างเพิ่มเติมเข้ามาทำให้ต้องเขียนถึงอีกครั้ง เขียนในวันที่ความรู้สึกสนุกสนานกับสิ่งต่างๆ ที่วนเวียนเข้ามาในชีวิตเริ่มจืดจาง เฉยเมย กระทั่งไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว 

อาจจะห้าปี หกปี หรือ แปดปี ที่ผมเปลี่ยนทุ่งนาดั้งเดิมซึ่งถูกทิ้งไว้รกเรื้อเกินสามสิบปี มาเป็นคันดินยกสูงเพื่อกั้นน้ำเค็มที่จะเข้ามาท่วมดินด้านในซึ่งผมกันไว้สำหรับเป็นพื้นที่ทำนาอีกครั้ง จากนั้นทิ้งไว้เกินปีเพื่อปรับดินให้ฟื้นคืนสภาพดินเค็มแข็งเป็นปื้นเมื่อโดนแดด

ช่วงเวลานั้นเองที่ปาล์มน้ำมันกำลังบูม ผมกลับหิ้วมะพร้าวพันธุ์พื้นเมืองและมะพร้าวน้ำหอมเพิ่งแตกหน่อไปปลูกบนคันดินใหม่เหล่านั้นท่ามกลางสายตางงงวยของเพื่อนบ้าน ซึ่งขายพื้นที่เหล่านั้นให้กับนายทุนไปเกือบหมดทุกแปลง และนายทุนได้ปลูกปาล์มน้ำมันเต็มพื้นที่หมดแล้ว

มะพร้าวอย่างเดียวอาจยังแปลกไม่พอ ผมปลูกต้นยางนา จิกน้ำ ไว้อีกสองสามต้น ริมสวนด้านที่เป็นผืนดินติดกับสวนของญาติติดกัน ผมเว้นต้นกระถินเทพาต้นโตเอาไว้เป็นต้นพันธุ์

ต้นโตมีให้ดอกออกผลทุกปี  เมล็ดสุกหล่นเกลื่อนโคนต้นถ้าอยากให้งอกงาม แค่ปูด้วยใบมะพร้าวแห้งและจุดปรน...ได้ฝนงอกแน่นจนต้องถอนทิ้ง

ไม่กี่ปีต่อมาผมได้ไม้ขนาดข้อแขนไว้ใช้งานได้เท่าที่ความจำเป็นต้องใช้ หรืออาจจะไว้ให้โตกว่านี้เพื่อเลื่อยทำไม้เครื่องบน(ในการสร้างบ้านหรือโรงเรือน) หรืออาจจะขายเลี้ยงชีพ?

ดูเหมือนเป็นการปล่อยไว้อย่างนั้นเอง แต่ผมคิดล่วงหน้าไว้แล้ว

เมื่อคิดว่าการปรุงดินให้ผลดีแล้ว(ดูจากต้นหญ้าบางชนิดที่ไม่ชอบดินเปรี้ยวและดินเค็ม) ผมเริ่มไถปรับที่ด้านในคูน้ำเป็นคันนาและเริ่มต้นทำนา สองปีที่ทดลอง..เป็นจังหวะเดียวกันกับหนูยักษ์ในสวนปาล์มเริ่มระบาด กัดกินต้นข้าวตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งท้องกระทั่งข้าวเริ่มสุกเหลือง จากนั้นขุดเจาะคันกั้นน้ำเค็มเพื่อทำรังจนคันดินทะลุให้น้ำเค็มทะลักเข้านาอีกครั้ง  

มะพร้าวหลายต้นถูกกัดกินต้นจนโกร๋นตาย ผมหิ้วต้นอ่อนจากในสวนลงไปปลูกทดแทน  ปลูกไปด่าโขมงโฉงเฉงอยู่กลางทุ่งคนเดียวเหมือนคนบ้า

ท้ายที่สุดดินท้องนากลายเป็นดินเค็มอีกครั้ง ทั้งที่ได้ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจและเม็ดเงินที่หายากหาเย็นจนอ่อนล้า กระทั่งยอมแพ้ เลิกทำนาในพื้นที่นาตนเองในที่สุด พร้อมกับคิดในใจว่าหากหาวิธีการที่สามารถควบคุมบางอย่างได้ผมจะกลับมาใช้พื้นที่ตรงนี้ทำนาอีกครั้ง

ระหว่างนั้นผมเริ่มเสาะหาพื้นที่ทำนาดอนที่เหมาะสม ที่ไกลจากน้ำเค็มพอสมควร มีกลุ่มของชาวบ้านในหมู่บ้านซึ่งได้เช่นทำนาทิ้งร้างหลายแปลงทำกันอยู่ก่อนแล้ว ฝึกฝีกมือเรื่องการทำนาหลากวิธีอยู่สองสามฤดูกาล จนกระทั่งเจอสภาวะอากาศผิดเพี้ยน จนต้องเลิกไปอีกครั้ง...

จากนั้นผมเริ่มเรียนรู้วิธีการเผาถ่าน เรียนรู้การตีเหล็กเป็นเครื่องมือเกษตรและมีดจนถึงวันนี้

เวลาผ่านไปกี่ปีไม่อยากสืบค้น ภาพของวันวานยังชัดเจน วันที่ผมหิ้วมะพร้าวแตกหน่อใหม่ลงไปปลูก แล้วกลบด้วยเศษหญ้าเน่าชุ่มน้ำ นั่งมองแถวแนวบิดเบี้ยวด้วยความอ่อนแรงแต่แฝงความสุข

ภายในปีสองปีที่ผ่านมาผมแทบไม่ค่อยได้ลงนาพร้อมด้วยเครื่องตัดหญ้าเพื่อถางให้คันคูแห่งนี้ได้โล่งเตียนเหมือนที่เคยทำ วันนี้ผมเข้ามาที่นี่อีกครั้งด้วยมีดพร้าคู่กาย จุดมุ่งหมายเพื่อเก็บพืชพรรณสองชนิดที่เป็นตัวยาสำคัญของน้ำมันสมุนไพรประจำบ้าน

มะพร้าวที่ผมปลูกด้วยสองมือในวันนั้น วันนี้ตั้งโคนอวบอ้วน แตกใบแผ่ก้านสูง และกว้าง แต่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สมุนไพรที่ผมต้องใช้ในการปรุงยาจนหนาเทอะทะ

ค่อยๆ ใช้มีดพร้าตัดแต่ง เลาะเถาวัลย์ออกเผยให้เห็นใบสีเขียว และโคนต้นซึ่งอวบอ้วนแสดงถึงความสมบูรณ์ รวมทั้งบางสิ่งที่ทำให้หัวใจคนปลูกต้นไม้ตัวเล็กๆ บนโลกพองโตเต้นเร็วเปี่ยมมิติ

ไม่มีอะไรมากกว่างวงหรือจั่น พวงดอกของมะพร้าวที่ผมปลูกเอง...มะพร้าวใกล้เป็นลูก นี่เป็นมะพร้าวพื้นเมืองซึ่งกินเวลาระหว่างหกถึงแปดปีกว่าจะให้ลูกให้ผล

นั่งคิดทบทวนเวลานับแต่วันที่ออกจากงานประจำ ว่าจ้างรถแบ็คโฮให้มายกคูคัน ตกแต่งด้วยจอบเสียมและสองมือของตนเองแล้ว พบว่า...เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วนัก

หกปี แปดปี หรือสิบปี ในการใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าอย่างคนธรรมดาอดอยากอิ่มเอมเป็นปรกติวิถี

จะว่าไป ในสวนบางจุดในช่วงที่ผมทำงานในเมืองไกล และคนแก่ที่บ้านยังสามารถจับจอบเสียมเดินลุยสวนได้ จำได้ว่าเราเคยปลูกต้นสะตอ และมะพร้าวด้วยกัน

ปีนี้ (2554) สะตอบางต้นขนาดเท่าขาอ่อนโตๆ เริ่มออกฝักให้ได้กินบ้างแล้ว

มะพร้าวที่เคยปลูกด้วยกันตอนนี้สูงราวตึกชั้นสอง เพิ่งเห็นจั่นแรกผลิบาน นับเวลาไกลเกินกว่ามะพร้าวในทุ่งที่ผมปลูกเองคนเดียว ครุ่นคิดแล้วใจหาย คนแก่ในบ้านตอนนี้อายุกำลังจะย่างเข้า 99 ปี เดินเหิรไม่ค่อยสะดวก ยังยังนั่งมองต้นไม้ในสวนจากหน้าบ้านแล้วเปรยเบาๆ

“ต้นไม้มันโตเร็วนะ”  

ผมมีภาพจำบางอย่างในช่วงที่วัยหนุ่มซึ่งเดินทางมาแล้วหลายถิ่นที่  พบเห็นการตั้งครอบครัวใหม่ของหนุ่มสาวต่างถิ่นโดยตัวเองหรือการมีคู่ที่ครอบครัว ป่าเบิกใหม่ ที่เดินผืนใหม่ กระท่อมหลังน้อยบ้านอิฐปูนมุงสังกะสีง่ายๆ หรือบ้านไม้หรูหรา ฯลฯ เหล่านั้นมักปลูกต้นไม้ไว้เพื่อการสนับสนุนดวงชะตา ค้ำจุน เกื้อหนุน และใช้สอยในโอกาสข้างหน้า

มะพร้าวมักเป็นพืชผลประจำครัวที่พบเห็นได้ทั่วไป ถูกปลูกริมรั้ว ท้ายสวน ข้างบ่อสระเก็บน้ำ ริมคันนา กระทั่งมะพร้าวให้ผลได้ใช้ ได้กิน ได้ขาย

เวลาผ่านไป มะพร้าวต้นเล็กต้นนั้นสูงลิบจนสุดสอย

นาทีนี้ผมรู้สึกเศร้า ผู้ที่ปลูกมะพร้าวจนกระทั่งให้ลูกนั่นหมายถึงวัยวันที่เปลี่ยนไป กระชากวัยหนุ่มในวันวานจนสิ้นแล้ว    

...ผมไม่ได้แยกตัวออกจากถิ่นเดิมนับแต่วัยเด็กเพื่อออกไปตั้งครอบครัวใหม่อย่างหนุ่มสาวซึ่งเคยพบเห็นในเส้นทาง หากแต่แผ่นดินในความครอบครองเพียงน้อยนิดนี้ได้มาจากบรรพบุรุษที่ได้ถางทำตั้งต้นไว้ให้ ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งในชนบทหมู่บ้าน เพียงดูแล พึงพิง ใช้สอย อย่างยั่งยืนที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ อย่าให้ฉิบหายในรุ่นตัวเองก็น่าภาคภูมิยิ่งแล้ว

ผมสูดหายใจลึกๆ เข้าปอด เข้าไปตบโคนต้นมะพร้าวเบาๆ และกระซิบก่อนเดินจากมา

“โตเร็วๆ ให้ลูกดกๆ นะ...เดี๋ยวหิ้วปุ๋ยขี้ม้ามาบำรุง”