
๑.
เมื่อวานถ้าหูไม่ฝาดผมได้ยินเสียงจักจั่นชนิดหนึ่งร้องเสียงดังลั่นสวนเมื่อเวลาเย็นมาเยือน
ตอนแรกก็ดีใจ ด้วยว่าเสียงนี้กับช่วงเวลาก่อนตะวันพลบเป็นของคู่กัน คลับคล้ายคลับคลาเหมือนฟิล์มหนังหมุนย้อนถอยหลังเพื่อตั้งต้นฉายในช่วงวัยเด็ก
ผมจำได้ว่า หลังเราวิ่งเล่นกลางทุ่งนาจนเหนื่อยอ่อนในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ก่อนกลับบ้านอาบน้ำอาบท่า ช่วงนี้สิ่งแรกที่เรียกความจำได้ทุกครั้งคือกลิ่น
กลิ่นควันจากบ้านนั้นบ้านนี้เริ่มจุดเตาทำกับข้าว จากนั้นครู่ใหญ่ช่วงที่เราอาบน้ำกลิ่นปลาเค็มทอด กลิ่นแกงส้ม กลิ่นผัด ฯลฯ ลอยมาเป็นสายแตะจมูกเราให้ท้องร้อง ให้กลืนน้ำลายแล้วรีบวิ่งเข้าครัว
ตะวันเริ่มพลบ...ช่วงนี้หากเป็นช่วงหน้าแล้ง เสียงที่เราจดจำได้เสมอคือเสียงของตัวเวียด วาด หรือจักจั่น เสียงที่ทำให้เด็กๆ แต่ละบ้านต้องรีบอิ่มข้าวแล้วโผไปยังบ้านจุดนัดพบเพื่อทำกิจกรรมรอบค่ำ
เราเริ่มจากขนทางมะพร้าวแห้งที่หล่นเกลื่อนโคนต้นมาสุมตรงที่ว่างกลางสวน แล้วจุดไฟ จากนั้นหากิ่งไม้สูงขนาดเท่าตัวคน เลือกกิ่งแห้งที่ไร้ใบ ปักไว้ใกล้กองไฟ แต่ละคนจะมีกะลากันคนละสองซีก
จากนั้นเราก็เคาะ ร้องเพลงไปด้วยเคาะไปด้วยยิ่งสนุก
คนรุ่นเก่าๆ เล่าต่อกันมาว่าการเคาะกะลาเป็นการเรียกให้แมลงเหล่านั้นมาหา เราจึงเรียกกิจกรรมนี้ว่า “เคาะเวียด” เสียงเคาะกับแสงไฟจะหลอกล่อจักจั่นตัวสีเขียวๆ มาเกาะกิ่งไม้ของเรา ก่อนจะบินไปตอมแสงไฟ
เด็กๆ รีบเก็บ คนละตัวสองตัว จับข้างปีกมันส่งเสียงประหลาดมากกว่าจะได้ยินจากตัวเอง บางคนจับมาผูกเชือกปล่อยให้บินเล่น เบื่อก็แกะเชือกปล่อยมันเป็นอิสระ ไม่มีอะไรมากกว่าการละเล่น
ความจำทั้งหมดถูกหลอมรวมอยู่ข้างกองไฟนั่นเอง
ครับ...อย่างที่บอก..เรื่องในวัยเด็กเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงหน้าแล้ง
แต่เสียงจักจั่นในห้วงยามนี้เป็นช่วงเวลาของหน้าฝน แรมเจ็ดค่ำเดือนเจ็ด ฝนตกแทบทุกวันในช่วงบ่าย
นี่นับเป็นเรื่องผิดปกติโดยแท้ หรือว่านาฬิกาความทรงจำของผมผิดเพี้ยนไปแล้ว?
๒.
หลายวันก่อนผมกำลังทำงานอยู่ในอาคารโล่งๆ ข้างบ้าน ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มครึ้ม เสียงวิทยุประกาศข่าวเรื่องพายุนกเตนอยู่ปาวๆ ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ฟ้าตอนกลางวันก็มืดครึ้ม ลมแรง เม็ดฝนเริ่มโปรย แม้ไม่ใช่ฝนเม็ดโตๆ แต่ด้วยลมที่แรงขึ้นแรงขึ้นจนต้นไม้ใบไม้ส่งเสียงน่ากลัว ….คำว่า ดินฟ้าอากาศยุคนี้ มันไม่เหมือนยุคสมัยก่อน อาจมีหลายคนเคยคิดถึง อ่านเจอ หรือได้ยินจากปากของใครต่อใครอยู่บ่อยครั้ง ตอนแรกความผิดเพี้ยนของสภาพอากาศโลก เป็นหัวข้อหลักของการสนทนาของคนทำสวนทำไร่แม้จะสนุกสนานในการมองเห็นสิ่งนั้นต้นไม้นี้ผลิดอกออกผลอย่างผิดกาลผิดเวลา แต่ขณะเดียวกันแววตาของผู้พูดกลับวิตกกังวลลึกๆ 
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกกลัวเสียงลม และแน่นอน ไม่ใช่ลมธรรมดาหากเป็นความเร็วลมระดับพายุ
ยืนงงหันรีหันขวางไม่นานก็ต้องรีบเผ่นขึ้นบ้าน ด้วยว่ากิ่งเงาะพื้นบ้านขนาดเท่าต้นขาสองกิ่งลั่นกราวก่อนจะหล่นโครมลงมาใกล้อาคารที่ผมยืนอยู่ด้วยระยะห่างเพียงวากว่า
ปิดประตูหน้าต่างแล้วแง้มดูสภาพภายนอกท่ามกลางเสียงอื้ออึงหลากหลายทั้งลมทั้งไม้เกรียวกราว กิ่งไม้ต้นไม้ลู่ระเนนไปทางเดียว
ยอมรับว่าตอนนั้นผมกลัว และกลัวอย่างมนุษย์ตัวน้อยพึงรู้สึกท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่
ไม่เกิน 5 นาที ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ ฝนตกอีกเล็กน้อย แต่ไฟฟ้าดับทั้งอำเภอกินเวลาหลายชั่วโมง
เท่าที่ได้พูดคุยกับชาวบ้านทั้งในตลาดและพรรคพวกริมทะเลอีกสองสามวันต่อมา หลายคนเดือดร้อนเพราะพายุ ทั้งบ้านพัง ร้านค้าเสียหาย กระเบื้องปลิว ต้นไม้ล้มทับบ้าน สายฟ้า และคอกปศุสัตว์
พายุในเดือนเก้าอะไรก็เกิดได้ ในยุคนี้ พ.ศ.นี้
อย่างที่ทราบ หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันภาคเหนือน้ำท่วมอันเกิดจากพายุลูกเดียวกัน
จะว่าไป ผมยินเสียงจักจั่นร้องในเดือนเจ็ดหน้าฝน กับเหตุการณ์ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันจนทำให้เกิดน้ำท่วมและดินภูเขาถล่มถมทับบ้านเรือน เรือสวนไร่นา และคร่าชีวิตผู้คนในเดือนห้าหน้าแล้ง..
ยังจะแปลกใจอะไรอีก?
“ต่อไปข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอีกไม่รู้แล้ว..” เพื่อนที่ทำนาด้วยกันกับผมเมื่อสามสี่ปีก่อนเปรยให้ผมฟัง เขาเล่าถึงความร้อนแล้งของบ้านเกิดในจังหวัดประจวบฯ จนทำให้แมลงศัตรูมะพร้าวแทะยอดแทะใบจนมะพร้าวในจังหวัดล้มตายเป็นจำนวนมาก ไม่กี่วันที่ผ่านมา กลับพบว่าที่นั่นฝนตกทั้งวันทั้งคืน ขณะที่บ้านผมร้อนแล้วติดต่อกันจนแทบกลายเป็นฤดูแล้งช่วงข้างแรมเดือนเก้า
“นี่อาจเป็นเวลาที่เราต้องปรับหัวใจกับก่อน ร่างกายคนเรารับได้อยู่แล้ว..” ผมเสริม
“รับไม่ได้ก็ตาย-จบ”..เขาสรุป
3.
วันนี้(27-08-54) ผมยังได้ยินข่าวสารของน้ำท่วมทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และล่าสุดพังงา ภาคใต้ ของบ้านเรา ขณะที่พายุเริ่มตั้งเค้าที่ฟิลิปปินส์ และอาจส่งผลถึงประเทศเราในวันสองวันนี้
โลกตะวันตก เฮอริเคนกำลังเข้าประเทศ ฟ้าดับ สายการบินยกเลิกเที่ยวบิน ยกเลิกการขนส่งทุกชนิด
โอ้โลกที่สวยงาม
ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศของโลกอาจเป็นที่คุ้นชินของผู้คนทั่วโลกในเวลานับแต่นี้ไปข้างหน้า การปรับตัวทางด้านกายภาพให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงใดๆ บนโลกนับเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง...
แต่หัวใจเรายอมรับกันหรือยัง ว่านี่เป็นผลมาจากเราเอง
เมื่อปรับใจได้ ปรับปรุงพฤติกรรมในการใช้ชีวิตให้ง่ายงามกว่าที่เคยปฏิบัติต่อโลกมาก่อนหน้านี้
พูดไปเหมือนเรื่องฝันฟุ้ง แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อครับ ว่าหลายคนกำลังใช้ชีวิตแบบทำลายโลกน้อยที่สุดเท่าที่สามารถทำได้อยู่
อาจจะน้อย แต่น้อยก็หนึ่งมิใช่หรือ?


