
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ยุโรปซึ่งเป็นสมรภูมิหลักของสงครามได้รับความบอบช้ำอย่างหนัก แม้ในหมู่ประเทศที่ชนะสงครามเองอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสที่เคยเป็นมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคมก็ต้องเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง อันนำมาสู่ปัญหาทางการเมืองภายในประเทศสืบเนื่องมาอีกหลายทศวรรษ
ความตกต่ำของยุโรปทำให้อเมริกาสามารถผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลกได้ด้วยแสนยานุภาพทางทหารทั้งกองทัพอากาศที่ทันสมัย กองทัพบกที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว และกองทัพเรือเรือที่เข้มแข็งที่สุดในโลก อเมริกากลายเป็นชาติผูกขาดอาวุธนิวเคลียร์อยู่จนถึงปี 1949 อันเป็นปีเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม หลังจากเอาชนะสงครามกลางเมืองและกรีฑาทัพเข้าสู่ปักกิ่งได้ในเดือนมกราคม ก่อนจะเคลื่อนพลลงใต้ขับไล่กองทัพเจียงไคเช็ค จนต้องถอยข้ามทะเลไปตั้งหลักที่ไต้หวัน
สหรัฐอเมริกาสนับสนุนฝ่ายเจียงไคเช็ค ให้ทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์มาโดยตลอด ความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลปักกิ่งจึงถูกปิดฉากลงเป็นเวลานาน อเมริกาต้องใช้ความพยายามอยู่นานร่วมทศวรรษ ก่อนที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จะสามารถเดินทางไปเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการได้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1972 โดยนิกสันได้เข้าพบประธานเหมาเจ๋อตง ผู้นำจีน และร่วมกับนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหล ประกาศแถลงการณ์เซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ยอมรับว่าจีนมีเพียงหนึ่งเดียวและไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน อันเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายปรองดองและการปรับสถานภาพระหว่างสองประเทศให้เข้าสู่ภาวะปกติ