รู้ทันบริโภคนิยมด้วย The Story of Stuff

Link: Story of Stuff w/ Thai subtitles

เมื่อระบบเศรษฐกิจทุนนิยมสยายปีกไปทั่วโลก กระแสบริโภคนิยมก็ระบาดตามมาติดๆ  กลยุทธ์กระตุ้นยอดขายและพฤติกรรมการซื้อมาก ซื้อเร็ว และซื้อด้วยความรู้สึก อยากมี มากกว่าซื้อเพราะความจำเป็น จึงกลายเป็นเรื่องปกติที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย

ผลลัพธ์น่ะหรือ...ลองมองไปรอบตัวสิ คุณโดนห้อมล้อมด้วยข้าวของทั้งที่ซื้อมาโดยที่ไม่ตั้งใจ ซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้หยิบมาใช้งาน หรือซื้อมาเพื่อรอวันทิ้ง ในปริมาณมากน้อยเพียงใด

ยิ่งไปกว่านั้น คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม่ว่า ข้าวของพวกนี้มาจากไหนและกำลังจะเดินทางต่อไปที่ใดเมื่อถูกหย่อนลงถังขยะ

ข้อสงสัยนี้เกิดขึ้นกับนักสิ่งแวดล้อมที่ชื่อแอนนี่ เลนนาร์ด (Annie Leonard) ด้วยเช่นกัน จะต่างออกไปก็เพียง เธอไม่ได้นั่งแกะปมปริศนานี้อยู่ที่บ้าน แต่ใช้เวลานานถึง 10 ปีในการไล่ล่าตามหาคำตอบด้วยตัวเอง แล้วถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดด้วยภาพเคลื่อนไหวของการ์ตูนลายเส้นประกอบการบรรยายข้อเท็จจริงที่สอดแทรกตลกร้าย กลายเป็น “The Story of Stuff” ภาพยนตร์สารคดีความยาวประมาณ 20 นาทีที่ผ่านสายตาคนทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 4.5 ล้านคนและได้รับเสียงยกย่องไม่น้อยไปกว่าจำนวนผู้ชม

เกริ่นยั่วน้ำลายกันซะขนาดนี้ ใครอยากสัมผัสอะนิเมชั่นของแอนนี่ด้วยตนเองในทันที คลิกเขาไปดูได้ที่ http://www.storyofstuff.com/international/ มีให้เลือกบทบรรยายเป็นภาษาไทยด้วยนะ เยี่ยมจริงๆ ส่วนผู้ที่ต้องการรู้ภาพรวมของ “The Story of Stuff” จากบทความนี้ จะเดินหน้ากวาดสายตาไปยังบรรทัดต่อๆ ไปก็ไม่ผิดกติกาเช่นกัน

แอนนี่เริ่มต้นเล่าว่า เรื่องราวเกี่ยวกับข้าวของต่างๆ นั้นไม่ได้มีแค่การใช้ทรัพยากร การผลิต การจัดจำหน่าย การบริโภค และการกำจัด เหมือนอย่างที่เขียนไว้ในตำราว่าด้วย “Material Economy” หรือเศรษฐกิจวัตถุ

เธอค้นพบว่า ทั้ง 5 ส่วนที่มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คนจำนวนมากถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นระบบเส้นตรง (linear system) ซึ่งไม่เหมาะกับโลกที่มีขีดจำกัดและมีทรัพยากรในปริมาณจำกัดเอาเสียเลย ซ้ำร้ายระบบนี้กำลังเข้าขั้นวิกฤติ ว่าแล้วแอนนี่ก็พาผู้ชมเข้าไปพิจารณาแต่ละส่วนประกอบของระบบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

 

ส่วนแรกคือ การใช้ประโยชน์ทรัพยากร หรือถ้าจะเรียกให้ถูกควรใช้คำว่า การ ผลาญ ประโยชน์จากทรัพยากร เพราะมันหมายถึงการโค่นป่า การระเบิดภูเขา การใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง รวมถึงการหายไปของสัตว์ต่างๆ ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ และกำลังจะหมดเกลี้ยงในไม่ช้า เราใช้ข้าวของต่างๆ มากเกินไปแล้ว นี่แหละขีดจำกัดข้อแรกที่ทุกคนต้องเผชิญและผ่านไปให้ได้

แอนนี่เล่าต่อไปว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกหายวับไปแล้วประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมดที่เคยมีอยู่ มนุษย์เขมือบมันอย่างรวดเร็ว พวกเรากำลังทำลายตัวเอง เพราะความสามารถของโลกในการเป็นที่พึ่งพิงอิงอาศัยแก่ทุกชีวิตเหลือน้อยลงไปทุกที

 

ส่วนที่สองคือ กระบวนการผลิต ทรัพยากรจำนวนมากถูกป้อนเข้าสู่การผลิตในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาลและสารเคมีปริมาณนับไม่ถ้วน จึงไม่น่าแปลกใจหากสิ่งที่คลอดออกมาจากโรงงานจะปนเปื้อนไปด้วยสารที่เป็นอันตราย และสามารถสรุปเป็นสมการง่ายๆ ของกระบวนการผลิตได้ว่า ...ทรัพยากรธรรมชาติ + พลังงาน + สารเคมี = ผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารเคมี...

เราไม่มีทางรู้ว่า สารเคมีสังเคราะห์นับแสนชนิดที่ถูกผลิตขึ้นจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ เมื่อเราใส่มันเข้าไปในกระบวนการผลิต มันย่อมจะออกมาพร้อมกับผลผลิต แทรกซึมสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหาร และตกค้างอย่างเข้มข้นอยู่ในร่างกายมนุษย์ซึ่งเป็นผู้บริโภคลำดับสุดท้าย

นั่นทำให้น้ำนมแม่กลายเป็นอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ เด็กทารกซึ่งเป็นสมาชิกตัวเล็กๆ ของสังคมกำลังตกอยู่ในอันตราย เพราะได้รับสารเคมีปริมาณสูงผ่านการดื่มนมแม่

คนอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าอย่างเลี่ยงไม่ได้คือ คนงานในโรงงานอุตสาหกรรม พวกเขาส่วนใหญ่ไม่มีทางเลือกมากนัก จึงต้องก้มหน้าก้มตารับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายในระหว่างการทำงานต่อไป

สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอีกอย่างหนึ่งคือ ผลพลอยได้อันน่ารังเกียจจากกระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่ชื่อ มลพิษ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บรรดาประเทศพัฒนาแล้วย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา (หนึ่งในนั้นคือประเทศไทยและตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด-เพิ่มเติมโดยผู้เขียน)

 

เมื่อเดินมาถึงขั้นตอน การจัดจำหน่าย ใครๆ ต่างก็พยายามขายสินค้าที่ปนเปื้อนสารพิษให้หมดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยการตั้งราคาให้ถูกเข้าไว้

สินค้าจะถูกลงได้ก็ต่อเมื่อจ่ายค่าแรงถูก+สวัสดิการต่ำ (หลายกรณีละเลยการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยเลยยิ่งผลิตสินค้าได้ในราคาถูกเข้าไปอีก-เพิ่มเติมโดยผู้เขียน) นั่นหมายความว่า ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้นำมาคิดรวมไว้ในราคาสินค้า หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้บริโภคไม่ได้จ่ายเงินซื้อสินค้าตามราคาที่แท้จริง

รายจ่ายส่วนนี้เป็นภาระจำยอมของคนในชุมชนที่ทรัพยากรถูกผลาญมาป้อนโรงงานและคนงานที่ล้มป่วยจากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างหาก

 

แล้วก็มาถึงหัวใจของระบบ นั่นคือ การบริโภค

ใช่แล้ว..ผู้บริโภคทุกคนต่างช่วยกันขับเคลื่อนระบบนี้ด้วยการช็อปปิ้ง!!! ยิ่งซื้อมากเท่าไหร่ ยิ่งช็อปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้การจัดจำหน่ายไหลลื่นมากเท่านั้น เมื่อซื้อมาก จำหน่ายมาก ก็ต้องผลิตมาก และผลาญทรัพยากรมากตามไปด้วย..ใช่ไหม

ไม่รู้ว่าสถิติของประเทศไทยจะเป็นเท่าไหร่ แต่ที่อเมริกาเหนือมีตัวเลขว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของข้าวของเครื่องใช้ที่ซื้อจะกลายเป็นขยะภายในเวลาเพียง 6 เดือน!!!

แอนนี่ย้ำอีกครั้งว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ผ่าน 3 ขั้นตอนแรกของระบบกลายเป็นขยะภายในเวลาเพียง 6 เดือน เหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยังใช้งานกันต่อไป (สำหรับเรา มันเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากๆ) โลกจะอยู่ได้อย่างไร ถ้ามนุษย์ใช้ทรัพยากรให้หมดเปลืองไปด้วยอัตราเร็วขนาดนี้

เธอเปิดเผยว่า กลยุทธ์ที่นิยมหยิบมาใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภคและทำให้เกิดการซื้อเร็ว-ทิ้งเร็วมี 2 ประการ

ประการแรก..การออกแบบสินค้าให้กลายเป็นขยะ หรือการออกแบบสินค้าให้หมดอายุการใช้งานภายในเวลาอันสั้น เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้โยนอันเก่าทิ้งแล้วสอยอันใหม่มาครอบครอง

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบให้ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ได้แก่ ถุงพลาสติก ถ้วยกาแฟ ไม้ถูบ้าน แผ่นดีวีดี กล้องถ่ายรูป เตาปิ้งบาร์บีคิว? หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์? (เมื่อแอนนี่พูดถึงตรงนี้ มีการล้อเลียนได้อย่างแสบสุดๆ ขอไม่เล่ารายละเอียด เพราะอยากให้ดูเองมากกว่า)

 

ประการที่สอง..การทำให้รู้สึกว่าล้าสมัย เป็นอีกวิธีการจูงใจให้ทิ้งข้าวของที่ ยังใช้ได้

รูปลักษณ์ใหม่ที่ถูกออกแบบให้ทันสมัยช่วยกระตุ้นความอยากทิ้งข้าวของเก่าๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ แอนนี่เปรียบเทียบคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดของเพื่อนและคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของเธอได้อย่างขำกระจาย

หรือแม้แต่แฟชั่นรองเท้าสตรีที่เปลี่ยนไป เดี๋ยวส้นเล็กแหลม เดี๋ยวส้นหนา และเดี๋ยวก็กลับมาฮิตมาส้นเล็กแหลมอีกแล้ว ซึ่งถ้าคุณไม่เปลี่ยนตามแฟชั่น คุณก็จะโดนประทับตรา ความเชย จนทนไม่ได้ที่จะต้องควักเงินซื้อรองเท้าคู่ใหม่

ตัวจักรสำคัญของการทำให้รู้สึกเชยหรือทันสมัยคือโฆษณา มันพยายามพร่ำบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้เราไม่มีความสุขกับข้าวของเครื่องใช้ที่มีอยู่และก้าวออกจากบ้านไป..ช็อปปิ้ง

 

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การกำจัด ด้วยการโยนเข้าเตาเผาขยะหรือไม่ก็ขุดหลุมฝังกลบ ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ดิน น้ำ และที่ขาดไม่ได้คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ยังจำได้ไหมว่าในขั้นตอนการผลิตนั้น มีการใส่สารเคมีเข้าไปในผลผลิต (เกือบ) ทุกประเภท และเมื่อมันถูกส่งเข้าเตาเผาขยะ มันจะกลายเป็น “Super Toxic” หรือ โ-ค-ต-รสารพิษ

แอนนี่ยกตัวอย่างถึง ไดออกซิน ซึ่งเป็นสารพิษสังเคราะห์โดยฝีมือมนุษย์ที่มีอันตรายมากที่สุด คุณอาจจะยังไม่รู้ว่า เตาเผาขยะผลิตไดออกซินสู่สิ่งแวดล้อมมากเป็นอันดับหนึ่ง วิธีการง่ายๆ ที่จะหยุดการพ่นไดออกซินก็คือหยุดการเผาขยะ

รีไซเคิลช่วยได้มั้ย? เธอตอบว่า...ได้

การนำกลับมาผลิตใหม่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของระบบ แต่..มันยังไม่พอด้วยเหตุผล 2 ข้อ

ข้อ 1 ขยะที่ถูกไปรีไซเคิลเป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

ข้อ 2 ยังมีขยะอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เพราะมีสารพิษเป็นส่วนประกอบมากเกินไป หรือไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรีไซเคิล เช่น กล่องนม กล่องน้ำผลไม้ ที่ฟลอยล์ กระดาษ และพลาสติก ผสานรวมเป็นเนื้อเดียวกันจนไม่อาจแยกจากกันได้

 

เมื่อมาถึงบทส่งท้าย แอนนี่บอกให้มองเรื่องนี้ทั้งระบบ ไม่ใช่มองแบบแยกส่วน เธอส่งต่อกำลังใจไปยังผู้ชมด้วยการบอกว่า ทางออกของปัญหามีอยู่แล้ว อย่าคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้หรืออุดมคติเกินไป ทั้งหมดนี้ มนุษย์เป็นคนสร้างขึ้นมา เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งใช่หรือไม่ ฉะนั้นมาช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อโลกของเรากันดีกว่า

 

สิ่งที่แอนนี่เล่าอาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะวงจรชีวิตของสินค้าแต่ละชิ้นล้วนเกิดขึ้นและดำรงอยู่เช่นนั้นมานานแล้ว เพียงแต่คนส่วนใหญ่มองข้ามมันไป The Story of Stuff จึงเป็นเหมือนมือเล็กๆ ที่มาช่วยกระตุกชายเสื้อให้พวกเราฉุกคิดมากขึ้นกับข้าวของที่อยู่รอบตัว เพราะมันเกี่ยวพันถึงความร่อยหรอของทรัพยากรธรรมชาติและความเสื่อมโทรมของโลกใบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อยากรู้จริงๆ เมื่อรับรู้เรื่องราวของระบบวิกฤติมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ...คุณเกิดแรงฮึดที่จะลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรบ้าง...