ว่าด้วยทฤษฎีความสนุก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม แค่คิดว่าทำแล้ว “สนุก” คนส่วนใหญ่ก็เริ่มสนใจอยากจะลอง ยิ่งถ้าลงมือทำแล้ว มันเกิดสนุกขึ้นมาจริงๆ อย่างที่คิดเอาไว้ ยิ่งชวนให้ทำซ้ำอีกหลายต่อหลายครั้ง...ทำซ้ำจนกลายความเคยชิน พฤติกรรม นิสัย หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก

เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเช่นนี้เสมอ อาจต่างกันบ้างในรายละเอียดของการให้นิยามความสนุก เพราะเรื่องสนุกของเราอาจไม่สนุกสำหรับเขา และเรื่องสนุกของเขาก็อาจไม่สนุกสำหรับเรา...ก็เป็นได้

แต่รวมๆ แล้ว ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นว่าสนุก มันก็มักจะสนุกจริงๆ นั่นแหละ

แล้วอย่างการรณรงค์ให้ช่วยกันดูแลโลกล่ะ จะสามารถทำให้คึกคักสนุกสนานมากกว่าแค่พูดปาวๆ ว่า “ปิดไฟ ใช้ถุงผ้า แอร์ 25 องศา ปลูกต้นไม้” ได้หรือไม่

แคมเปญล่าสุดของโฟล์กสวาเก็น สวีเดน คือหนึ่งในคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า มันเป็นไปได้จริง เพียงแต่ต้องเติมความคิดสร้างสรรค์และเหยาะไอเดียมันส์ๆ ลงไปด้วย

โฟล์กสวาเก็น เชื่อใน “ทฤษฎีแห่งความสนุก” (The Fun Theory’) ที่ว่า ความสนุกสามารถหลอกล่อให้ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายที่สุด ...ไม่ใช่แค่เชื่อเพียงอย่างเดียว เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วทำเป็นแคมเปญโฆษณาที่เผยแพร่ผ่าน Viral Video (คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่สามารถแพร่ระบาดในโลกออนไลน์ได้รวดเร็วเหมือนไวรัส)

ชิ้นแรกชื่อ “บันไดเปียโน” (Piano Staircase)

งานนี้ทีมงานใช้เวลาในช่วงดึกดื่นเพื่อแปลงโฉมบันไดหน้าตาธรรมดาๆ ของสถานีรถไฟแห่งหนึ่งกลางกรุงสต๊อกโฮม ให้กลายเป็นแป้นกดสีขาวดำบนคีย์ของเปียโน แถมยังติดตั้งเสียงแต่ละโน้ตของเปียโนลงไปในแต่ละขั้นบันไดด้วย บอกแค่นี้ก็พอจะจินตนาการภาพของความสนุกได้แล้วใช่ไหม

ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้น ผู้คนที่มาใช้บริการรถไฟที่สถานีแห่งนั้นต่างสนุกสนานกับการเดินเหยียบคีย์เปียโนจำลองที่ส่งเสียงได้เหมือนเปียโนจริงๆ

จากที่เคยเงียบเหงาเพราะคนส่วนใหญ่นิยมใช้บันไดเลื่อน ก็กลายเป็นบันไดที่คึกคักขึ้นมาด้วยเสียงดีดเปียโน...

เชื่อหรือไม่ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ทำให้จำนวนคนที่เดินขึ้นลงบันไดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66

คนที่คุ้นชินกับการขึ้นบันไดเลื่อนจะเดินตรงมายังบันไดเลื่อนตามปกติ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นความเปลี่ยนแปลงของขั้นบันได ไม่ว่าจะด้วยความประหลาดใจหรือความอยากรู้ อย่างน้อยมันก็ทำให้หลายคนหยุดชะงักแล้วเปลี่ยนใจออกแรงก้าวซ้ายขวาแทน บางคนชอบมากก้าวขึ้นก้าวลงหลายครั้ง บางคนวิ่งเร็วๆ บางคนก็กระโดดโลดเต้นอยู่บนขั้นบันได เห็นแล้วรู้สึกว่ามันน่าสนุกจริงๆ จนนึกอยากให้มีบันไดแบบนี้ในเมืองไทยบ้าง

ชิ้นที่สองเป็นไอเดียกวนๆ ที่ชื่อ “ถังขยะที่ลึกที่สุดในโลก” (The World’s Deepest bin)

ทีมงานเพิ่มความพิเศษของถังขยะหน้าตาธรรมดาให้กลายเป็นถังขยะที่ลึกที่สุดในโลก ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์และเสียง “ฟิ้วววว” แหวกอากาศ ที่ทำให้คนฟังรู้สึกราวกับว่า ถังขยะใบนี้มันลึกมากๆ กว่าจะได้ยินเสียงขยะที่ทิ้งลงไปตกกระทบก้นถังก็ปาเข้าไป 8-9 วินาทีเลยเชียว

หลังจากดัดแปลงถังขยะเรียบร้อย เขาก็นำไปตั้งไว้ริมทางเดินในสวนสาธารณะ โอ้โห ได้รับความสนใจล้นหลาม บางคนสงสัยจนต้องเดินเข้าไปโก้งโค้งสำรวจถังขยะในระยะประชิด บางคนก็พยายามหาขยะแถวๆ นั้นมาทิ้งเป็นชิ้นที่สอง เผื่อจะคลายความสงสัยเรื่องเสียงไปได้ ผลปรากฏว่า การทดลองสั้นๆ เพียงวันเดียวทำให้ถังขยะก้นลึกมากในนั้นเก็บขยะได้ถึง 72 กิโลกรัม มากกว่าถังขยะใบอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ละแวกนั้นถึง 41 กิโลกรัม!

...ถ้าโยนขยะลงถังแล้วสนุกอย่างนี้ จะทิ้งมั่วทิ้งซี้ซั้วทำไม จริงไหม

ผลงานชิ้นล่าสุดที่เพิ่งปล่อยออกมาคือ “ตู้เกมรีไซเคิลขวดแก้ว” (Bottle Bank Arcade Machine)

ทีมงานสร้างตู้สี่เหลี่ยมขึ้นมาเจาะช่องสำหรับหย่อนขวดแก้ว 5 ช่อง แต่ละช่องมีหลอดไฟอยู่ด้านบน ติดตั้งป้ายบอกคะแนนเป็นตัวเลขดิจิตอล และเติมเสียงของตู้เกมเข้าไปอีกหน่อย เพื่อกระตุ้นความสนใจของคนที่เดินผ่านไปมา

วิธีเล่นง่ายๆ แค่หย่อนขวดแก้วลงในช่องที่ไฟติดก็ได้คะแนนแล้ว ยิ่งมีขวดแก้วมาส่งรีไซเคิลเยอะ ก็ยิ่งมีโอกาสได้แต้มเยอะตามไปด้วย งานชิ้นนี้ดูจะถูกใจเด็กและวัยรุ่นมากเป็นพิเศษ แต่ถึงจะโตเป็นผู้ใหญ่ การเล่นเกมที่ทำให้หวนนึกถึงความสนุกง่ายๆ ในวัยเยาว์ก็สร้างรอยยิ้มเปื้อนหน้าได้เหมือนกัน

นับเพียงแค่ช่วงเย็นวันเดียว ปรากฏว่า มีผู้คนสนใจร่วมสนุกใช้งานตู้เกมรีไซเคิลขวดแก้วเกือบร้อยคน

ก็แอบหวังว่าสิ่งเหล่านี้ นอกจากจะช่วยยืนยันความเชื่อใน “ทฤษฎีแห่งความสนุก” ได้แล้ว ยังน่าจะจุดประกายให้ใครต่อใครช่วยกันคิดสร้างสรรค์แคมเปญรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมสุดเจ๋งออกมาบ้าง...อย่าลืมนะ หลักการง่ายๆ อะไรที่ทำแล้ว “สนุก” รับรองมีคนสนใจเข้าร่วมขบวนอีกเพียบ