มีอะไรบางอย่างกำลังหล่นจากท้องฟ้า มันพุ่งดิ่งตามแรงโน้มถ่วงโลกสู่เมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง เมื่อกล้องซูมเข้าไปใกล้ จึงเห็นอิริยาบทการตกที่สมจริงได้อย่างชัดเจน กระทั่งสุดท้ายลงมานอนแน่นิ่งอยู่บนฟุตบาธ บนพื้นถนน บนซากรถยนต์ที่บุบบี้
ไม่ต้องมีบทบรรยายใดๆ แค่เสียงแหวกอากาศของเครื่องบิน และข้อความสั้นในตอนท้ายว่า
“ผู้โดยสารแต่ละคนบนเที่ยวบินในยุโรปหนึ่งเที่ยว มีส่วนร่วมปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า ๔๐๐ กิโลกรัม...มากพอๆ กับน้ำหนักของหมีขาวขั้วโลกที่โตเต็มวัย ๑ ตัว”
ภาพยนตร์โฆษณาความยาวเกือบหนึ่งนาทีชิ้นนี้ (น่าจะ) กระแทกความรู้สึกของคนดูได้รุนแรงพอๆ กับการร่วงลิ่วตกกระทบพื้นของหมีขาวขั้วโลก มันถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ต่อต้านการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินโดยปราศจากความรุนแรงของกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมระดับรากหญ้าในประเทศอังกฤษ ภายใต้ชื่อ “Plane Stupid”
Plane Stupid เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ของคนที่คิดเห็นตรงกัน ตั้งแต่เมื่อประมาณ ๕ ปีที่แล้ว ถึงวันนี้เครือข่ายของพวกเขาก็กระจายอยู่ตามเมืองใหญ่ในอังกฤษและสก๊อตแลนด์ อาทิ ลอนดอน แมนเซสเตอร์ เซาท์แธมป์ตัน แคมบริดจ์ กลาสโกลว์ เอดินบะระ
แถมยังมีองค์กรพี่น้องที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นในไอร์แลนด์เมื่อปี ๒๕๕๐ ชื่อ “Plane Mad” และทำงานในประเด็นที่คล้ายคลึงกัน...ต่อต้านการเดินทางทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน
แม้จะไม่มีแกนนำหรือตัวตั้งตัวตีที่แน่นอน แต่กลุ่ม Plane Stupid ก็วางเป้าหมายเอาไว้ชัดเจนว่า ไม่ใช่การประท้วงเพื่องดบินโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ไม่ต้องการให้ขยายสนามบินและเพิ่มเที่ยวบินที่พวกเขาเห็นว่า “ไม่จำเป็นและไม่ยั่งยืน” โดยเฉพาะพวกเส้นทางบินระยะสั้น ทั้งยังไม่เห็นด้วยกับการโฆษณาที่กระตุ้นให้คนแห่มาขึ้นเครื่องบิน เพราะเท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ชาวอังกฤษรวมถึงชาวยุโรปก็ขึ้นเครื่องบินกันเป็นว่าเล่นแล้ว
...ยิ่งบินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชั้นบรรยากาศโลกมากเท่านั้น
จริงอยู่เครื่องบินอำนวยความสะดวกให้เดินทางถึงที่หมายไกลๆ ได้รวดเร็ว แต่ก็จริงไม่แพ้กันที่การประหยัดเวลานั้นแลกมาด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ก้อนโตจากการผลาญเชื้อเพลิงมหาศาล ระหว่างที่แล่นอยู่บนท้องฟ้า เครื่องบินยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ และไอน้ำออกสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง ซึ่งซ้ำเติมการกักเก็บความร้อนไว้กับโลกมากกว่าฤทธิ์เดชของคาร์บอนไดออกไซด์เพียงลำพัง ๒-๑๐ เท่าตัว
กลุ่ม Plain Stupid ผ่านสังเวียนการชุมนุมประท้วงมาแล้วในสนามบินหลายแห่งทั่วเกาะอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นแท็กซี่เวย์ในสนามบินอีสมิดแลนด์ ปิดกั้นทางเข้าอาคารผู้โดยสารขาออกของสนามบินแมนเซสเตอร์ ก่อม็อบในการเปิดใช้อาคารผู้โดยสารในสนามบินฮีทโธร์วเพื่อคัดค้านการขยายรันเวย์เส้นที่ ๓ ซึ่งทำให้ชาวบ้านกว่า ๗๐๐ หลังคาเรือนต้องย้ายออกไปหาที่อยู่ใหม่
หรือแม้แต่การพร้อมใจกันแต่งกายมาดนักธุรกิจแล้วไปรวมตัวประท้วงที่สนามบินลอนดอนซิตี้ ในวันแรกของการเปิดให้บริการเที่ยวบินใหม่มุ่งตรงสู่นิวยอร์ก โดยรองรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจจำนวน ๓๒ ที่นั่งเท่านั้น!
เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา การย้ายสนามบินจากดอนเมืองอันแออัดมาสู่สุวรรณภูมิซึ่งกว้างขวางกว่านั้นเป็นสิ่งสมควรอย่างยิ่ง แต่อีกสิ่งที่สมควรกระทำเร่งด่วนเช่นกันคือ การชดเชยหรือบรรเทาผลกระทบจากมลพิษทางเสียงให้แก่ชุมชนรอบๆ สนามบิน ซึ่งหากนับถึงวันนี้ก็ผ่านไปเกิน ๓ ปีแล้วที่เรื่องในความรับผิดชอบของการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังยืดเยื้อคาราคาซัง
จำได้ว่าตอนเปิดใช้สนามบินใหม่ๆ เมื่อชาวบ้านชุมชนหลังสวนและชุมชนเคหะนครออกมาประท้วงเรียกร้องค่าชดเชย ยังมีคนไทยบางคนมองพวกเขาด้วยสายตารำคาญ พร้อมกับเปรียบเทียบกับชุมชนดอนเมืองในทำนองที่ว่า ไม่เคยเห็นมีใครเคยออกมาบ่นเดือดร้อนเพราะเสียงดังของเครื่องบินเลย
โดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่า สนามบินทั้งสองแห่งไม่สามารถหยิบมาเปรียบเทียบกัน เพราะมีความแตกต่างหลายประการ อาทิ
เรื่องการยอมรับของชุมชน ดอนเมืองนั้นสนามบินเกิดขึ้นก่อน แล้วชุมชนค่อยๆ ขยายตัวไปจนอยู่ล้อมรอบสนามบิน ขณะที่สุวรรณภูมิ ชุมชนอยู่กันมาอย่างสงบ แล้วสนามบินก็โผล่มากลางทุ่งแผดเสียงกึกก้องขับไล่ความเงียบให้อันตรธานไปจนหมดสิ้น ความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ยากจะยอมรับ
เรื่องขีดจำกัดการรองรับของสนามบินก็เช่นกัน สุวรรณภูมิมีจำนวนเที่ยวบินที่ขึ้นลงมากกว่าดอนเมือง ผลกระทบก็ย่อมมากกว่าอย่างเลี่ยงไม่ได้
ขอบเขตของพื้นที่ที่ได้ผลกระทบทางเสียงก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าทุกชุมชนรอบสนามบินจะโดนเพชฌฆาตความเงียบคุกคามอย่างเท่าเทียมกัน เพราะจุดที่ถือว่าได้รับผลกระทบรุนแรง คือบริเวณหัวและท้ายของรันเวย์เท่านั้น ซึ่งในกรณีของสนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของทั้งที่พักอาศัย สถานศึกษา และศาสนสถาน
อีกทั้งเสียงของเครื่องบินที่ดังรบกวนก็ยากเกินจินตนาการ และเกินที่จะบรรยายผ่านตัวหนังสือ...ถ้าไม่พาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของการใช้ชีวิตร่วมกับเสียงครืนๆ และความสั่นสะเทือนจากการขึ้นลงของเครื่องบินทั้งวันคืนอย่างแน่นอน
ไม่ต้องนับรวมเรื่องน่าหดหู่จากการสร้างสนามบินโดยไม่จำเป็นในหลายจังหวัด ที่สุดท้ายก็กลายเป็นสนามบินร้างมากกว่า ๒๐ แห่ง ลำพังการแก้ไขบรรเทาปัญหามลพิษทางเสียงจากสนามบินเพียงแห่งเดียวยังจัดการไม่ได้ไม่เสร็จสิ้น แล้วคิดหรือว่าจะมีใครสนใจผลลบจากการใช้บริการเครื่องบิน
ยิ่งช่วง ๕-๖ ปีให้หลัง สายการบินโลว์คอสต์ทำให้คนไทยรู้สึกว่าขึ้นเครื่องบินไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม ก็เลยบินกันเพลิดเพลิน บางคนไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่า ราคาตั๋วที่ย่อมเยาว์นั้นมีผลกระทบราคาแพงของชั้นบรรยากาศโลกซ่อนอยู่ด้วย
จึงเกิดคำถาม อุตสาหกรรมการบินที่สร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนร่วมประเทศในวันนี้ และจะสร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนร่วมโลกในวันพรุ่งนี้ (ซึ่งมีแนวโน้มกระทบถึงตัวเองด้วย)...คนไทยเฉยชากับเรื่องนี้มากเกินไปหรือเปล่า

