น้ำดื่มบรรจุขวดออกวางขายในท้องตลาดเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว มันสร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนจำนวนไม่น้อย
ด้วยในขณะนั้นน้ำมีสถานภาพเป็นทรัพยากรสาธารณะแบบเต็มขั้น ทุกคนสามารถตวงตักกักเก็บไว้ดื่มกินและชำระล้างได้แบบฟรีๆ ทั้งจากสายฝนโปรยปราย จากแม่น้ำลำคลอง จากบ่อน้ำบาดาล มิหนำซ้ำหลายต่อหลายเมืองยังวางระบบประปาส่งน้ำตามท่อมาถึงบ้าน คนเมืองจึงเข้าถึงน้ำได้ง่ายเพียงเปิดก๊อก แม้ต้องจ่ายค่าความสะดวกก็ยังนับว่าถูกแสนถูก...แล้วใครกันที่จะยอมควักกระเป๋าเพื่อซื้อน้ำดื่ม
เวลาเคลื่อนผ่านมาถึงปัจจุบัน แนวความคิดเรื่องน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ผู้คนเข้าถึงได้โดยเสรีตามหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานยังคงอยู่ แม้ในบางพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำหรือเกิดภาวะแย่งชิงน้ำจะเริ่มมีบริษัทเอกชนเข้าไปผูกขาดการจัดหาน้ำและขายในราคาแพงกว่าน้ำประปาอยู่บ้าง
แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่านั้นก็คือ การซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกกลายเป็นพฤติกรรมปกติของคนทั่วโลก...ไม่มีใครแปลกใจกับสินค้าชิ้นนี้อีกแล้ว มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
แอนนี่ เลนนาร์ด (Annie Leonard) ผู้โด่งดังจาก “The Story of Stuff” และ “The Story of Cap and Trade” กลับมาตอบคำถามดังกล่าวด้วยการเดี่ยวไมค์ประกอบอะนิเมชั่นการ์ตูนลายเส้น “The Story of Bottled Water” ซึ่งเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตเมื่อ 22 มีนาคมที่ผ่านมา เนื่องในวันน้ำโลก เธอเปิดประเด็นด้วยข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติเบื้องต้นของน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก...แน่ใจหรือว่า น้ำที่อยู่ในขวดสะอาดกว่าและรสชาติดีกว่าน้ำที่ไหลออกมาจากก๊อก
ระบบประปาในสหรัฐอเมริกาถูกควบคุมมาตรฐานด้วย พรบ. น้ำดื่มสะอาด ที่บังคับใช้โดยหน่วยงานป้องกันสิ่งแวดล้อม (EPA) ซึ่งต้องดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำเป็นประจำสม่ำเสมอ พร้อมทั้งรายงานผลให้ผู้ใช้น้ำได้รับทราบข้อมูลด้วย
ขณะที่การตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มบรรจุขวดถูกยกให้เป็นความรับผิดชอบของบริษัทผู้ผลิต องค์กรอาหารและยาของสหรัฐฯ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลคุณภาพน้ำดื่มบรรจุขวด ทำได้เพียงตรวจตราทางอ้อมผ่านป้ายระบุผลผ่านการตรวจสอบมาตรฐานที่บริษัทผู้ผลิตแสดงไว้บนฉลากเท่านั้น...กลไกลักษณะนี้เปิดช่องให้ผู้ผลิตน้ำดื่มแสดงความไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่การสุ่มตรวจสอบจะพบว่า น้ำดื่มบรรจุขวด 1 ใน 6 ยี่ห้อที่วางขายในสหรัฐฯ มีการปนเปื้อนแบคทีเรีย ตรงข้ามกับน้ำก๊อกที่ผ่านมาตรฐานฉลุย
ส่วนเรื่องรสชาติ แม้จะเป็นความนิยมส่วนบุคคลซึ่งอาจแตกต่างหลากหลาย ทว่าเมื่อทดสอบโดยให้อาสาสมัครปิดตาดื่มน้ำสองแก้วเพื่อเปรียบเทียบ ปรากฏว่า ผู้ร่วมทดสอบมีมติเป็นเอกฉันท์ น้ำก๊อกถูกปากมากกว่าน้ำดื่มบรรจุขวด
ถ้ามองเรื่องราคาที่ต้องจ่าย แอนนี่ให้ข้อมูลเป็นตัวเลขกลมๆ น้ำในขวดแพงกว่าที่เปิดจากก๊อกประมาณ 2,000 เท่า และจากสถิติล่าสุดชาวอเมริกันก็ยังซื้อน้ำดื่มมากถึง 500 ล้านขวดในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งเป็นจำนวนมากพอที่จะนำขวดพลาสติกมาเรียงต่อกันและพันรอบโลกได้เกิน 5 รอบ!
ที่เป็นเช่นนี้เพราะ...
ในช่วงทศวรรษที่ 1970 บริษัทน้ำอัดลมรายใหญ่ของโลกเริ่มกังวลถึงยอดขายที่มีแนวโน้มหยุดเติบโต เพราะผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงผลกระทบทางสุขภาพ ก็เลยต้องเปิดตลาดใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่...น้ำดื่มบรรจุขวด
แล้วก็เป็นบรรดาบริษัทผู้ผลิตนั่นเองที่พยายามปั้นอุปสงค์หรือความต้องการซื้อของลูกค้า เพื่อกระตุ้นความต้องการผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดออกมาขาย พร้อมกับโน้มน้าวให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น โดยเริ่มจากการสร้างความรู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย ถ้าไม่ได้ใช้หรือไม่มีไว้ในครอบครอง
กรณีนี้คนเมืองมีน้ำประปากันถ้วนหน้า ก็เลยต้องวาดภาพของมันให้จำกัดประโยชน์อยู่ที่การชำระร่างกายและซักล้างทำความสะอาดข้าวของต่างๆ เท่านั้น
จากนั้นก็ชักจูงความสนใจผู้บริโภคมาสู่ตัวผลิตภัณฑ์ ด้วยการเสนอภาพของน้ำดื่มในขวดซึ่งมีต้นทางจากแหล่งน้ำสะอาดท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ทั้งที่ความจริงด้านหลังของฉากจินตนาการที่ผู้ผลิตน้ำดื่มสร้างขึ้นก็คือ “ก๊อกน้ำ” เช่นกัน
ตบท้ายด้วยการสร้างมายาแบบผิดๆ สู่การรับรู้ของสังคม เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดยี่ห้อเนสท์เล่ในสหรัฐฯ ถึงกับกล้าลงโฆษณาเต็มหน้านิตยสารด้วยข้อความ “น้ำดื่มบรรจุขวดคือผลิตภัณฑ์ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก”
เจอไม้นี้เข้าไปนักสิ่งแวดล้อมหรือผู้อ่านที่สนใจเรื่องเขียวๆ คงงงเป็นไก่ตาแตก...รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตรงไหนและอย่างไร
แอนนี่ก็เลยพาไปวิเคราะห์วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เริ่มต้นด้วยการผลิตขวดพลาสติกจากน้ำมันดิบ เฉพาะจำนวนขวดที่วางขายในอเมริกาก็เทียบเคียงได้กับปริมาณน้ำมันและเชื้อเพลิงสำหรับขับเคลื่อนรถยนต์มากถึง 1 ล้านคัน แถมยังผลาญเชื้อเพลิงระหว่างการขนส่งและกระจายน้ำดื่มบรรจุขวดเหล่านี้ไปยังผู้บริโภค (ที่ดื่มน้ำหมดเกลี้ยงภายใน 2 นาที!) ก่อนจะสร้างปัญหาใหญ่เรื่องการกำจัด
ราวๆ 80 เปอร์เซ็นต์ของขวดพลาสติกปราศจากน้ำจบชีวิตที่หลุมฝังกลบ ซึ่งพวกมันจะนอนนิ่งใต้ดินไปอีกเป็นพันปี หรือไม่ก็ถูกส่งเข้าเตาเผา ซึ่งเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการเผาพลาสติกจะปล่อยมลพิษร้ายแรง เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกรวบรวมเพื่อการรีไซเคิล
แอนนี่อยากรู้ว่า ขวดพลาสติกที่เธอทิ้งลงถังขยะรีไซเคิลเดินทางไปไหนต่อ ความสงสัยทำให้เธอพบว่า มันถูกขนส่งทางเรือไปยังประเทศอินเดียและกองรวมเป็นภูเขาขยะพลาสติกอยู่ที่นั่น
ถ้าเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลขนานแท้ ขวดพลาสติกเหล่านี้จะต้องกลายเป็นขวดพลาสติกใบใหม่ แต่ในความเป็นจริง ลูกศรสัญลักษณ์ของการรีไซเคิลไม่ได้วนกลับมาเป็นสามเหลี่ยมรูปปิด เพราะขวดพลาสติกถูกนำไปผลิตเป็นเครื่องใช้พลาสติกอื่นๆ ที่คุณภาพของพลาสติกด้อยกว่าเดิม (ซึ่งมักถูกโยนทิ้งในตอนสุดท้ายอยู่ดี) ขั้นตอนดังกล่าวคือ “ดาวน์ไซเคิล” (downcycle) มิใช่รีไซเคิลอย่างที่ใครๆ เข้าใจ
กลยุทธ์ที่ว่าใช้ได้ผลมากๆ กับการจำหน่ายน้ำดื่มบรรจุขวดในอเมริกา (และน่าจะรวมถึงประเทศอื่นๆ ทั่วโลก - ผู้เขียน) กลายเป็นตลาดใหม่มูลค่านับพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่บริษัทน้ำดื่มต่างพยายามปกป้องเม็ดเงินกำไรกันสุดฤทธิ์ ซึ่งบนสังเวียนนี้ คู่แข่งของพวกเขาไม่ใช่บริษัทผู้ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดด้วยกันเอง แต่เป็น “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด”
รองประธานของเป๊ปซี่โคถึงกับประกาศต่อสาธารณะว่า “ศัตรูตัวยักษ์คือน้ำประปา” จึงไม่แปลกที่บริษัทเหล่านี้จะพยายามทำให้น้ำประปาดูสกปรกในสายตาของผู้บริโภคและหยิบยื่นน้ำดื่มบรรจุขวดให้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ในตอนท้ายของอะนิเมชั่น แอนนี่เสนอทางออกให้ช่วยกันสลัดมายาจากผู้ผลิตน้ำดื่มทิ้งไป และหันกลับมาดื่มน้ำประปาดังเช่นวิถีชีวิตในอดีต ด้วยการให้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ซื้อหรือบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวด เว้นเสียแต่คุณอาศัยอยู่ในชุมชนที่ขาดแคลนแหล่งน้ำสะอาดจริงๆ
แต่ไม่ว่าความขาดแคลนนั้นจะเป็นผลสืบเนื่องจากระบบประปาที่มียังแจกจ่ายน้ำไม่ทั่วถึง น้ำประปามีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ท่อประปาขาดการบำรุงดูแล หรืออื่นๆ ทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนก็มิใช่การวางขายน้ำดื่มบรรจุขวดอยู่ดี การลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างระบบประปาที่มีคุณภาพต่างหาก จึงจะคุ้มค่าในระยะยาว สร้างประโยชน์วงกว้าง และเอื้อให้คนยากจนเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดได้ด้วยเช่นกัน
นอกจากปฏิเสธน้ำดื่มบรรจุขวดแล้ว ยังควรก้าวขาออกจากบ้านพร้อมกระติกน้ำหรือภาชนะบรรจุน้ำใดใดที่ล้างและใช้ซ้ำได้อีกหลายครั้ง รวมถึงต่อต้านการขายน้ำดื่มบรรจุขวดในโรงเรียนหรือในที่ทำงานของคุณ และรณรงค์ให้มีการแก้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดอย่างจริงจัง
เพราะภาพรวมในระดับสากล ยังมีคนอีก 1.2 พันล้านคนทั่วโลกที่ไม่มีแหล่งน้ำสะอาดสำหรับการบริโภค ขณะที่หลายต่อหลายเมืองต้องทุ่มงบประมาณหลายล้านดอลลาร์เพื่อจัดการกับซากขวดน้ำพลาสติก
...ถ้านำเงินก้อนเดียวกันนี้มาใช้จัดสรรน้ำสะอาดในดินแดนที่ขาดแคลน น่าจะสร้างประโยชน์ได้มาก มากกว่าโยนทิ้งไปกับขยะที่เราสามารถคุมกำเนิดได้
แม้ภาพยนตร์สารคดีชิ้นนี้จะอ้างอิงข้อมูลของสหรัฐอเมริกาล้วนๆ แต่เนื้อหาในภาพรวมก็สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเราอยู่ไม่น้อย
เพราะน้ำก๊อกจากทุกพื้นที่การจ่ายน้ำของการประปานครหลวงก็ผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก โดยการตรวจวิเคราะห์และรับรองคุณภาพของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กระทั่งได้รับการประกาศว่าเป็นน้ำประปาคุณภาพดีดื่มได้มานานเป็น 10 ปี และยังดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาเป็นประจำทุกเดือน
ขณะที่การผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดในบ้านเรานั้นต้องขออนุญาตจากสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้ดำเนินการผลิตตามข้อกำหนดและผ่านมาตรฐานคุณภาพในทุกขั้นตอน
แต่ช่องโหว่มันอยู่ที่...ยังมีผู้ผลิตอีกจำนวนมากที่ลักลอบวางขายน้ำดื่มบรรจุขวดโดยยังไม่ได้ขออนุญาตขึ้นทะเบียนกับ อย. หรือแม้จะขึ้นทะเบียนอนุญาตแล้ว การตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มบรรจุขวดก็ยังมีความถี่น้อยกว่าน้ำประปา คือยืนพื้นปีละครั้ง หากจะบ่อยกว่านั้นก็ยังไม่ถึงขนาดเป็นประจำทุกเดือน
จึงพอจะสรุปได้ว่า การซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดแบบสุ่มสี่สุ่มห้า โดยเฉพาะจากผู้ผลิตรายเล็กๆ ก็อาจมีความเสี่ยงทางสุขภาพมากกว่าการดื่มน้ำประปาในเขตพื้นที่ของกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ กระนั้นหลายคนก็ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นการดื่มน้ำก๊อก น้ำประปาสะอาดจากต้นทางอาจปนเปื้อนสิ่งสกปรกระหว่างการเดินทางผ่านท่อเก่าๆ ก็ได้ เกือบทุกครัวเรือนจึงต้องติดตั้งเครื่องกรองน้ำเพิ่มความมั่นใจ
และเมื่อเปรียบเทียบกันด้วยราคา น้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 500 มิลลิลิตรทำให้เราต้องเสียเงินตั้งแต่ 5-6 บาท ไล่ไปจนถึง 20-25 บาทหรือแพงกว่านั้นหากดื่มในร้านอาหารหรือโรงแรมหรูระยับ
ขณะที่น้ำจากก๊อกในปริมาณเท่ากัน ลองกดเครื่องคิดเลขบวกลบคูณหารค่าน้ำดิบ น้ำประปา ค่าบริการ และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ไม่รวมราคาของเครื่องกรองน้ำ) จากใบแจ้งหนี้ค่าน้ำประปาเดือนล่าสุด ผลปรากฏว่า ครึ่งลิตรราคา 0.0055 บาทเท่านั้น ไม่ถึง 1 สตางค์ด้วยซ้ำ
รู้อย่างนี้ คุณยังจะยอมจ่ายค่าน้ำดื่มบรรจุขวดที่แพงเกินจริงไปหลายร้อยหลายพันเท่า พร้อมกับสร้างปัญหาขยะพลาสติกกันอีกเหรอ
ต่อให้เปลี่ยนไปซื้อน้ำดื่มในขวดแก้วซึ่งดูจะลดขยะได้มากกว่า เพราะแก้วรีไซเคิลได้จริง แต่ต้องไม่ลืมนึกถึงมวลที่หนักกว่าซึ่งทำให้ยิ่งเปลืองพลังงานระหว่างการขนส่งด้วย
หันมากันพกกระติกน้ำเมื่อออกนอกบ้านกันเถอะ...เพื่อสุขภาพโลกและสุขภาพเรา

