บนเส้นทางเชื้อเพลิงฟอสซิล

ชีวิตคนเมืองอย่างพวกเราเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิลกันไปหมดแล้ว...

มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะสามสหายเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ เป็นแหล่งพลังงานหลักที่ทำให้เรามีไฟฟ้าใช้และเดินทางไปไหนต่อไหนได้โดยสบายสะดวก

ว่าแต่...เคยแว่บคิดกันบ้างไหม กว่าจะมาผูกพันใกล้ชิดชีวิตประจำวันของผู้คนถึงเพียงนี้ เชื้อเพลิงฟอสซิลผ่านเส้นทางความเป็นมาอย่างไรและกำลังจะเดินหน้าไปในทิศทางใดต่อ

คำตอบย่อยง่ายซ่อนอยู่ในคลิปวิดีโอที่ชื่อ The Ultimate Roller Coaster Ride : An Abbreviated History of Fossil Fuel สร้างสรรค์โดย Post Carbon Institute สถาบันที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลักดันให้สังคมเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน ความเท่าเทียม และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21

คลิปนี้พยายามสื่อสารประวัติศาสตร์ฉบับย่อ (มาก) ของเชื้อเพลิงฟอสซิลภายใน 300 วินาที เปิดเรื่องโดยพาย้อนไปไกลโพ้นตั้งแต่ปรากฏการณ์บิ๊กแบง (Big Bang) หรือการระเบิดครั้งใหญ่ของจักรวาล ตามด้วยการก่อร่างของโลกเมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน แล้วจึงตัดฉับมาสู่ยุคกลาง

หลังจากที่ชาวอังกฤษแห่ตัดไม้ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงจนต้นไม้เริ่มร่อยหรอ พวกเขาก็เป็นหนึ่งในชนชาติแรกๆ ที่หันมาบุกเบิกพลังงานจากถ่านหิน โดยช่วงเริ่มต้นคนงานเหมืองขุดได้เฉพาะถ่านหินระดับใกล้ผิวดิน เนื่องจากส่วนที่ฝังอยู่ลึกลงไปนั้นนอนจมน้ำใต้ดินอยู่ทั้งสิ้น

กระทั่งเครื่องจักรไอน้ำพลังถ่านหินถูกคิดค้นขึ้นและนำมาใช้สูบน้ำออกจากเหมืองได้เป็นผลสำเร็จนั่นแหละ การขุดใช้ประโยชน์ถ่านหินจึงดำเนินไปอย่างคึกคัก ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เจมส์ วัตต์ ก็สามารถต่อยอดสิ่งประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำพลังถ่านหินไปสู่การใช้งานรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย

แหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่บวกด้วยเครื่องจักรพลังถ่านหินกลายเป็นสูตรสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและทำให้ทุกอย่างพัฒนาก้าวกระโดด สิ่งที่เห็นได้ชัดเป็นอันดับต้นๆ คือ การต่อพ่วงหัวรถจักรพลังไอน้ำเข้ากับการขนส่งระบบรางในเหมืองถ่านหินได้ผลลัพธ์เป็นรถไฟที่ขนส่งผู้คนและสินค้าไปได้ไกลและรวดเร็วกว่าเดิม

ถัดมา...ไมเคิล ฟาราเดย์ ประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้า นิโคลา เทสล่า ประดิษฐ์เครื่องผลิตไฟฟ้ากระแสสลับ และเมื่อกระบวนการเผาถ่านหินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าถือกำเนิดขึ้น มนุษย์ก็รู้จักและใช้งานโรงไฟฟ้าถ่านหินนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ข้ามมาดูเรื่องทองคำสีดำ (Black Gold) กันบ้าง การขุดเจาะน้ำมันดิบเกิดขึ้นครั้งแรกที่รัฐเพนซิลเวเนียโดยฝีมือของเอ็ดวิน เดรก ตามมาด้วยการสร้างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังปิโตรเลียม การดึงส่วนประกอบต่างๆ ของน้ำมันดิบไปใช้ในแวดวงเภสัชกรรม ผลิตเครื่องสำอางค์ และสารเคมีอุตสาหกรรม รวมถึงการสร้างเครื่องบินที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือการผลิตปุ๋ยเคมีจากปิโตรเลียม ผลงานของฟริตซ์ ฮาเบอร์ และคาร์ล บอสช์ ซึ่งเมื่อสบทบด้วยเครื่องจักรการเกษตรที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน เช่น รถแทรกเตอร์ ปริมาณการผลิตพืชอาหารก็เพิ่มขึ้น และสามารถเลี้ยงปากท้องของประชากรโลกได้มากขึ้นตามไปด้วย

สงครามโลกครั้งที่ 1 คือผลพวงความขัดแย้งครั้งแรกเรื่องเชื้อเพลิงฟอสซิล ถัดมาเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้เราได้รู้จักขีปนาวุธนำวิถีและระเบิดนิวเคลียร์ ระหว่างนั้นหลายประเทศต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบการผลิตแบบสายพานที่ทำให้ข้าวของต่างๆ ไหลออกจากโรงงานมากจนล้นเกินความต้องการซื้อต้องการใช้งานนั่นเอง

เมื่อผลิตเยอะขึ้น กลยุทธ์โฆษณาจึงเข้ามาช่วยกระตุ้นการซื้อโดยมีบทบาทมากที่สุดผ่านทางสื่อโทรทัศน์ สุดท้ายลุกลามบานปลายเป็นกระแสบริโภคนิยมและคนรุ่นนิยมบริโภค

ช่วงทศวรรษ 1970 วิกฤตพลังงานแผลงฤทธิ์ คนทั่วโลก (โดยเฉพาะชาวอเมริกัน) ตื่นตระหนกกันมากและเริ่มรู้สึกตัวว่าชักจะพึ่งพาน้ำมันดิบมากเกินไปแล้ว บังเกิดเป็นความเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อราคาน้ำมันลดระดับสู่ปกติ ผู้คนกลับลืมเลือนภาวะขาดแคลนพลังงานไปเสียสิ้น

ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนตามกลไกตลาดเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ นักการเมืองต่างเชื่อมั่นว่า กลไกตลาดจะช่วยแก้ปัญหาได้ทุกสิ่งอย่าง ไม่ช้านานโลกเข้าสู่ยุคสมัยของโลกาภิวัฒน์ ฐานการผลิตแห่ย้ายไปประเทศจีนเพราะต่างรู้ว่าที่นั่นเป็นแหล่งแรงงานราคาถูก จึงไม่น่าแปลกใจที่ปรากฏข้อมูลว่า จีนกำลังเผาถ่านหินครึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมดบนโลกเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานในการผลิตสารพัดสินค้าส่งออก และมีแนวโน้มจะยิ่งเผาผลาญน้ำมันกับถ่านหินมากขึ้นไปอีกเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ทว่าตอนนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงแพร่กระจายและกำลังส่งผลกระทบไปทั่วทุกหนแห่ง...การเพิ่มขึ้นของระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่ทะลุสถิติสูงสุด คลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง ความเป็นกรดของน้ำทะเล การพังทลายของชั้นหน้าดินมากถึงปีละ 25 ล้านตันจากกิจกรรมเกษตรอุตสาหกรรม ป่าดึกดำบรรพ์หดหาย สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ในเร็วกว่าอัตราปกติถึง 1,000 เท่า น้ำจืดสะอาดหายากขึ้นแถมยังโดนคุกคามด้วยมลพิษ

บริษัทน้ำมันต้องขุดหาแหล่งพลังงานในระดับที่ลึกมากขึ้นและห่างไกลชายฝั่งมากขึ้น เพราะแหล่งพลังงานที่เข้าถึงง่ายถูกสูบเกลี้ยงไปหมดแล้ว แต่ก็เกิดเหตุหายนะร้ายแรงจนได้ เมื่อแท่นขุดเจาะน้ำมันดีปวอเตอร์ ฮอริซอน ระเบิดจนน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลรั่วไหลลงอ่าวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกาประสบปัญหารุมเร้า แบงก์ล้ม คนว่างงาน สถานการณ์เศรษฐกิจง่อนแง่นใกล้จะพังครืนเต็มที

นับจากยุคเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงวันนี้ เราข้ามผ่านช่วงเวลาราวๆ 200 ปีภายใน 3 ชั่วอายุคนเท่านั้น...แล้วพวกเราจะมุ่งหน้าไปไหนต่อ จะให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นพรวดๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้ จะพ่นคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศมากกว่านี้ก็ไม่ได้ จะปล่อยให้ดินเสื่อมโทรมเพราะหน้าดินถูกทำลายมากกว่านี้ไม่ได้ จะกระหน่ำบริโภคหรือดำเนินเศรษฐกิจแบบพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล (ซึ่งเหลือน้อย) ไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้อีก

ในขณะที่ทุกอย่างเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเร่ง สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้โดยเด็ดขาด..."โลกใบนี้มีขีดจำกัด"

โลกยังคงไม่แตกง่ายๆ หรอกนะ แต่วาระเร่งด่วน 4 ประการที่ Post Carbon Institute เห็นควรและเสนอให้ทุกคนลงมือเสียตั้งแต่วันนี้ ก็คือ...

หนึ่ง เรียนรู้การใช้ชีวิตอิสระจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

สอง หยุดยั้งระบบเศรษฐกิจที่เติบโตไม่รู้จบ

สาม ประคับประคองการเพิ่มประชากรให้อยู่ในระดับที่สมดุลยั่งยืน

และสี่ รับมือกับมรดกปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรด้วยการฟื้นฟูเยียวยา

สรุปสั้นๆ เราไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากอยู่ให้ได้ด้วยทรัพยากรที่สามารถเพิ่มจำนวนทดแทนในอัตราการฟื้นฟูตามธรรมชาติ

พลังงานทางเลือกเป็นหนึ่งคำตอบที่สำคัญ แต่คงไม่สามารถเข้ามาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ทันเวลาที่เหลืออยู่ เนื่องจากที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดของโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคต่างๆ สำหรับระบบขนส่ง ระบบไฟฟ้า และระบบเกษตรกรรม ถูกออกแบบให้เหมาะกับแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นจึงถือเป็นงานช้างที่แทบจะต้องรื้อเมือง ระบบการผลิต และอื่นๆ กันแบบยกเครื่องเลยทีเดียว

ไม่มีปัญหาระดับโลกปัญหาใดที่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง มิหนำซ้ำหลายปัญหาก็ยังสะสางไม่เสร็จสิ้น ทุกภาคส่วนจึงควรวางแผนเตรียมพร้อมเผชิญภาวะฉุกเฉินหรือวิกฤตการณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่คาดคิดอย่างมีสติและพอจะลุกขึ้นเดินต่อไปได้...ไม่ใช่สะดุดแล้วล้มกองนอนรอคอยความช่วยเหลืออย่างเดียว (ซึ่งก็ยังไม่รู้จะมีใครยื่นมือมาช่วยหรือเปล่า)

ถ้ายังนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย เราจะเจอกับยุคของ Post Carbon Future ซึ่งดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่นัก ตรงกันข้าม หากทุกคนพร้อมใจวางแผนเปลี่ยนผ่านไปสู่การพึ่งพาแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล อนาคตของโลกใบนี้ก็ยังจะสามารถรองรับชุมชนเข้มแข็งของผู้คน รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกหลายล้านชีวิตในระบบนิเวศด้วย

....และนี่ก็เป็นเวลาเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้และออกสตาร์ตสร้างความเปลี่ยนแปลงภายใต้ความร่วมมือของทุกคน

อีกหนึ่งคลิปที่หยิบมาฝากเป็นของแถมคือ Understanding Peak Oil ซึ่งจะพาผู้ชมไปรู้จัก "Peak Oil” แบบรวบรัดภายใน 3 นาที

Peak Oil เป็นคำที่ใช้เรียกจุดที่ปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกไต่ระดับถึงจุดสูงสุดตามแบบจำลองระฆังคว่ำของ ดร. เอ็ม. คิง ฮับเบิร์ต (M. King Hubbert) ก่อนที่จะลดต่ำลงจนหมดเกลี้ยง หรือแปลความง่ายๆ ก็คือ จุดที่น้ำมันดิบถูกขุดขึ้นมาใช้ราวๆ ครึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนั่นเอง ซึ่งหากคาดการณ์ตามหลักอุปสงค์อุปทาน กำลังผลิตน้ำมันที่ลดลงจะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันและราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด ยิ่งน้ำมันเหลือน้อยเท่าไหร่ ยิ่งต้องการมากและราคาแพงมาก

คลิปสั้นไร้บทพูดชิ้นนี้พาไปดูว่า น้ำมันดิบปริมาณวันละ 85 ล้านบาร์เรลทั่วโลกถูกใช้เพื่อประโยชน์อะไร ในสัดส่วนเท่าใดบ้าง รวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังหลังผ่าน Peak Oil

ถึงปัจจุบันก็ยังเป็นที่ถกเถียงไม่สิ้นสุดว่า โลกของเราผ่าน Peak Oil มาแล้ว กำลังอยู่ในช่วง Peak Oil หรือจะเดินไปถึง Peak Oil ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนกว่าการหาข้อสรุปดังกล่าว...มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะดำรงอยู่โดยปราศจากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ได้ภายในศตวรรษนี้

ในเมื่อพวกเราเห็นภาพอนาคตของเส้นทางเชื้อเพลิงฟอสซิลกันแล้ว จะยังนิ่งดูดายแล้วปล่อยให้ทุกอย่างค่อยๆ ดิ่งลงเหวอย่างนั้นรึ...