หลายวันก่อนผมได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับเพื่อนๆ
มีรุ่นพี่ท่านหนึ่งเสนอว่า เราควรจะไปอ่านหนังสือของนักวิชาการที่สนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เข้าใจข้อดีของเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น หนึ่งในนักวิชาการที่รุ่นพี่ท่านนั้นสนับสนุนให้ไปอ่านงานก็คือ อมาตยา เซ็น นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ในปีคศ.1998
ผมฟังเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย เพราะตัวเองก็อ่านงานวิชาการของ เซ็น มาเยอะพอดู แต่ก็ไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวของกับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร ก็เลยทวงถามคำอธิบายกับไปถึงรุ่นพี่ท่านนั้น
แล้วก็เลยเข้าใจว่า ที่มาของความคิดว่า เซ็น เป็นผู้สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น คืองานวิชาการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก" ซึ่งไปสัมภาษณ์ความคิดเห็นในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ของนักคิด นักวิชาการ และผู้มีชื่อเสียงระดับโลก (ตามคำนิยามของสกว.) จำนวน 13 ท่าน และ อมาตยา เซ็น ก็เป็นหนึ่งในนั้น
งานชิ้นนั้น ในเวลาต่อมาได้รับการอ้างอิงถึง ใน http://th.wikipedia.org/wiki/เศรษฐกิจพอเพียง1 ในส่วนของ “การเชิดชู การวิพากษ์” โดยกล่าวว่า “13 นักคิดระดับโลกเห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” และกล่าวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ อมาตยา เซ็น ว่า “ศ. ดร.อมาตยา เซน ศาสตราจารย์ชาวอินเดีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 1998 มองว่า ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และใช้โอกาสให้พอเพียงกับชีวิตที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงความไม่ต้องการ แต่ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้ดีพอ อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องของรายได้และความร่ำรวย แต่ให้มองที่คุณค่าของชีวิตมนุษย์’ ” โดยเนื้อหาส่วนนี้ได้รับการอ้างอิงจากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม พศ.25512
ผมเลยยิ่งสงสัยไปมากขึ้น ว่า อมาตยา เซ็น พูดเช่นนั้นจริงๆหรือ เนื่องจากไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า นักวิชาการที่อาศัยอยู่ที่ประเทศอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ และในปัจจุบันหันมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเช่น ความเป็นธรรมของสังคม (social justice) และอัตลักษณ์ (identity) เป็นหลัก จะยังเชียวชาญพอที่จะอธิบายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องที่แม้จะโด่งดังในหมู่คนที่สนใจเรื่องเมืองไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักกันในระดับโลกเท่าไร ได้อีกด้วย
ผมจึงตามไปอ่านหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม พศ.2551แม้จะแปลกใจ ที่หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้องกลายเป็น “13 นักคิดไทยเสนอโลกใช้เศรษฐกิจพอเพียงกู้วิกฤต” เพราะไม่เคยทราบมาก่อนว่า เซ็น กลายเป็นคนไทยไปแล้ว แต่อ่านแล้วก็ได้ความว่า นักข่าวไปสัมภาษณ์นักวิชาการไทยท่านหนึ่ง คือ ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ เรื่องงานวิชาการของสกว.ข้างต้น (ซึ่งไปสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงจากนักคิดระดับโลกจำนวน 13 ท่าน) และดร.พิพัฒน์ ก็เลยกล่าวอธิบายไปถึงบทสัมภาษณ์ของ เซ็น คำอธิบายของ ดร.พิพัฒน์ ก็ดังที่ได้ถูกนำมาสรุปไว้จาก Wikipedia ไทย ข้างต้น
ด้วยความสงสัยที่ยังมีอยู่ของผม ผมจึงไปค้นหาบทสัมภาษณ์ของ เซ็น ในงานของ สกว. จริงๆมาอ่าน ว่าเซ็นเขาพูดไว้ว่าอย่างไร ขอบคุณโลกอินเตอร์เน็ต และกูเกิ้ล ผมสามารถหาบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมาได้สำเร็จในเวลาไม่นาน3
ตามบทสัมภาษณ์จากต้นฉบับนั้น อมาตยา เซ็น ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องแนวคิดด้านการพัฒนาของเขา และเศรษฐกิจพอเพียงไว้คร่าวๆดังนี้ (ผมขออนุญาตแปลเป็นภาษาไทย เพื่อความง่ายต่อผู้อ่าน)
บทสัมภาษณ์เริ่มจากการอธิบายแนวคิดด้านการพัฒนาของเซ็น โดยเซ็นกล่าวอธิบายแนวทางคิดด้านการพัฒนาของเขา ซึ่งเรียกว่า Capability Approach ว่า เป็นวิธีการมองการพัฒนาที่ไมได้จำกัดตัวชี้วัดอยู่แค่เพียงการสร้างรายได้ แต่ให้มองการพัฒนาเป็นการสร้างเสรีภาพ
บทสัมภาษณ์ส่วนนี้ อ้างถึงประโยคที่ เซ็น กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาของเขาว่า “เราต้องไม่มองคนตามรายได้ แต่ต้องมองไปถึงสิ่งที่เขามีเสรีภาพที่จะทำ”
บทสัมภาษณ์ยังกล่าวไปถึงความแตกต่างของแนวคิดการพัฒนาของเซ็นที่เน้นมนุษย์เป็นสำคัญ กับแนวคิดการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักซึ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และนำความแตกต่างนั้นมาโยงกับความแตกต่างของเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะแนวคิด”ทางเลือก”ด้านการพัฒนา กับแนวคิดการพัฒนากระแสหลัก
ทั้งนี้บทสัมภาษณ์ได้อ้างอิงคำกล่าวของเซ็น ว่า “อย่าไปพยายามให้ความสนใจกับดัชนีรวมเช่น GDP หรือแค่กับสิ่งที่ดูง่ายๆเช่น ความร่ำรวยหรือรายได้ แต่ให้มองไปที่ชีวิตมนุษย์แล้วถามว่า มีอะไรบ้างที่เพียงพอหรือแม้กระทั่งจำเป็นกับชีวิต ซึ่งในแง่นี้ มันเป็นคำถามเดียวกับคำถามที่ว่า อะไรคือสิ่งจำเป็นเพื่อให้มันเป็นชีวิตมนุษย์”
อ่านมาถึงตรงนี้ผมก็สงสัยอยู่ไม่น้อย ว่าเซ็นคงกำลังพยายามตีความคำว่าเพียงพอ (sufficient) ตามแนวคิดการพัฒนาดุจเสรีภาพของเขา โดยพยายามให้ความเห็นว่า การเพียงพอ หมายถึง การมีสิ่งที่จำเป็นกับการมีชีวิตที่ดี และสำหรับเซ็น นั่นก็คือ เสรีภาพ
เป็นความพยายามที่เห็นได้จากคำกล่าวของเซ็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกเน้นในบทสัมภาษณ์นี้ว่า “ตามการตีความของผม (เซ็น) แล้ว ความเพียงพอ (sufficient) ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีการใช้ แต่หมายความว่าคุณมีสิ่งที่เพียงพอสำหรับการมีชีวิตที่ดี”
นอกจากนั้น บทสัมภาษณ์ได้กล่าวว่าเซ็นเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาพุทธกับเศรษฐกิจพอเพียง และที่สำคัญบทสัมภาษณ์ในส่วนสุดท้ายยังกล่าวถึงสิ่งที่เซ็นเห็นว่าจำเป็นต้องมี แม้กระทั่งในแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งก็คือ การมีประชาธิปไตยเพื่อให้สังคมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเสรี และการมีบทบาทในทางสวัสดิการของรัฐ
โดย เซ็น กล่าวว่า “ตามมุมมองของผม ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การลงคะแนนเสียง แต่ยังรวมถึงการที่สาธารณชนมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเสรี เพื่อให้สาธารณชนรู้จักการแสดงความเห็นและให้ความเห็นนั้นถูกรับฟัง”
และเซ็นได้กล่าวย้ำว่า แม้ว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะพยายามนำเอาแนวคิดทางพุทธศาสนาเข้ามาจัดการปัญหาจากความทันสมัย รัฐก็ยังต้องมีบทบาทในการสนับสนุนคนยากจนและให้การรักษาพยาบาลสำหรับทุกคน
ผมพอสรุปใจความสำคัญของบทสัมภาษณ์ อมาร์ตยา เซ็น ดังกล่าวได้สี่ประเด็น หนึ่งก็คือ การพัฒนาควรถูกมองว่าคือการสร้างเสรีภาพ สองคือ ความเพียงพอ(สำหรับเซ็น) คือ การมีสิ่งที่จำเป็นต่อการมีชีวิตที่ดี สามคือ สังคมควรมีการแลกเปลียนความเห็นได้อย่างเสรี และสี่คือ รัฐต้องมีบทบาทในการให้สวัสดิการ
มาถึงตรงนี้ ผมค่อยรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนแต่เป็นความเห็นที่ผมคุ้นเคยจากการติดตามอ่านงานของเขามาอย่างยาวนาน เซ็นที่ผมเป็นแฟนตัวยงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ให้ความหมายของสังคมที่ดี ว่าเป็นสังคมที่ให้เสรีภาพกับคนได้อย่างเต็มที่ เซ็นผู้ซึ่งมั่นคงในการสนับสนุนความเป็นประชาธิปไตย และเซ็นยังเป็นผู้ซึ่งสนับสนุนการสร้างความเป็นธรรมในสังคมผ่านการมีระบบสวัสดิการที่สร้างโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ความคิดด้านการพัฒนาของเซ็น สรุปได้ง่ายๆผ่านสอง-สามประโยคแรกของเขา ในหนังสือ การพัฒนาดุจเสรีภาพ (Development as Freedom) ดังนี้ “การพัฒนาสามารถถูกมองได้ว่าคือการสร้างเสรีภาพให้กับผู้คน การเติบโตของ GDP อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเสรีภาพ แต่เสรีภาพยังขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นๆอีก เช่น สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ (ตัวอย่างเช่น การมีระบบที่ให้การศึกษาและสาธารณสุข) และการมีเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพพลเมือง (ตัวอย่างเช่น การมีเสรีภาพในการมีส่วนร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและตรวจสอบเรื่องต่างๆในระดับสาธารณะ)”4
ความสงสัยของผมเริ่มคลี่คลายลงในจุดนี้ ผมเข้าใจว่า ในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว เซ็น ไม่ได้พยายามให้ความหมายใดๆกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เขาไม่ได้กล่าวว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และใช้โอกาสให้พอเพียงกับชีวิตที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงความไม่ต้องการ แต่ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้ดีพอ...
เขากลับพยายามเน้นย้ำถึงหลายๆ สิ่งที่ขาดหายไปในการมองการพัฒนาว่าเป็นการให้สิ่งที่เพียงพอ (ซึ่งเขาตีความว่าคือแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง) เขาพยายามบอกว่า จะเพียงพอได้นั้น หมายความว่าชีวิตต้องดีพอก่อน นั่นคือมีเสรีภาพ และจะมีเสรีภาพได้ ก็ต้องมีประชาธิปไตย และมีสวัสดิการจากรัฐ
ความเห็นและคำวิพากษ์ของเซ็น ต่อ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องที่น่าคิดและน่าฟัง ทั้งยังเหมาะสมที่จะนำไปคิดต่อ หากเศรษฐกิจพอเพียงหมายความว่าเราต้องใส่ใจกับการสร้างให้ชีวิตทุกคนดีพอ นั่นคือมีเสรีภาพ นั่นแทบจะหมายถึงว่า หากจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เราจะต้องจัดระบบสวัสดิการให้กับประชาชนทุกคนอย่างมาก โดยเฉพาะกับคนที่ด้อยโอกาสกว่าในสังคมเช่นคนยากคนจน และเรายังต้องมีระบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ที่น่าแปลกใจและคิดตามก็คือ ทำไมเรื่องเหล่านี้จึงดูเหมือนจะไม่อยู่ในความสนใจของผู้ที่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบันเท่าไรนัก
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่าสรุปเอาสั้นๆ ง่ายๆ ว่า อมาตยา เซ็น “เห็นด้วย” กับเศรษฐกิจพอเพียง ประดุจดั่งนำเขามาเป็นแค่ตรายางประทับความดีงามของแนวคิด
ผมขอสนับสนุนให้ผู้ที่ได้อ่านบทความนี้ ลองหาหนังสือของ อมาตยา เซ็น มาอ่าน โดยเฉพาะหนังสือ การพัฒนาดุจเสรีภาพ (Development as Freedom) และลองถามตัวเองหลังจากอ่านหนังสือเล่มนั้นว่า คิดอย่างไรด้วยกับแนวคิดของเซ็น และคิดอย่างไรกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
.................................................................................
1 เข้าอ่านในวันที่ 22 มีนาคม 52
2 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe01241051§ionid=0147&day=2008-10-24
3 http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/sen-en.jpg
4 Page 3 of Sen, A. (1999), ‘Development as Freedom’, OxfordUniversity Press.