ในสภาวะการณ์ปัจจุบัน หลายๆคนในสังคมไทยต่างถามหา “สังคมที่ดี”
เขาเหล่านั้นมักอ้างว่า สังคมที่ดีที่จะเป็นทางออกให้กับปัญหาหลายๆอย่างที่กำลังรุมเร้าพวกเราอยู่ในขณะนี้ ทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
แต่สิ่งที่คนจำนวนมากไม่ได้คิดไตร่ตรองกันให้ดีนัก คือ สังคมที่ดีนั้นมีหน้าตาเป็นเช่นไร?
คำตอบที่ถูกนำมาใช้กลาดเกลื่อนก็คือ “สังคมไทยที่ดีนั้น คนไทยต้องรักชาติ”
แต่ความรักชาติ เป็นคำตอบสุดท้ายจริงๆหรือ ? สังคมแบบรักชาติมากมายเป็นสังคมที่ “ดี” อย่างไร?
สังคมรักชาติมากมาย
“หากคนไทยทุกคนรักชาติ สังคมไทยต้องดีขึ้นแน่นอน” นี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณอาจได้ยินประโยคในลักษณะนี้
แต่เคยถามต่อไปบ้างไหมว่า “ความรักชาติ” แท้จริงคืออะไร และมันจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่รุมเร้าประเทศของเราอยู่ในขณะนี้ได้อย่างไร
ความรักชาติ สุดท้ายคงเป็นแค่คำอธิบายถึงลักษณะของคนแบบใดแบบหนึ่ง ที่ไม่กระทำพฤติกรรมแบบที่ “ไม่รักชาติ”
พฤติกรรมแบบไม่รักชาตินี้ ถูกนิยามไปต่างๆนาๆ โดยผู้คนที่แตกต่างกัน
โดยส่วนมากแล้ว ความไม่รักชาติ คงขยายความไปได้ต่อถึง การมีพฤติกรรมที่ไม่รักและเคารพในชาติ ศาสน์ กษัตริย์
พฤติกรรมดังว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่คลุมเคลือพอควร ไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน
บ้างก็ว่าหากใครไม่ช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีไทย ไม่ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ไม่นิยมสินค้าไทย ไม่เชียร์บอลไทย คนนั้นไม่รักชาติ
บ้างก็ว่าหากใครวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอย่างรุนแรง หรือใครไม่ยึดมั่นในคำสอนของศาสนาพุทธ คนนั้นไม่รักชาติ
บ้างก็ว่าหากใครไม่จงรักภักดีกับสถาบันกษัตริย์ คนนั้นไม่รักชาติ
หรือสุดท้าย บ้างก็ว่า หากใครรักทักษิณ คนนั้นไม่รักชาติ
จะเห็นว่าจริงๆแล้ว ความรักชาติไม่ใช่เรื่องที่ตายตัว ไม่มีสูตรสำเร็จในการพิสูจน์ได้ว่าใครรักหรือไม่รักชาติ
แต่ทั้งนี้ ข้ออ้างว่า เราต้องรักชาติให้มากๆ ก็ยังถูกใช้อยู่กลาดเกลื่อน โดยเฉพาะในเวลาที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งในเวลาที่รัฐบาลต้องการควบคุมเสรีภาพของประชาชน
เพราะอะไรน่ะหรือ?
เพราะการอ้างถึงความรักชาติ แท้จริงก็คือ กระบวนการดูดและผลักไปพร้อมๆกัน
การอ้างถึงความรักชาติ ดูดคนที่ไม่อยากเป็นคนไม่รักชาติ ให้เข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นชุมชนในจินตนาการที่จะต้องมีลักษณะร่วมบางประการ
และในขณะเดียวกัน ก็ผลักเอาคนที่ไม่ยอมรับลักษณะร่วมดังกล่าวออกไปเป็นศัตรู เป็นกลุ่มคนที่จะต้องถูกเกลียดชัง หรือแม้กระทั่งต้องถูกควบคุมและกำจัด
พูดง่ายๆว่า เมื่อใครจะอ้างถึงความรักชาติ ก็ต้องนิยามขอบเขตของลักษณะที่เรียกว่า “รักชาติ” มาพร้อมกัน ในอดีตขอบเขตดังกล่าวก็ขยับขยายไปตามสถานการณ์ ใครตกขอบเขตนั้นก็กลายไปเป็น “คนแปลกแยก”
ข้ออ้างเรื่องการรักชาติ จึงเป็นข้ออ้างที่ใช้ได้อย่างง่ายดายที่สุด ในการควบคุมหรือกำจัดคนที่เป็นภัยต่อผู้มีอำนาจในสังคม โดยที่ผู้ที่มีอำนาจดังกล่าว ก็คือผู้ที่ได้รับความเชื่อถือจากคนจำนวนมากสังคมในการนิยามลักษณะของความรักชาติ
คำถามที่เราควรต้องถามต่อไปก็คือ แล้วการดึงเอาคนเข้ามามีลักษณะร่วม ในขณะที่ผลักเอาคนที่มีลักษณะต่างออกไปนั้น ช่วยให้เกิดสังคมที่ดีได้อย่างไร
เราอาจจะคิดว่ามันช่วยยุติความขัดแย้งได้ แต่จริงๆแล้วการอ้างเอาความรักชาติมาสร้างกลุ่มคนที่ “แปลกแยก” ตั้งแต่ต้นนั้นล่ะไม่ใช่หรือ ที่เป็นชนวนก่อให้เกิดความขัดแย้ง
หรือเราอาจคิดว่า มันช่วยให้คนในสังคมมีความภาคภูมิใจในลักษณะที่เรามีร่วมกัน เช่น วัฒนธรรม ประเพณี ภาษา แต่แล้วสังคมที่ที่มีความภูมิใจในตนเองมากๆ เป็นสังคมที่ดีจริงๆหรือ
แล้วสังคมที่ดีนั้นคืออะไร?
สังคมที่ดี
สังคมไม่มีตัวตนในตัวมันเอง เพราะสังคมนั้นจริงๆก็เป็นแค่ “คนจำนวนมากและความสัมพันธ์ของเขาเหล่านั้น”
การนิยามสังคมที่ดี สุดท้ายก็คือการนิยามลักษณะการอยู่ร่วมกันของคน ว่าส่งผลต่อคนเหล่านั้นเช่นไร
เราสามารถนิยามสังคมที่ดีได้สองวิธีการ โดยทั้งสองวิธีการนั้นเกี่ยวข้องกัน
วิธีแรก เราอาจเริ่มจากการคิดถึง “แบบในอุดมคติ” ของการอยู่ร่วมกัน ที่ส่งผลดีต่อคนในรูปแบบต่างกัน ตัวอย่างเช่น สังคมในอุดมคติของเราอาจเป็นสังคมที่ให้ความสุขกับคนอย่างล้นเหลือ อาจเป็นสังคมที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของคนในสังคม หรืออาจเป็นสังคมที่ให้โอกาสกับทุกๆคนที่เกิดมาอย่างเท่าเทียมกัน
แน่นอนว่า แบบในอุดมคติเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์บนโลกใบนี้ แต่นั่นล่ะคือความหมายของการเป็นแบบในอุดมคติ เพราะมันคือเป้าหมายที่ทิ้งไว้ให้สังคมมีทิศทางในการพัฒนา
เรื่องที่ต้องเข้าใจก็คือ แม้สังคมไม่อาจเป็นดั่งอุดมคติได้ แต่ก็เข้าใกล้อุดมคติได้มากขึ้น
แต่ทั้งนี้ แบบของสังคมอุดมคติ ก็ควรต้องผูกพันอยู่กับสภาพจริงของโลก ไม่ใช่ว่าเป็นแบบที่ไม่สามารถเข้าถึงได้เลยเพราะไม่อิงอยู่บนฐานความเป็นจริง เรื่องนี้จึงนำไปสู่วิธีการนิยามสังคมที่ดีแบบที่สอง
วิธีนิยามสังคมที่ดีแบบที่สอง ก็คือการนิยามโดยเปรียบเอาจากสังคมต่างๆที่อยู่บนโลกใบนี้ โดยวิธีนี้ก็เหมือนกับการมองหารูปแบบของสังคมอันมีอยู่จริงที่ช่วยผลักดันให้สังคมเข้าใกล้แบบในอุดมคติดังที่นิยามไว้ในแบบแรกได้มากขึ้น นิยามในแบบที่สองนี้ไม่เสร็จสิ้นในตัวมันเอง แต่มีอยู่เพราะมันตอบโจทย์ของสังคมที่ดีในแบบแรกได้
ตัวอย่างของนิยามสังคมที่ดีในแบบที่สอง ก็เช่น สังคมที่ดีนั้น มีความเป็นประชาธิปไตย มีเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง มีระบบกฏหมายที่เข้มแข็งและยุติธรรม หรือ มีระบบสวัสดิการให้ประชาชนถ้วนหน้า
จะเห็นได้ว่านิยามของสังคมที่ดีในแบบที่สองนี้ เรามองเห็นได้มากกว่าแบบแรก และยังสามารถนำประเทศต่างๆบนโลกใบนี้มาเปรียบเทียบได้โดยไม่ยากว่าประเทศไหนทำได้ดีกว่าประเทศไหนในเรื่องอะไร (เว้นแต่จะเราจะกล้าคิดว่าประเทศต่างๆ หรือบางประเทศ เป็นประเทศพิเศษที่ไม่สามารถเปรียบเทียบกับใครได้)
เราบอกได้โดยไม่ยากว่าอังกฤษเป็นประชาธิปไตยกว่าพม่า เราบอกได้โดยไม่ยากว่าสหรัฐฯมีรายได้ประชาติต่อหัวมากกว่าอินเดีย และเราก็บอกได้โดยไม่ยากว่าสวีเดนมีระบบสวัสดิการให้ประชาชนดีกว่าบราซิล
และเราก็บอกได้โดยไม่ยากเช่นกัน หากเราคิดมากๆซักหน่อย ว่าประเทศเราอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆบนโลกเมื่อใช้นิยามของสังคมที่ดีเหล่านี้เป็นมาตรวัด
แต่ทั้งนี้ ด้วยการทำตามกระแสปลุกความรักชาติให้มากๆ สังคมเราก็อาจกลายเป็นสังคมที่รักชาติไม่แพ้ประเทศใดบนโลกใบนี้ และหากสังคมแบบรักชาติมากมาย อาจมากถึงขนาดคลั่งไคล้ เป็นนิยามสังคมที่ดีแบบหนึ่ง เราก็อาจเป็นสังคมที่ดีไม่แพ้ใครก็ได้
แต่แล้วสังคมแบบรักชาติมากมายจนเข้าขั้นคลั่งมันเป็นนิยามของสังคมที่ดีแบบไหนกันเล่า?
สังคมที่ดีกับความคลั่งชาติ
ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น วิธีนิยามสังคมที่ดีทั้งสองแบบเกี่ยวข้องกัน แบบแรกเป็นเป้าหมายในอุดมคติ ส่วนแบบที่สองคือรูปแบบสังคมที่เห็นได้จริงในโลกนี้ โดยนิยามแบบที่สองเป็นเหมือนเครื่องมือในการไปสู่เป้าหมายซึ่งก็คือนิยามแบบแรก
สังคมที่มีรายได้ประชาติต่อหัวสูงนั้น ดีก็เพราะให้อรรถประโยชน์อันหมายถึงความสุขกับคนในสังคมได้มากกว่า สังคมที่มีระบบกฎหมายที่เข้มแข็งและยุติธรรม ดีก็เพราะปกป้องสิทธิเสรีภาพของคนในสังคมได้โดยเสมอภาค และสังคมแบบรัฐสวัสดิการ ดีก็เพราะให้โอกาสกับคนที่เกิดมาในสังคมได้อย่างเท่าเทียมกันมากกว่า
สังคมแบบรักชาติ ไม่น่าจะเป็นนิยามสังคมแบบอุดมคติ เพราะเราไม่สามารถเห็นได้ว่าความรักชาติเป็นลักษณะของการอยู่ร่วมกันที่ดีในตัวมันเองอย่างไร
สังคมแบบรักชาติจึงน่าจะเป็นนิยามแบบที่สองมากกว่า คือ เป็นวิธีการเพื่อไปสู่เป้าหมาย
คำถามที่ตามมาทันทีก็คือ มันเป็นวิธีการไปสู่เป้าหมายอะไร? การเป็นสังคมแบบรักชาติจนคลั่งชาติให้อะไรกันแน่กับคนในสังคม?
การคลั่งชาติช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้ความเป็นอยู่ของคนโดยเฉลี่ยดีขึ้นจริงไหม หากจะตอบคำถามนี้คงต้องลองดูว่าประเทศที่พยายามปิดตนเองจากการลงทุนและการค้าขายระหว่างประเทศนั้นมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีกว่าประเทศอื่นๆจริงหรือไม่ ซึ่งก็คงจะพบคำตอบได้ไม่ยากว่าไม่จริง
การคลั่งชาติช่วยให้สวัสดิการสังคมดีขึ้น ช่วยให้โอกาสกับคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกันไหม หากลองมองไปที่ประเทศที่เป็นตัวอย่างของรัฐสวัสดิการทั้งหลาย ก็ไม่เห็นว่าประเทศเหล่านั้นจะมีลักษณะเป็นประเทศที่รักชาติอะไรมากมายแต่อย่างไร ซ้ำร้าย หลายๆคนคงแปลกใจเมื่อทราบว่าเหล่าประเทศที่เป็นตัวอย่างของรัฐสวัสดิการนั้น ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีลักษณะเปิดเสรีทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมากๆ
ในทางกลับกัน หากเราลองตั้งคำถามเชิงวิพากษ์กับความคลั่งชาติ เราก็อาจจะพบว่า ความคลั่งชาติ กลับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการไปสู่การเป็นสังคมที่ดีในแบบแรก โดยเฉพาะสังคมที่คนมีสิทธิและเสรีภาพ
ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น การปลุกกระแสความรักชาติ แท้จริงแล้วก็เป็นเครื่องมือที่ใช้กันอย่างดาดดื่นในสังคมเผด็จการ เพราะมันมีประโยชน์เหลือเกินในการนำไปควบคุมความประพฤติของคนในสังคม รวมถึงใช้จัดการกับคนที่กล้าต่อกรกับผู้มีอำนาจ
“เมื่อความคลั่งชาติเฟื่องฟู ก็ไม่มีที่เหลือสำหรับเสรีภาพ” หากเราลองศึกษาบทเรียนจากประวัติศาสตร์ของโลกเราให้ดี ก็จะพบว่าคำกล่าวนี้ไม่เกินความจริงนัก
แล้วเราจะทำอย่างไรดีกับความรักชาติ เราควรจะเลิกรักไปเลยไหม?
บทสรุป
การรักคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเรานั้น เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เราพัฒนาความรู้สึกผูกพันกับสภาพแวดล้อมได้โดยอัตโนมัติ และเช่นกัน โดยธรรมชาติแล้ว เราก็มีความรู้สึกห่วงใยคนที่อยู่ใกล้มากกว่าคนที่อยู่ไกล
เมื่อมีการสร้างความเป็นรัฐชาติขึ้นมา กลายเป็นรูปแบบของสังคมที่สำคัญที่สุดแบบหนึ่ง เป็นชุมชนในจินตนาการที่เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งด้วย การรักชาติก็คงเป็นสิ่งที่คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
การรักและห่วงใยคนที่อยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย การเห็นแก่ประโยชน์สุขของคนอื่นๆในสังคม เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้ หากเราต้องการไปสู่สังคมที่ดีในเกือบทุกแบบ
แต่เมื่อการรักชาติ กลับกลายเป็นเครื่องมือในทางการเมือง กลายเป็นกระแสการปลุกให้รักและเกลียดอย่างขาดสติและเหตุผล เป็นความคลั่ง มากกว่าความรัก การรักชาติก็ไม่ได้หมายถึงการรักและห่วงใยคนที่อยู่ร่วมกันอีกต่อไป
ในกระแสดังกล่าว เราไม่ได้รักชาติเพราะอยากให้สังคมยุติธรรม มีเสรีภาพ มีความสุข แต่เรารักเพียงเพราะเราถูกปลูกฝังให้จำเป็น “ต้องรัก”
สิ่งที่สำคัญจึงเป็นการตั้งคำถามให้มากๆ กับความรักชาติ ว่าเราควรรักแบบไหน เพื่ออะไร เพราะอะไร ทำไม?
ใช้เหตุผลให้มากๆ และใช้ความรู้สึกให้น้อยๆ เลือกที่จะรักชาติแบบรักและห่วงใยคนในสังคมอย่างเท่าๆกันมากกว่ารักเพราะถูกปลุกปั่นให้เกลียดชังคนที่โดนตราหน้าว่าไม่รักชาติ
หากครั้งหน้าคุณได้ยินใครอ้างอะไรในเชิงที่ว่าเราต้องรักชาติให้มากๆอีก โปรดตั้งคำถามทั้งกับตัวเองและกับเขาคนนั้นว่า “รักชาติแบบเขานั้นคืออะไร เพราะอะไร และเพื่ออะไรกับคนในสังคม”