เมื่อกล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาอันมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะที่แพร่หลายอยู่ในประเทศไทย แนวคิดอีกเรื่องที่แทบจะอยู่เคียงคู่กันเสมอก็คือการพึ่งตนเอง ทั้งสองแนวคิดเกี่ยวพันกันจนหลายๆคนแยกไม่ออก เมื่อมีใครเอ่ยถึงชุมชน ก็เหมือนจะสมมุติไปได้ทันทีว่าเขากำลังกล่าวถึงการพึ่งตนเองของกลุ่มคนที่เขาเรียกว่าชุมชนอยู่
การหันหน้าไปสู่ชุมชน โดยหวังให้ชุมชนแก้ปัญหาต่างๆด้วยตนเองนั้น เริ่มและเติบโตในประเทศเรามาพร้อมๆกับแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน ที่มองว่าปัญหาด้านการพัฒนาเกิดมาจากการดำเนินนโยบายที่เน้นแต่การเติบโตของตลาดและทุนของรัฐบาลในอดีต และเมื่อต้นเหตุของปัญหาคือรัฐและตลาด ชุมชนก็ควรผันตัวเองออกจากการเกี่ยวพันกับทั้งสองสิ่ง แล้วหันมาช่วยเหลือกันเองในการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ โดยหวังให้คุณค่าทางวัฒนธรรมและศีลธรรมเป็นตัวกำกับการพึ่งพิงกันเองดังกล่าว[1]
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามความเป็นจริงแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รัฐและตลาดก็ยังเดินหน้าขยับขยายอำนาจและบทบาทต่อไป ในขณะที่ชุมชนกลับกลายเป็นผู้ที่ต้องปรับตนเองตาม ส่วนการคาดหวังให้ชุมชนส่วนใหญ่พึ่งตนเองให้ได้นั้น ก็ยังเป็นเป้าหมายในอุดมคติ แม้ว่าจะขยับมาเป็นเป้าหมายที่รัฐให้การสนับสนุนก็ตาม
บทความนี้จึงพยายามเสนอมุมมองที่ไม่ด่วนสรุปว่าการพึ่งตนเองต้องเป็นเป้าหมายสุดท้ายของชุมชน แต่กลับมามองย้อนดูทั้งในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์จากงานศึกษาในระดับสากล ว่าการพึ่งตนเองของชุมชนนั้นเป็นเป้าหมายที่เป็นจริงได้มากขนาดไหน รวมทั้งสามารถช่วยให้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
มุมมองทางเศรษฐศาสตร์เรื่องชุมชนพึ่งตนเอง
ในทางเศรษฐศาสตร์ การพึ่งพิงกันของสมาชิกชุมชนมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยง อันเกิดมาจากภาวะความผันผวนของรายได้และรายจ่าย ซึ่งสาเหตุมีได้ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ภาวะความแห้งแล้ง สภาพเศรษฐกิจโดยรวม หรือแม้กระทั่งการเจ็บป่วยที่ไม่ได้คาดเอาไว้ ความเสี่ยงเหล่านี้ เมื่อประกอบกับการขาดหายไปของตลาดการประกันความเสี่ยงให้กับคนยากจน ก็สามารถส่งผลให้เขาเหล่านั้นต้องตกอยู่ในวังวนของกับดักความยากจน
ในภาวะดังกล่าว กลุ่มคนในชุมชน อาจเข้ามาช่วยเหลือกันสร้างเครือข่ายเพื่อกระจายความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น การสร้างสหกรณ์หรือกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น เพื่อเก็บเงินออมไว้ยามสภาพการณ์ไม่ดี หรืออาจมีการสร้างกลุ่มอาชีพขึ้นช่วยเหลือกัน ทั้งนี้การสร้างเครือข่ายกระจายความเสี่ยงนั้น หลักการพื้นฐานก็คือการแลกเปลี่ยนกันนั่นเอง เพราะผู้ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงที่คล้ายกัน ย่อมอยากแลกเปลี่ยนการช่วยเหลือกันเมื่อมีใครต้องตกทุกข์ลำบาก
ที่น่าสนใจก็คือ งานวิจัยเรื่องการกระจายความเสี่ยงหลายๆชิ้น[2] พบว่าเครือข่ายการกระจายความเสี่ยงที่มีบทบาทสำคัญมากก็คือเครือข่ายของญาติพี่น้องที่กระจายตัวกันไปทำงานในภาคเศรษฐกิจและสถานที่ต่างๆที่แตกต่างกัน เช่น การเข้ามาทำงานในเมืองของลูกหลานคนในชนบท ข้อสังเกตุอันนี้อาจไปขัดแย้งกับความคิดเรื่องชุมชนของไทยที่ต้องการให้คนในชุมชนไม่ย้ายออกจากพื้นที่ชนบท เพราะมองว่าชุมชนควรต้องมีลักษณะเหมือนดั่งชุมชนในอดีต (ตามจินตนาการ) ถึงจะดี
อย่างไรก็ดี การร่วมมือกันกระจายความเสี่ยงของชุมชนนั้น แม้อาจลดความเสี่ยงให้กับกลุ่มคนที่มารวมตัวกันได้บ้าง แต่ก็ทำได้เพียงไม่มากนัก เพราะมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ
ในทางเศรษฐศาสตร์ การแลกเปลี่ยนความเสี่ยงร่วมกันนั้น หากกลุ่มคนที่เข้ามารวมกลุ่มกัน ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ใกล้เคียงกัน รวมถึงเผชิญกับความเสี่ยงในระดับใกล้ๆกัน ก็ยากที่จะรวมกันอยู่ได้นาน เพราะคนกลุ่มที่ฐานะดีกว่า หรือเผชิญกับความเสี่ยงน้อยกว่า ย่อมไม่อยากไปแลกเปลี่ยนความเสี่ยงกับคนที่มีสภาพเหล่านี้แย่กว่าตนเอง ในขณะที่กลุ่มคนที่ยากจนที่สุดก็มีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มที่มีคนอยากมาแลกเปลี่ยนความเสี่ยงด้วยน้อยที่สุด เพราะมีโอกาสสูงที่เขาเหล่านั้นจะต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ
นอกจากนี้ การรวมกลุ่มกันของคนที่แต่ละคนไม่ได้มีทุนทรัพย์มากมาย ก็อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรกับพวกเขาเหล่านั้นได้มากนัก ด้วยทุนที่แต่ละคนเอามารวมกันก็มักจะมีน้อย จะมีพอก็เพียงช่วยเหลือบรรเทาทุกข์กันได้เป็นครั้งคราว ด้วยเหตุนี้ การรวมกลุ่มกันเพื่อออมทรัพย์สินของชุมชน จึงมักมีข้อจำกัดในการผันเงินออมไปเป็นแหล่งเงินลงทุนของสมาชิกกลุ่ม ทั้งที่จะว่าไปแล้ว เงินลงทุนที่เพียงพอเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการก้าวข้ามพ้นกับดักความยากจน[3]
สุดท้าย การรวมกลุ่มกัน ก็ไม่อาจช่วยลดความเสี่ยงที่คนทั้งกลุ่มต้องเผชิญไปพร้อมๆกัน เช่น หากคนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร และต้องประสบกับภัยแล้งพร้อมกัน เขาเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะช่วยกันได้เพราะต่างคนต่างก็ย่ำแย่ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องน่าสนใจของคนไทยอีกเรื่องที่ชุมชนที่น่าจะมีความสามารถในการจัดการความเสี่ยงนั้น ก็คือชุมชนที่มีแหล่งที่มาของรายได้ที่หลากหลายไม่ซ้ำกัน เช่น ชุมชนที่มีคนหลากหลายอาชีพ ซึ่งเป็นภาพที่อาจแตกต่างไปจากชุมชนในอุดมคติที่คนไทยหลายๆคนวาดไว้ว่าต้องเป็นชุมชนที่เน้นอาชีพเกษตรกรรม
ด้วยข้อจำกัดมากมาย การรวมกลุ่มกันเพื่อกระจายความเสี่ยง จึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเลยที่จะเกิดขึ้นจริง และจะช่วยพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของกลุ่มคนที่มารวมกันให้ดีขึ้นได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จำนวนชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มกันจะมีอยู่อย่างจำกัด และชุมชนที่กลายมาเป็นชุมชนตัวอย่างนั้น จำนวนมากก็ประสบความสำเร็จไปพร้อมๆกับการผันตัวเองมาเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อผลิตภาพความสำเร็จโดยเฉพาะ
หากการพึ่งพิงชุมชนเพื่อการพัฒนาแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นไปได้ง่ายๆ แล้วทางออกคืออะไร?
ข้อเสนอแนะที่สำคัญก็คือ ชุมชนไม่ควรถูกมองอยู่โดดๆ โดยไม่นำเอาบริบทที่แวดล้อมอยู่ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจมาวิเคราะห์ไปด้วย การพึ่งพิงตนเองนั้น ต้องถูกมองไปพร้อมกับสภาพความเป็นจริงที่ชุมชนที่คนพร้อมจะมารวมกันไม่ได้มีมากมาย และยังต้องตระหนักถึงผลที่จำกัดของการรวมกลุ่ม ด้วยเหตุนี้บทบาทของรัฐในการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาความยากจนที่มากไปกว่าการโฆษนาจึงสำคัญไม่แพ้กัน การให้ความสำคัญกับชุมชนไม่ควรเป็นข้ออ้างให้รัฐไม่ต้องพัฒนาระบบสวัสดิการให้กับคนยากจน และสร้างระบบเศรษฐกิจที่สนับสนุนความเท่าเทียมกันทางโอกาส
มุมมองทางรัฐศาสตร์เรื่องชุมชนพึ่งตนเอง
ในขณะที่มุมมองทางเศรษฐศาสตร์มองการพึ่งตนเองของชุมชนว่าเกี่ยวพันกับการลดความเสี่ยง มุมมองทางรัฐศาสตร์มองเรื่องการพัฒนาชุมชนว่าเกี่ยวกับอำนาจและการปกครอง
เช่นเดียวกับเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่งานวิจัยทางรัฐศาสตร์เกี่ยวกับชุมชนหลายๆชิ้นเห็นตรงกันก็คือ ชุมชนมีข้อจำกัดมากมายในการเป็นตัวขับเคลื่อนโครงการพัฒนา
การหวังจะให้ชุมชนเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนการพัฒนานั้น มักมองข้ามความจริงที่ว่า ชุมชนเองก็ไม่ได้เป็นหน่วยทางสังคมที่ปราศจากความไม่เท่าเทียมกันทางอำนาจ คนในชุมชนก็ประกอบไปด้วยคนหลายๆกลุ่ม มีทั้งคนรวยและจน เมื่อเป็นเช่นนี้ โครงการพัฒนาที่หวังจะไปหนุนเสริมบทบาทของชุมชน ก็อาจกลับกลายไปเป็นแค่เครื่องมือให้กับกลุ่มคนที่มีอำนาจมากกว่าในชุมชนใช้ในการครอบงำหรือเอารัดเอาเปรียบคนที่มีอำนาจน้อยกว่าได้
งานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในประเทศกำลังพัฒนาพบว่า โครงการเหล่านั้นต่างก็ถูกกลืนไปกับสภาพวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ คนจน ผู้หญิง หรือชนกลุ่มน้อยถูกเอารัดเอาเปรียบ ข้อสังเกตนี้ทำให้การสนับสนุนชุมชนให้ดูแลวัฒนธรรมของไทยเราต้องถูกตั้งคำถามเช่นกันว่าจะช่วยก็ให้เกิดประโยชน์กับคนยากจนได้จริงหรือ เพราะวัฒนธรรมเองอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนความไม่เทียมกันในสังคมก็ได้[4]
นอกจากนี้การสนับสนุนให้ชุมชนพึ่งตนเอง ก็ไม่อาจปฏิเสธความเป็นจริงที่ว่า ชุมชนไม่สามารถหลุดไปจากความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก โดยเฉพาะกับรัฐได้ ชุมชนส่วนใหญ่ที่มีโครงการพัฒนาให้พึ่งตนเองนั้น ต่างก็มีคนภายนอกเช่น NGOs หรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปสนับสนุนและกำกับ และลักษณะของการพึ่งตนเองนั้น จะถูกยอมรับจากคนเหล่านี้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามที่เกณฑ์ที่มักถูกกำหนดไว้แล้วแต่แรกจากภายนอก ไม่ใช่จากความนึกคิดของคนในชุมชนเอง
ที่สำคัญ การพัฒนาที่สนับสนุนให้ชุมชนพึ่งตนเองนั้น ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นส่วนหนึ่งของการประดิษฐ์รูปแบบการปกครองแบบใหม่โดยรัฐในยุคสมัยทุนนิยม โดยการพึ่งตนเองที่รัฐพยายามสนับสนุน ก็เป็นไปเพื่อแทรกแบบแผนความคิดเรื่องความดีงามของการประพฤติ เพื่อให้ชุมชนกำกับความประพฤติกันเอง โดยรัฐแค่คอยกำกับอยู่ห่างๆ การปกครองในรูปแบบการปกครองนี้ถูกอธิบายในแนวคิดของ Michel Foucault เรื่อง Governmentality ที่มองว่าหัวใจของการปกครองสมัยใหม่ก็คือการที่รัฐเข้ากำกับความนึกคิดของคนให้ปกครองตนเองผ่านการปลูกฝังคุณค่าเรื่องความดีและไม่ดี[6]
ข้อสังเกตสำคัญที่สามารถโยงแนวคิดดังกล่าวเข้ากับโครงการชุมชนพึ่งตนเองทั้งหลายก็คือการที่โครงการเหล่านั้น ล้วนพยายามสอดแทรกเรื่อง “คุณธรรม จริยธรรม” ให้อยู่ในความนึกคิดของชุมขนที่เข้าร่วมโครงการอยู่เสมอโดยที่คุณค่าความดีงามเหล่านั้น อาจเป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยให้การปกครองเป็นไปอย่างง่ายดาย เพราะรัฐสามารถผันให้คนธรรมดากลายมาเป็นตำรวจศีลธรรมที่ช่วยสอดส่องพฤติกรรมคนอื่นและตนเอง นอกจากนี้ รูปแบบการปกครองที่สนับสนุนการพึ่งตนเอง ยังช่วยให้รัฐสามารถลดบทบาททางสวัสดิการลง และปล่อยให้ชุมชนจำนวนมากที่ยากจะดูแลตัวเองได้ดีต้องมารับผิดชอบตนเองแทน เปรียบดังปล่อยให้คนที่อ่อนแอเข็นครกขึ้นภูเขา
ด้วยการตระหนักถึงข้อจำกัดที่มากมายของชุมชน ข้อเสนอแนะของมุมมองทางรัฐศาสตร์ต่อชุมชนพึ่งตนเอง ก็ไม่ต่างไปจากข้อเสนอแนะทางเศรษฐศาสตร์มากนัก ก็คือชุมชนต้องไม่ถูกมองอย่างโดดเดี่ยวโดยปราศจากความเกี่ยวข้องกับรัฐและตลาด ที่สำคัญ การเมืองที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน และระหว่างชุมชนกับคนนอก ต้องไม่ถูกละเลยในการวิเคราะห์โครงการพัฒนาต่างๆ แนวคิดเรื่องการพัฒนาชุมชนต้องก้าวให้พ้นกับดักของความโรแมนติก และจริยธรรมของการไม่เป็นการเมือง ที่คนเมืองมักจะ “อิน” กับมันเป็นพิเศษ
[1] สามารถอ่านเกี่ยวกับแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนได้เพิ่มเติมใน Kitahara, A. (1996), The Thai Rural Community Reconsidered,. Historical community formation and contemporary development movements. Bangkok: Political Economy Centre, Chulalongkorn
[2] ดูได้เพิ่มเติมจาก Morduch, J. (1999), Between the State and the Market: Can Informal Insurance Patch the
Safety Net?, The World Bank Research Observer. voL 14, no. 2 ซึ่งเป็นงานศึกษาที่สำรวจงานวิจัยเกี่ยวกับการกระจายความเสี่ยงผ่านเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ
[3] เรื่องดังกล่าวถูกสรุปไว้เป็นอย่างดีในบทที่ 5 ของ World Bank (2006), World Development Report 2006 ในหัวข้อเรื่อง Inequality and Investment
[4] ดูงานศึกษาที่รวบรวมปัญหาเหล่านี้ไว้ได้ใน Cornwall, A., & Coelho, V.P. (2007) Spaces For Change?: The Politics Of Citizen Participation In New Democratic Arenas. Palgrave Macmillan
[5] สามารถดูสรุปปัญหาเรื่องการเมืองของชุมชนได้ใน Cooke, B., & Kothari, U. (2001) Participation : the new tyranny?. London: Zed Books.
[6] คำอธิบายเรื่อง Governmentality ถูกสรุปไว้เป็นอย่างดีใน Lemke, T. (2000). Foucault, Governmentality, and Critique, Rethinking Marxism Conference. University of Amherst (MA).
[7] ดูรายละเอียดงานศึกษาที่เชื่อมโยงการพัฒนาแบบพึ่งตนเองกับแนวคิดเรื่อง Governmentality ได้ใน Herbert-Cheshire, L. (2006) Governing Rural Development: Discourses and Practices of Self-help in Australian Rural Development Policy. Aldershot: Ashgate.

