ถูกสำหรับเขา แต่ไม่ถูกสำหรับเรา?

ประโยคที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆเวลาพูดคุยเรื่องการเมืองหรือเวลาอ่านความเห็นเกี่ยวกับปัญหาสังคมต่างๆตามหน้านิตยสารและหนังสือพิมพ์ก็คือ

"บางคุณค่าที่ถูกต้องสำหรับสังคมตะวันตกก็อาจไม่ถูกสำหรับสังคมไทย"

ประโยคเช่นนี้มักถูกใช้โต้ตอบเมื่อมีใครตั้งคำถามกับสภาพความเป็นไปของสังคมไทย และเสนอถึงปัญหาเมื่อเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยกับมาตรฐานความถูกต้องที่เป็นที่นิยมในระดับสากลหรือตะวันตก ตัวอย่างเช่น หากเราบอกว่าประเทศไทยมีปัญหาในการริดรอนสิทธิเสรีภาพด้านการแสดงความคิดเห็น ก็อาจได้รับการตอบกลับมาว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นคุณค่าของตะวันตกที่อาจไม่เหมาะกับสภาพสังคมไทย

แต่เป็นไปได้อย่างไรที่บางเรื่องจะ "ถูกสำหรับเขา แต่ไม่ถูกสำหรับเรา"?

Moral Relativism

ความคิดที่ว่ามาตรฐานทางศีลธรรมที่ใช้ตัดสินว่าอะไรถูกผิดในแต่ละสังคมนั้นต่างกัน ทำให้เราไม่สามารถใช้มาตรฐานจากสังคมใดสังคมหนึ่งมาตัดสินอีกสังคมนึงได้นั้น เรียกได้คร่าวๆว่า Moral Relativism[1]

ความคิดนี้ มีรากฐานมาจากการศึกษาวัฒนธรรมในสังคมที่แตกต่างกัน ซึ่งมักมีข้อสังเกตว่าสิ่งที่สังคมใดสังคมหนึ่งให้คุณค่าว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องไม่จำเป็นต้องเหมือนกับสังคมอื่น เช่น การให้คุณค่ากับการเคารพและเชื่อฟังผู้ใหญ่ว่าเป็นเรื่องที่ดีของของคนไทย แตกต่างจากสังคมตะวันตกที่ความต่างทางอายุไม่เป็นประเด็นสำคัญนักในความสัมพันธ์ หรือการเชื่อว่าการมีภรรยาคนเดียวเป็นเรื่องที่ถูกต้องของสังคมไทยและตะวันตก ก็ต่างไปจากสังคมในประเทศมุสลิมหลายๆประเทศที่ไม่เห็นว่าการมีภรรยาหลายคนเป็นเรื่องที่ผิดอะไร

ข้อสังเกตเรื่องความแตกต่างของมาตรฐานทางศีลธรรมในวัฒนธรรมที่ต่างกันนี้ มักถูกใช้เป็นเหตุผลนำไปสู่ข้อเสนอว่า แต่ละสังคมก็มีคุณค่าทางศีลธรรมที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น เรื่องคุณค่าแห่งความเป็นเอเชีย (Asian Values)[2] ที่สนับสนุนว่าสังคมเอเชียมีลักษณะที่เหมาะกว่ากับการปกครองที่ออกไปในแนวเผด็จการ และไม่เหมาะกับลักษณะการปกครองแบบเสรีนิยม (Liberalism) อันถูกมองว่าเป็นคุณค่าของสังคมตะวันตก

โดยใจความสำคัญของข้อเสนอแบบนี้ก็คือ "เราไม่สามารถตัดสินสังคมใดสังคมหนึ่งได้ด้วยมาตรฐานทางศีลธรรมจากสังคมอื่น" และทั้งนี้ คำกล่าวอ้างที่มักถูกใช้สนับสนุนความคิดแบบนี้ก็เช่น 1) ถูกผิดต้องขึ้นอยู่กับสังคมของเขาเป็นคนตัดสิน 2) เมื่อเราต่างกันก็ไม่มีใครถูกใครผิด และ 3) เราไม่สามารถตัดสินคนในสังคมอื่นๆได้เพราะสังคมเขามีลักษณะต่างจากเรา

บทความในส่วนต่อจากนี้จึงจะลองพิจารณาคำกล่าวอ้าง 3 ข้อข้างต้นดูว่ามีรายละเอียดและปัญหาหรือไม่อย่างไร

ปัญหาของคำกล่าวอ้างในการสนับสนุน Moral Relativism

1) ถูกผิดต้องขึ้นอยู่กับสังคมของเขาเป็นคนตัดสิน

ประโยคนี้มักถูกอธิบายต่อไปว่า สิ่งใดที่คนส่วนใหญ่ในสังคมให้คุณค่าก็ควรเป็นสิ่งที่ใช้ตัดสินคนในสังคมนั้นๆ เช่น หากเราเป็นคนไทย ก็ควรใช้คุณค่าที่คนไทยส่วนใหญ่ยึดถือมาตัดสินการกระทำของเรา เรามักจะพบคำกล่าวอ้างแบบนี้ได้บ่อยๆ โดยเฉพาะในสภาวการณ์ที่ความเป็นไทยได้รับการยกย่องเชิดชูผ่านการปลุกกระแสชาตินิยม

อย่างไรก็ดี ข้ออ้างนี้ค่อนข้างอ่อนเหตุผลในการสนับสนุน

เพราะหากเราศึกษาประวัติศาสตร์มาบ้าง ก็ยากที่เราจะเห็นด้วยว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมใดๆให้คุณค่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจะต้องถูกต้องเสมอ

มีผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์อยู่มากมายที่ถูกคนในยุคสมัยของตนเองมองว่าเป็นพวกที่แปลกแยกเพราะให้คุณค่ากับสิ่งที่ต่างไปจากคนส่วนใหญ่ในสังคม เช่น โสคราติสที่ให้คุณค่ากับการถกเถียงเพื่อพัฒนาความรู้ หรือกาลิเลโอที่ให้คุณค่ากับการค้นหาความจริงของโลกและจักรวาลทั้งๆที่อาจขัดกับความเชื่อของคริสตจักร เขาเหล่านั้นอาจถูกมองว่าผิดโดยคนส่วนใหญ่ในสังคมรอบตัวในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรากลับมองว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว

มาตรฐานทางศีลธรรมนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา และก็มักจะถูกเปลี่ยนแปลงจากคนที่มีความคิดก้าวหน้าไปกว่าคนอื่นจนถูกมองว่าผิดโดยคนรอบข้าง อย่างไรก็ดี เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปเขาเหล่านั้นกลับถูกเชิดชูในภายหลังว่าถูก

จากข้อสังเกตทางประวัติศาสตร์นี้ เราจึงพอบอกได้ว่าความถูกผิดทางศีลธรรมไม่สามารถอ้างเอาความเห็นของคนส่วนใหญ่ในสังคม ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งมาตัดสินได้

2) เมื่อเราต่างกันก็ไม่มีใครถูกใครผิด

คำกล่าวอ้างที่สองนี้มองว่าคุณสมบัติของตัวผู้กระทำมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความถูกผิดของการกระทำ ซึ่งมักถูกอธิบายต่อไปว่ามนุษย์ต่างมีลักษณะและความสามารถในการทำสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป และเมื่อคุณสมบัติต่างกัน การจะตัดสินว่าใครถูกผิดก็ต้องต่างกันไปด้วย คำอธิบายนี้ถูกใช้ตั้งแต่ความต่างในระดับบุคคลไปถึงความต่างในระดับสังคม

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาดูดีๆแล้วข้ออ้างนี้ก็ไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องยากที่จะคิดว่าคุณสมบัติของมนุษย์นั้นใช้ในการตัดสินว่าการกระทำอะไรถูกหรือผิดได้โดยตรง

สิ่งที่เราใช้ในการตัดสินว่าการทำอะไรถูกหรือผิดนั้น ไม่ใช่คุณสมบัติของผู้กระทำ แต่เป็น หลักการที่ผู้กระทำและ/หรือผู้ตัดสินยึดถือ ซึ่งหลักการดังกล่าวอาจไม่ต้องสัมพันธ์กับคุณสมบัติของเราเลยก็ได้ ตัวอย่างเช่น นาย ก. อาจเป็นคนที่มีอารมณ์ร้อนกว่าคนอื่น แต่เขาคนนั้นก็ไม่สามารถอ้างเอาความเป็นคนอารมณ์ร้อนไปเที่ยวทำร้ายใครได้ หากเขายึดมั่นในหลักการว่าการทำร้ายคนบริสุทธิ์เป็นการกระทำที่ผิด

ฉะนั้น เมื่อเราจะตัดสินว่าอะไรถูกผิด เราก็ควรจะดูที่ว่าหลักการในการตัดสินว่าการกระทำอะไรถูกผิดของเราและเขาคืออะไร ไม่ใช่ว่าเราและเขาเป็นคนอย่างไร หรือสังคมของเราและเขาเป็นอย่างไร

แต่อย่างไรก็ดี เรายังอาจสามารถอ้างต่อไปได้ว่าหลักการที่เราใช้ตัดสินว่าอะไรถูกผิดนั้นมีความสัมพันธ์กับคุณลักษณะของเราหรือสังคมรอบตัวเรา ซึ่งเรื่องนี้ผมจะกล่าวถึงต่อไปในช่วงท้าย

3) เราไม่สามารถตัดสินคนในสังคมอื่นๆได้เพราะสังคมเขาต่างจากเรา

สำหรับคำกล่าวอ้างที่สามนี้ ฟังดูเผินๆอาจน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกับคนที่ระมัดระวังในการตัดสินคนอื่นและคนที่ให้ความสำคัญในการยอมรับความแตกต่าง (Toleration)[3]

อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องความคิดว่าการกระทำใดๆถูกหรือผิดไม่ใช่ประเด็นเดียวกับการยอมรับความแตกต่าง เราสามารถมองว่าสิ่งที่ใครคนหนึ่งทำนั้นผิดได้โดยที่ไม่ต้องตัดเขาออกจากความสัมพันธ์ และเราแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องอะไรถูกผิดได้โดยที่ไม่ต้องนำไปสู่การโกรธและเกลียดกัน

และนี่ยังไม่รวมว่า จริงๆแล้วการมองว่าการยอมรับความแตกต่างเป็นเรื่องที่ถูกต้องเสมอไม่ว่าจะกับใครในสังคมใดก็ตาม เป็นสถานะที่ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างว่าเราตัดสินคนในสังคมอื่นๆไม่ได้ ฉะนั้น การนำเอาความถูกต้องของการยอมรับความต่างมาอ้างให้เกิดภาวะที่เราไม่สามารถตัดสินกันได้นั้นจึงขัดแย้งกันในตัวเอง

การแสดงความเห็นว่าใครถูกผิดจึงทำได้โดยไม่ต้องละเมิดการยอมรับในความแตกต่าง และเช่นเดียวกัน ความแตกต่างกัน ก็ไม่ได้นำไปสู่ภาวะที่เราตัดสินการกระทำของคนในสังคมอื่นๆว่าถูกหรือผิดไม่ได้

อย่างไรก็ดี แม้เราจะแสดงความเห็นว่าอะไรถูกผิดได้ แต่ก็ควรต้องรู้ตัวว่าการตัดสินของเรานั้นใช้หลักการทางศีลธรรมอะไรประกอบ และหากหลักการของเราไม่ตรงกับหลักการที่คนอื่นยึดถือ เราก็อาจต้องพูดคุยกันต่อไปว่าหลักการของใครเป็นอย่างไร และอธิบายถึงเหตุผลในการยึดถือหลักการนั้นๆของเราว่าคืออะไร

การแลกเปลี่ยนเรื่องหลักการทางศีลธรรม

เมื่อมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าเราจำเป็นต้องมีเหตุผลประกอบหลักการทางศีลธรรมที่เรายึดถือด้วยหรือ และอาจพยายามแย้งว่ามนุษย์ยังไงก็ไม่มีเหตุผลและข้อเท็จจริงในการสนับสนุนหลักการทางศีลธรรมใดๆอยู่แล้ว การพูดคุยกันเรื่องหลักการทางศีลธรรมจึงไม่มีประโยชน์และไม่สามารถหาจุดจบได้

หากมีใครเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ก็คงต้องยอมรับว่าการแลกเปลี่ยนเรื่องหลักการทางศีลธรรมกับเขาจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ใครที่เชื่อเช่นนั้นจริงๆก็คงใช้ชีวิตอย่างลำบาก เพราะเขาเหล่านั้นย่อมบอกไม่ได้เลยว่ามีใครในโลกนี้ถูกหรือผิดเมื่อหลักการทางศีลธรรมที่ไม่เหมือนกันต่างมีค่าเท่าๆกัน และแน่นอน ฐานะทางความคิดนี้ก็ไม่สามารถนำไปสู่คำกล่าวอ้างเช่น ถูกของเขาและถูกของเราได้ เพราะถ้าเชื่อจริงๆว่าไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรถูกผิด ก็ไม่ควรบอกได้เลยว่ามีอะไรถูกต้อง

แต่สำหรับคนที่คิดว่าคนเราสามารถแลกเปลี่ยนเหตุผลในการสนับสนุนหลักการทางศีลธรรมต่างๆได้ เมื่อมาถึงจุดนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องพูดคุยกันก็คือ เรามีเหตุผลใดบ้างที่จะสนับสนุนหลักการทางศีลธรรมต่างๆ

เหตุผลที่น่าจะพิสูจน์ง่ายที่สุดในการสนับสนุนหลักการทางศีลธรรมใดๆก็คือ หลักการนั้นๆตอบสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการได้ โดยสิ่งที่เราต้องการนั้นควรเป็นอิสระจากการเลือกของเราแต่ละคน และสภาพนี้ควรจะต้องพิสูจน์ได้พอสมควรด้วยการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทั้งนี้สาเหตุที่ควรเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้นั้น ก็เพื่อให้การพูดคุยแลกเปลี่ยนก้าวหน้าต่อไปได้ และสาเหตุที่ควรเป็นอิสระจากการเลือกของเรา ก็เพื่อให้เราสามารถอ้างเป็นปัจจัยที่เราไม่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงย้อนกลับได้

หากคิดตามคำถามนี้ สิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการ ที่เป็นอิสระจากการเลือกของเรา และสามารถพิสูจน์ได้พอสมควรนั้นก็เช่น มนุษย์ทั่วไปต่างไม่มีใครอยากถูกทรมานทางร่างกาย มนุษย์ทั่วไปไม่ต้องการอยู่ในสภาพที่อดอยาก และมนุษย์โดยทั่วไปไม่ต้องการถูกกักขังบังคับ  สิ่งเหล่านี้เป็นคุณลักษณะพื้นฐานของมนุษย์ที่ใกล้เคียงกับสภาพความเป็นข้อเท็จจริง

ฉะนั้น การจะเลือกหลักการทางศีลธรรมใดๆให้กับมนุษย์จึงควรที่จะตอบคำถามเรื่องความต้องการพื้นฐานข้างต้นให้ได้ก่อน หากหลักการทางศีลธรรมใดๆช่วยให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ต้องการข้างต้นได้มากกว่าก็ควรจะได้รับการยอมรับมากกว่าหลักการอื่น

แต่ทั้งนี้ก็อาจมีหลายๆหลักการทางศีลธรรมที่ตอบปัญหาความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้คล้ายกัน และเพื่อให้เราได้รับคำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่าเราควรเลือกหลักการใด เราจึงอาจต้องพูดคุยไปถึงปัจจัยในการเลือกหลักการทางศีลธรรมที่เชื่อมโยงอยู่กับสังคม เช่น วัฒนธรรม ซึ่งโดยคร่าวๆก็คือ วิธีการของสังคมใดสังคมหนึ่งในการให้ ความหมายกับสรรพสิ่งและการกระทำในสังคมนั้นๆ[4]

พูดง่ายๆว่าแม้เราจะได้เงื่อนไขเบื้องต้นในการเลือกหลักการทางศีลธรรมแล้ว แต่เราก็ยังมีช่องในการตีความสิ่งต่างๆไม่เหมือนกันได้ การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมจึงอาจหลีกเลี่ยงได้ยากในการแลกเปลี่ยนเรื่องหลักการทางศีลธรรม

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราต้องไม่ลืมเวลากล่าวอ้างถึงวัฒนธรรมก็คือ วัฒนธรรมไม่ได้แค่กำหนดเรา แต่เราก็กำหนดวัฒนธรรมด้วย วัฒนธรรมไม่ได้มีขอบเขตที่แน่นอน และไม่ได้มีลักษณะเดียวกันทั้งวัฒนธรรมแต่เต็มไปด้วยความหลากหลาย วัฒนธรรมนั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดในสังคม และเกี่ยวพันโดยตรงกับสิ่งที่คนในสังคมเลือก[5]

เมื่อเป็นเช่นนี้  จึงเป็นเรื่องยากที่จะอ้างเอาวัฒนธรรมมาเป็นปัจจัยภายนอกที่ตายตัวในการกำหนดหลักการทางศีลธรรม

หากใครจะอ้างเอาวัฒนธรรมของสังคมใดสังคมหนึ่งมาเป็นเหตุผลให้คนในสังคมนั้นๆต้องสนับสนุนหลักการทางศีลธรรมใดๆ เขาก็ควรต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าทำไมคนในสังคมนั้นยังไงเสียก็ต้องเลือกวัฒนธรรมนั้น เช่น มีข้อเท็จจริงอะไรที่สนับสนุนว่าใครก็ตามที่เกิดในดินแดนไทยหรือมีสัญชาติไทยจะต้องผูกติดกับวัฒนธรรมไทยและเห็นด้วยกับสิ่งที่พบในวัฒนธรรมอื่นๆไม่ได้ และหากเขาคนนั้นไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ดีพอมาสนับสนุน เขาก็ไม่สามารถอ้างวัฒนธรรมเป็นเหตุให้ทุกคนในสังคมใดสังคมหนึ่งต้องยึดหลักการทางศีลธรรมใดๆได้

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องพึงระลึกเมื่อมีใครอ้างวัฒนธรรมมาสนับสนุนหลักการทางศีลธรรมใดๆก็คือ สมาชิกสังคมเดียวกันแต่ละคนต่างก็มีและมองวัฒนธรรมต่างกันได้ เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะในสังคมเดียวกันก็ตาม เราไม่สามารถบังคับใครได้ว่าวัฒนธรรมของเขากับเราจะต้องตรงกันเสมอ

สิ่งที่กล่าวอ้างได้อย่างมากเกี่ยวกับวัฒนธรรมก็คือชักชวนให้ใครคนอื่นเห็นด้วยกับกระบวนการให้ความหมายแบบใดแบบหนึ่ง  และหากเกี่ยวข้องกับหลักการทางศีลธรรม ความเห็นในระดับวัฒนธรรมก็ควรจะไปด้วยกันได้กับสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการ และควรนำผลการศึกษาทางสังคมเข้ามาช่วยในการตัดสินใจเสมอ เช่น สื่อลามกทำให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้นจริงไหม ผู้ใหญ่ทั่วไปโดยส่วนใหญ่แยกความจริงกับภาพยนตร์ไม่ออกจริงไหม เพื่อให้เราเข้าใจผลทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมได้ดีข้น

กระบวนการทางประชาธิปไตยกับการเลือกหลักการทางศีลธรรมของสังคม

ข้อสรุปคร่าวๆของการอภิปรายที่ผ่านมาข้างต้นก็คือ การตัดสินว่าอะไรถูกผิดนั้นเป็นเรื่องของหลักการที่เราเลือก และตามหลักการที่เราเลือกแล้วเราสามารถบอกได้ว่าใครถูกผิด แม้ว่าเขาคนนั้นจะอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเราก็ตาม และทั้งนี้เราก็ยังสามารถยอมรับความแตกต่างได้แม้จะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ

และมาตรฐานทางศีลธรรมที่ใช้ตัดสินว่าอะไรถูกผิดก็แตกต่างกันได้ถ้าคนมีหลักการทางศีลธรรมที่แตกต่างกัน แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญก็คือเหตุผลในการให้คุณค่าหรือสนับสนุนหลักการทางศีลธรรมต่างๆ ซึ่งหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องหยุดการพูดคุยเรื่องศีลธรรมไว้ที่หลักการที่ต่างกัน แต่สามารถแลกเปลี่ยนเรื่องหลักการทางศีลธรรมต่อไปได้ว่าหลักการใดเป็นอย่างไร และทำไมเราถึงสนับสนุนหลักการนั้น

โจทย์ในการพูดคุยเรื่องหลักการทางศีลธรรมควรแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือส่วนเกี่ยวข้องกับลักษณะทั่วไปของมนุษย์ที่แยกออกจากสิ่งที่เราเลือก ดังเช่นที่กล่าวมาแล้วว่ามนุษย์ทั่วไปล้วนไม่มีใครอยากเจ็บปวด อดอยาก และโดนกักขัง สาเหตุที่เราต้องพูดถึงความต้องการส่วนนี้ก็เพราะเราสามารถอ้างมันเป็นปัจจัยอิสระที่กำหนดหลักการทางศีลธรรมได้ หลักการทางศีลธรรมใดที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีกว่าก็ควรได้รับการยอมรับมากกว่า

ส่วนโจทย์อีกส่วนก็คือเรื่องของการตีความหลักการต่างๆที่จะมาตอบโจทย์ข้อแรก การตีความนี้โดยคร่าวๆเกิดผ่านกระบวนการให้ความหมายของสังคมซึ่งก็คือวัฒนธรรม แต่โจทย์ส่วนนี้เราไม่สามารถอ้างให้เป็นปัจจัยอิสระที่มากำหนดให้เราต้องเลือกหลักการทางศีลธรรมใดๆได้ เพราะวัฒนธรรมนั้นก็เป็นสิ่งที่เราเลือกและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แต่เมื่อการอ้างอิงถึงวัฒนธรรมก็มักเป็นส่วนที่เลี่ยงไม่ได้ เราจึงทำได้แต่พยายามเสนอว่าการให้ความหมายแบบใดจะตอบโจทย์ส่วนแรกเรื่องความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้ดีกว่ากัน

และเมื่อคนในสังคมจำเป็นต้องเลือกหลักการทางศีลธรรมร่วมกัน สิ่งที่สำคัญที่สุด จึงไม่ใช่ให้ใครก็ตามมากล่าวอ้างเอาลอยๆว่าสังคมจะต้องยึดหลักการทางศีลธรรมนั้นเพราะวัฒนธรรมเป็นแบบนี้ แต่ต้องเป็นการเปิดพื้นที่เสรีให้ทุกคนในสังคมมาร่วมกันแลกเปลี่ยนอภิปรายความเห็นและมุมมองของตน (ซึ่งผูกพันกับวัฒนธรรมที่เขายึดถืออยู่แล้ว) ว่าหลักการทางศีลธรรมใดจะตอบโจทย์เรื่องความต้องการพื้นฐานของคนในสังคมได้ดีกว่ากัน และปล่อยให้กระบวนการแลกเปลี่ยนดังกล่าวพัฒนาไปสู่หลักการทางศีลธรรมที่คนในสังคมยอมรับร่วมกันได้มากที่สุด

กระบวนการแลกเปลี่ยนความเห็นและการเลือกที่เป็นประชาธิปไตยจึงสามารถตอบโจทย์ในการเลือกหลักการทางศีลธรรมของสังคมได้โดยอัตโนมัติ และยังตอบได้ดีกว่าการให้ใครก็ตามอ้างเอาวัฒนธรรมของคนส่วนใหญ่มากำหนดหลักการทางศีลธรรม ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแค่การอ้างเอาการแง่มุมบางส่วนของวัฒนธรรมที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องมาปิดปากและบังคับคนอื่นๆเสียมากกว่า



[1] ดูคำอธิบายเพิ่มเติมได้จาก Moser, P.K. & Carson, T.L. (2000). ‘Moral Relativism: A Reader’, Oxford University Press

[2] ดูเพิ่มเติมได้จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Asian_Values

[3] ประเด็นเรื่องการยอมรับความต่างกับมาตรฐานตัดสินการกระทำทางศีลธรรมถูกอภิปรายไว้เป็นอย่างดีใน Lukes, S. (2008). ‘Moral Relativism’. Picador

[4] คำอธิบายความหมายของวัฒนธรรมแบบนี้ได้รับอิทธิพลจากงานมานุษยวิทยาของ Clifford Geertz สามารถอ่านเรื่องนี้ได้จาก Swidler, A. (1995). ‘Cultural power and social movements’, ใน H. Johnston and B. Klandermans (Eds.), Social Movements and Culture. London, UCL Press: 25-40.

[5] ดูคำอธิบายเพิ่มเติมได้จาก Preis, A.S. (1996). ‘Human rights as cultural practice: An anthropological critique’, Human Rights Quarterly, 18(2): 286-315