เพลงชาติที่เหมาะกับเรา

 

1 

                วันก่อน ผมเดินเล่นอยู่บนถนนกับเธอ ตอนนั้นเกือบได้เวลาหกโมงเย็นแล้ว ผมจึงเร่งเธอ บอกว่าให้เดินเร็วขึ้นหน่อย เราจะได้ไปพ้นจากพื้นที่สาธารณะตรงนี้เสีย และเมื่อเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวแล้ว ต่อให้หกโมงเย็นหรือแปดโมงเช้า ต่อให้ใครเปิดเพลงชาติดังลั่นแค่ไหน ถ้าเราไม่นึกอยาก-เราก็ไม่จำเป็นต้องยืนตรง

 

                เธอหันมามองผม แล้วเล่าให้ฟังถึงเพื่อนฝรั่งคนหนึ่ง

                เขามาเมืองไทย แล้วมาเห็นคนไทยเคารพธงชาติกัน เขาตื่นเต้นมากเลยนะ พอกลับไปเมืองเขา ก็ไปเล่าให้เพื่อนๆฟัง ปรากฏว่าพอเพื่อนๆเขามาเมืองไทย เขาบอกว่า ไฮไลท์อันหนึ่งที่ต้องมาดูเลยก็คือ คนไทยเคารพธงชาติ

                มันเป็นเรื่องน่ายินดีหรือเปล่า-ผมสงสัย

                หรือเป็นเรื่องน่าอาย?

                ทำไมต้องอาย เพื่อนถาม ในเมื่อนี่คือตัวตนของเรา เป็นสิ่งที่เราภูมิใจ

                ทำไมต้องอาย?

                ผมก็ถามตัวเองอย่างนั้น

                เปล่าครับ-ผมไม่ได้รู้สึกอายหรือไม่อาย แต่ผมคิดว่า ในยามปกติทั่วไปอย่างแปดโมงเช้ากับหกโมงเย็น ใครอยากทำอะไรก็ควรจะได้ทำอย่างที่ตัวเองอยาก ใครอยากเคารพธงชาติ ก็เคารพกันไป ใครไม่อยาก ก็ไม่ควรต้องทำ คนแต่ละคนมีเหตุผลในแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน แต่คำถามของผมก็คือ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่การเคารพธงชาติกลายเป็น ตัวตน ของเราจนถึงขั้นต้อง บังคับ กัน

                พูดให้ชัดๆอีกทีก็คือ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่การเคารพธงชาติและเพลงชาติกลายเป็น อัตลักษณ์ ของเรา

                ผมกำลังสงสัยว่า บางทีอาจเริ่มตั้งแต่มีการประพันธ์ เพลงชาติ ขึ้นมาเป็นครั้งแรก

                หรือไม่ก็ก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำไป!

 

2

                ผมคิดว่า กำเนิดเพลงชาติของแต่ละชาติ น่าจะ สะท้อน ให้เห็นถึงวิธีคิดและจิตสำนึกของคนในชาตินั้นๆออกมาได้ไม่น้อยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ ผมจึงลองไปค้นประวัติของเพลงชาติใหญ่ๆอย่างสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเยอรมนีดู ที่ไม่มีอังกฤษก็เพราะเพลงชาติของอังกฤษคือ God Save the Queen อันดูเหมือนจะเทียบเท่ากับเพลงสรรเสริญพระบารมีของไทยมากกว่า

                สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เพลงชาติของชาติใหญ่ๆที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานเหล่านี้ เพลงชาติของพวกเขาล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไป ที่เกิดจาก ประชาชน หรือไม่อย่างน้อยที่สุด ก็ถูก วิพากษ์ โดยประชาชนได้ทั้งนั้น

                ตัวอย่างแบบเบาะๆ ก็คือเพลงชาติของเยอรมนี (คือ Das Deutschlandlied หรือ The Song of Germany) เดิมทีเป็นเพลงที่ไฮเดิ้นแต่งถวายจักรพรรดิฟรานซิสที่สองในปี 1797 แต่เพิ่งถูกนำมาใช้เป็นเพลงชาติในปี 1922 ก็เป็นเพลงที่ผ่านความเข้มข้นของการรวมชาติมามากต่อมาก กว่าจะได้กลายมาเป็นเพลงชาติ และในขณะเดียวกัน ก็ถูกวิพาษ์วิจารณ์อย่างหนักด้วย บางวลีในเพลงชาติเยอรมันนั้น ถูกฟรีดริช นีทเช่ วิพากษ์ว่าเป็น วลีที่โง่เง่าที่สุดในโลก (คือ Deutschland über alles หรือ Germany above all ซึ่งปรากฏในท่อนแรกของสามท่อน จนในปัจจุบัน เพลงชาติเยอรมันอย่างเป็นทางการใช้เฉพาะท่อนที่สาม-ซึ่งผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะอิทธิพลของคำวิจารณ์ของนีทเช่หรือเปล่านะครับ)

                ฝรั่งเศสเป็นอีกชาติหนึ่งที่เพลงชาติไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ เพลงชาติอย่าง La Marseillaise เดิมก็เป็นเพลงสงคราม ชื่อ Chant de guerre pour l'Armée du Rhin (หรือ เพลงสงครามแด่กองทหารแห่งแม่น้ำไรน์) เพลงนี้ไม่ได้อยู่ๆก็กลายมาเป็นเพลงชาติ แต่ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส เพลงนี้ถูกนำมาใช้ในการเดินขบวนประท้วงอย่างแพร่หลาย คนหนุ่มสาวร้องเพลงนี้เดินจากมาร์เซยส์จนถึงปารีส ทำให้ได้ชื่อใหม่ว่า La Marseillaise ซึ่งเราก็รู้กันอยู่ ว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสมีความหมายต่อประเทศนั้นมากแค่ไหน

                ส่วนอเมริกา เพลง The Star-Spangled Banner นั้น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ทว่าดั้งเดิมทีเดียว เป็นบทกวีที่ ฟรานซิส สก็อตต์ คีย์ เขียนขึ้นเนื่องจากความประทับใจที่ได้เห็นฉากการสู้รบที่ป้อมแม็คเฮนรี่ ที่เมืองบัลติมอร์ ในปี 1812

                แรกทีเดียวมันก็เป็นแค่บทกวี แต่ถูกนำมาใส่กับทำนองเพลงที่ร้องในวงเหล้า เรียกว่า Drinking Song ซึ่งเป็นทำนองเก่าแก่ของอังกฤษ และได้รับความนิยมในอเมริกายุคอาณานิคม ต่อมาเพลงนี้แพร่หลาย เรียกได้ว่าเป็น เพลงป๊อบ เพลงหนึ่งของยุคสมัย จนอีกร้อยกว่าปีต่อมา จึงได้รับการประกาศให้เป็นเพลงชาติของอเมริกาในปี 1931 โดยผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส (ที่ประชาชนเลือกตั้งมา) ในยุคของประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (ที่ประชาชนก็เลือกตั้งมาอีกนั่นแหละ!)

                กรณีของอเมริกาน่าสนใจตรงที่เพลงชาติอย่าง The Star-Spangled Banner แม้เมื่อได้รับเลือกแล้ว แต่ก็ไม่ได้ หยุด พัฒนาการของเพลงไป หรือพูดง่ายๆก็คือ มันไม่ได้ ตายซาก กลายเป็นเพลงขึ้นหิ้งอยู่เฉยๆ แต่ถูก ปลุกปั้น หรือ shape โดย ประชาชน อยู่เกือบตลอดเวลา

                ครั้งที่ฮือฮาที่สุด (เพราะเป็นครั้งแรก) ก็คือในปี 1968 เมื่อโฮเซ่ เฟลิเซียโน นำเพลงนี้ไปร้องโดยทำให้กลายเป็นเพลงเศร้า ผิดแผกไปจาก เพลงชาติ ตามธรรมเนียม ตอนนั้นเป็นช่วงสงครามเวียตนาม จึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ทำนองว่านำเพลงชาติมาต่อต้านสงคราม ทั้งที่เพลงชาติควรสร้างความฮึกเหิม แต่ต่อมา ผู้คนก็เริ่มนำเพลงชาติมาร้องเล่นบรรเลง และ ตีความ ในสไตล์ของตัวเองเหมือนที่เฟลิเซียโนทำ จนมีเพลงนี้มากมายหลายเวอร์ชันจนนับไม่ถ้วน และ อำนาจรัฐ ของอเมริกา ก็ดูจะภูมิใจกับเรื่องนี้มาก แม้ในพิพิธภัณฑ์เพลงชาติที่สมิธโซเนียน ก็ยังมีการนำเพลงชาติในเวอร์ชันต่างๆมาเปิดให้ฟังด้วย

                เพลงชาติ ของอเมริกาจึงถูกนำลงมาจาก หิ้ง ลงมาจากความ ตายซาก ไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์แบบงมงายไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่เป็นสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ปรับเปลี่ยนได้ เพราะรัฐธรรมนูญของอเมริกาให้ความสำคัญกับ เสรีภาพ ในการแสดงออกเหนือสิ่งอื่นใด

                ที่สำคัญก็คือ เสรีภาพเหล่านั้นอาจสำคัญเหนือกว่าตัว ธงชาติ และตัว รัฐธรรมนูญ เองด้วยซ้ำ!

                ในอเมริกา จะมีการกล่าว Pledge หรือ Pledge of Allegiance คือการสาบานต่อหน้าธงชาติว่าจะจงรักภักดีต่อประเทศ ซึ่งฟังดูน่าจะยิ่งใหญ่และ ทุกคน ต้องปฏิบัติตาม แต่คุณเชื่อไหมว่า การบังคับให้ใครกล่าว Pledge นั้น เป็นเรื่องผิดรัฐธรรมนูญ และสามารถฟ้องร้องกันได้เลยทีเดียว กลุ่มแรกที่ออกมา ขัดขืน การ Pledge ก็คือกลุ่มศาสนาที่เรียกว่า ยะโฮวาห์วิตเนส ซึ่งจะไม่ยอมสาบานต่อหน้าอำนาจอื่นใดนอกจากพระเจ้า การบังคับให้คนอื่น Pledge จึงเป็นการขัดเสรีภาพในการนับถือศาสนา การ Pledge จึงไม่ใช่ ภาคบังคับ ที่จะต้องให้ทุกๆคนทำ (เว้นแต่คุณจะไปสมัครเป็นพลเมืองอเมริกัน ก็ต้องสอบ Pledge) แต่คือความสมัครใจ

                ซึ่งก็เหมือนกับการเคารพธงชาติไทยในตอนนี้!

                ว่าแต่-คุณรู้ไหม ว่าเพลงชาติไทยมีที่มาอย่างไร?

                บอกกันตรงๆ เพลงชาติอันเป็นที่รักของเรามีที่มาจากการถูก สั่ง ให้แต่ง โดยคณะราษฎร์ ที่ก็สืบทอดวิธีคิดแบบ อำนาจนิยม มาจากกลุ่มอำนาจเก่าอย่างเต็มตัว พระเจนดุริยางค์นั้นได้ปฏิเสธการแต่งเพลงชาติไปหลายครั้ง จนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงหมดหนทางที่จะบ่ายเบี่ยง และให้สัญญาว่าจะแต่งภายใน 7 วัน (จนไปคิดทำนองได้บนรถเมล์) เมื่อข่าวแพร่ออกไปว่าพระเจนดุริยางค์เป็นผู้แต่งเพลงชาติ กลุ่มอำนาจเก่าก็ตำหนิ และมีการลงโทษด้วย แม้จะให้รับราชการต่อไปได้ก็ตาม

                ปัญหาของผมก็คือ เพลงชาติของแต่ละประเทศนั้น ล้วนใช้เวลาสั่งสม ใช้เวลาในการเติบโตเรียนรู้ ประสบการณ์ทางสังคมและการเมือง ไปพร้อมๆกับ ประชาชน ของตนเอง แต่เพลงชาติของเรานั้น เป็นเพลงชาติที่เกิดขึ้นด้วยการ สั่ง โดยใช้เวลาถือกำเนิดแค่ 7 วัน น้อยกว่าเวลาอยู่ในครรภ์ของ ราษฎร เสียอีก

                อาจเพราะอย่างนี้ เพลงชาติของเราจึง ย่ำอยู่กับที่ อย่างนั้นมาตลอด ไม่มีใครกล้าแตะต้องเปลี่ยนแปลง (นอกจากผู้มีอำนาจรัฐ ที่เปลี่ยนชื่อประเทศแล้วต้องเปลี่ยนเนื้อร้อง) ไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ว่าเพลงนี้เพราะหรือไม่เพราะอย่างไรบ้าง และเมื่อถูก สั่ง ให้ออกมาร้องเพลงชาติกันในโทรทัศน์ ทุกคนก็ออกมาร้อง ร้อง และร้อง เหมือนที่เคยเป็นมาโดยตลอด ไม่มีใครคิดจะร้องเพลงชาติให้เศร้าสร้อยแบบที่โฮซ่ เฟลิเซียโน ร้องเพลงชาติของตัวเองเพื่อต่อต้านสงคราม ไม่มีใครคิดจะร้องให้ยิ่งใหญ่อลังการแบบที่วิทนีย์ ฮุสตัน ร้องในงานซูเปอร์โบลว์ และไม่มีใครคิดร้องเพลงชาติให้ติดสำเนียง บ้านนอก เป็นเพลงชาติแบบลูกทุ่ง เหมือนที่ลีแอน ไรม์ส ทำ

                เพราะดูเหมือนทั้งหมดจะเป็นการ ดูหมิ่น เพลงชาติ หรือไม่ก็ กลัว จน ไม่กล้า’!

                ผมคิดว่า ความกลัว ที่ว่านี้ เป็นมรรคผลมาจากการที่เพลงชาติของเราถือกำเนิดมาจากการ ถูกสั่ง ซึ่งดูไปดูมา ก็คล้ายจะสอดรับกับจริตของ ราษฎรไทย ที่ ถูกสั่ง มาชั่วกาลไม่เคยเปลี่ยนอย่างเหมาะเหม็ง

                เราจึงไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอะไรในแผ่นดินมากมายนัก วันๆก็ได้แต่ร้องเพลงชาติไทยให้ตัวเองฟังอย่างพร่ำเพรื่อทุกเช้าทุกเย็นด้วยเสียงประสานเดิมๆ ลีลาเดิมๆ ไร้หัวใจ ไร้จิตวิญญาณ เชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่แหกปากร้องอยู่ก็ไม่รู้ แต่ไม่มีใครกล้า แตะ เปลี่ยนแปลงเพลงชาติให้แผกไปจากที่ ถูกสั่ง มาตลอดชีวิตเลย

                สำหรับผม เพลงชาติแบบนี้ เป็นเพลงชาติที่ไม่ไพเราะเลยแม้แต่นิดเดียว!

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ประจำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553