มาไล่ผีกันเถอะ

ฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่มีหรอกระบอบอำมาตย์ อีกฝ่ายก็บอกว่าไม่มีหรอก-ระบอบทักษิณ

 

                ถ้าเราสันนิษฐานว่า ทั้งสองอย่างมันไม่มีอยู่จริงๆ ไม่ว่าจะระบอบอำมาตย์หรือระบอบทักษิณ ข้อสรุปที่ได้คืออะไร

                นานมาแล้ว สมัยที่คนออกมาด่าว่าระบอบทักษิณมากๆ แม้แต่นิตยสารซ้ายวิพากษ์สังคมที่ ณ บัดนาว ได้หันไปเข้าข้างสีแดงเต็มตัว ก็ยังเคยจัดเสวนาว่าด้วยระบอบทักษิณ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนนะครับ แต่ในตอนนั้นเพื่อวิพากษ์ด่าว่ากันเต็มตัวทีเดียวเชียวแหละ ตอนนั้น คนที่ส่งเสียงปรามๆเตือนๆว่าให้ระวังตัวกันหน่อย เพราะประเดี๋ยว ‘ผี’ ระบอบทักษิณมันจะออกมาหลอกมาหลอน ก็คือ นิธิ เอียวศรีวงศ์

                พูดง่ายๆก็คือ เป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่คำว่า ‘ระบอบทักษิณ’ จะเป็นแค่จินตนาการ!

                จินตนาการที่ว่า ก็คือการวาดภาพให้ทักษิณ ชินวัตร เป็นยักษ์มาร เป็นตัวอะไรสักอย่างที่มีความเป็นอื่นไปจากคนทั่วไปในสังคม เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอำนาจมหาศาล เงินที่โกงบ้านโกงเมืองไป ไม่ใช่แค่เงินที่ได้จากการขายหุ้นเจ็ดหมื่นกว่าล้านบาท แต่ในแวดวงชนชั้นกลาง (และสูง) หลายกลุ่ม ร่ำลือกันว่า ทักษิณได้ ‘เอา’ จากประเทศนี้ไปแล้วถึงล้านล้านบาท

                จินตนาการที่ว่า คือการวางความเป็นไปทั้งหมดในบ้านนี้เมืองนี้ในช่วงที่ผ่านมาไว้บนบ่าของคนคนเดียว คือทักษิณ ชินวัตร บอกว่าที่ความล่มจมทั้งหมดเกิดขึ้น ก็เพราะทักษิณเป็นคนขี้โกง เป็นคน ‘ไม่ดี’ ไม่เหมือนกับ ‘คนดี’ ตามอุดมคติที่ควรได้ขึ้นมาปกครองบ้านเมือง

                จินตนาการที่ว่า ได้ผลักภาระ ‘ความชั่ว’ ไปไว้กับคนคนเดียว แต่ไม่ได้คิดเลยว่า ตัวผู้จินตนาการเอง ก็มี ‘ความเป็นทักษิณ’ อยู่ในตัวด้วย และเอาเข้าจริง ทักษิณ ชินวัตร จะมีแต่ความชั่วความเลวเพียงอย่างเดียวกระนั้นหรือ ถ้าคิดตามหลักไตรลักษณ์ ความเลวเป็นอนิจจัง แม้แต่ความดีที่เรายกย่องให้เป็นคุณธรรมสูงสุดในบ้านนี้เมืองนี้-มันก็ยังเป็นอนิจจัง ไม่มีใครเลวหรือดีได้ตลอดเวลาหรอกครับ

                เพราะฉะนั้น การนำคนหนึ่งขึ้นขึ้นไปวางไว้เหนือโครงสร้างอะไรสักอย่างที่เราจินตนาการขึ้นมาเอง แล้วบอกว่านั่นคือ ‘ระบอบทักษิณ’ จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่จะเป็นแค่จินตนาการ และร้ายกว่านั้นก็คือ เมื่อเกิดจินตนาการขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นอธรรม ฝ่ายฉันเป็นธรรม และคิดแต่จะทำ ‘ธรรมาธรรมสงคราม’ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดการพูด ‘ความจริงครึ่งเดียว’ ออกมา

                ส่วนระบอบอำมาตย์ ก็มีข้อกล่าวหาต่างๆมากมาย แต่โดยมากก็คือข้อกล่าวหาว่า ระบอบอำมาตย์นั้นอยู่ ‘เบื้องหลัง’ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ เป็นข้อกล่าวหาประเภท Conspiracy Theory หรือทฤษฎีสมคบคิดแทบจะทุกเรื่อง ที่ว่าทักษิณเอาไปล้านล้านน่ะ อำมาตย์เอาไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่น่าจะมากกว่าล้านล้านเสียอีก เพราะอยู่มานานกว่า ปากท่องคาถาเป็นคนดี แต่ดีประสาอะไร ทำไมชาวบ้านยังยากจนไม่ได้ลืมตาอ้าปากเสียที ดีประสาอะไรไม่เคยคิดเรื่องปฏิรูปสังคม รัฐสวัสดิการ หรือแม้แต่ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน

                การคิดอย่างนี้ ก็เหมือนมองเห็นต้นตาลในป่าเป็นเหมือนเปรตนั่นแหละครับ คือมีต้นตาลอยู่จริง มีความชั่วร้ายอยู่จริง แต่พอเห็นอะไรเป็นเค้าๆลางๆเสียหน่อย ก็พากันมาจับกลุ่มนั่งแต่งเติมจินตนาการของตัวเองใส่สีตีไข่เข้าไป เรื่องนั้นต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ เรื่องนี้ต้องเป็นอย่างนี้แน่ๆ ยิ่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นพวก จินตนาการก็ยิ่งถูกผลิตซ้ำได้ง่าย เมื่อผลิตซ้ำวนๆเวียนๆไปๆมาๆหลายครั้งเข้า ในที่สุดก็เลยกลายเป็น ‘ความจริง’ ขึ้นมาจนได้

                พูดอย่างนี้ เหมือนว่าจินตนาการจะไม่มีประโยชน์ใช่ไหมครับ แต่เปล่าเลย เพราะผมคิดว่าแม้จะเป็นจินตนาการ แต่จินตนาการไม่ได้แปลว่ามันคือฝุ่นควันล่องลอยอยู่ในอากาศ ไม่ปรากฏรูปให้เราเห็นจริง

                ผมอยากเปรียบจินตนาการแบบนี้ว่ามันเหมือน ‘ผี’  คือคล้ายว่าจะไม่เป็นจริง แต่เอาเข้าจริงแล้ว คนจำนวนมากก็เชื่อว่าผีมีจริง คนจำนวนมากยืนยันว่าเคยถูกผีหลอก และเมื่อ ‘เชื่อ’ ว่ามันเป็นจริง เราก็ได้มอบอำนาจบางอย่างให้กับ ‘ผี’ ในการเข้ามาควบคุมสังคม

                นอกเหนือจากอำนาจชวนขนหัวลุกแล้ว ผีจึงเกิดมีอำนาจในทางสังคมขึ้นมาด้วย ทั้งที่บางทีตัวผีเองอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าตูก็มีอำนาจนี้ด้วยเว้ยเฮ้ย! แต่พอตระหนักว่าผู้คนเริ่มมากราบไหว้ ฝังพลังจิตลงไปกับโคนต้นไม้ใหญ่ นานเข้า ผีในต้นไม้ก็เลยดลบันดาลให้ผู้คนถูกหวยขึ้นมาเสียครั้งหนึ่ง จึงยิ่งร่ำลือเข้าไปใหญ่ถึงอิทธิฤทธิ์ของผี

                ผีมีสองแบบ คือผีบ้านผีเมืองที่เราคิดว่าจะคอยปกป้องคุ้มครองเรา กับอีกผีหนึ่งคือผีบ้าหรือผีป่าที่คอยแต่จะมารังควานเรา แล้วเราก็มานั่งตัวสั่นงันงก เกรงกลัวผีทั้งสองแบบ จากนั้นก็พยายามวาดภาพขึ้นมาว่า ผีแต่ละแบบไม่ได้เป็นแค่ผีธรรมดา แต่ผีแต่ละตัวมีการคิดสร้างอำนาจขึ้นมาอย่างเป็นระบบ มีอภิญญา (และปฏิญญา!) ต่างๆนานา ผีบางตัวมีอิทธิฤทธิ์มาก หลอกคนตายไปแล้วสามสิบหมู่บ้าน จนในที่สุดก็กลายเป็นระบอบของผีขึ้นมา

                แต่ถ้าเราพอรู้จักคุ้นเคยกับผีตนใดตนหนึ่งอยู่บ้าง เราก็อาจพอรู้ว่า ที่จริงแล้วผีไม่ได้อิทธิฤทธิ์อะไรนักหนาหรอก แล้วผีก็ไม่ได้จงใจจะสร้าง ‘ระบอบ’ อะไรขึ้นมากันด้วย

                เป็นพวกเรานี่เองแหละครับ ที่สร้าง ‘ระบอบ’ ขึ้นมา ย้อม ตัวเอง

                ระบอบที่น่ากลัวที่สุด ก็คือ ‘ระบอบย้อมสีดวงตาตัวเอง’ ด้วยการไม่มองให้เห็นโลกอย่างที่มันเป็น ยิ่งถือตนว่าเป็นวิชาธร ศึกษามามาก ก็ยิ่งคิดว่าตัวเอง ‘รู้มาก’ เกี่ยวกับระบอบของผีฝ่ายตรงข้าม สามารถถือสายประคำอยู่ในวงล้อมสายสิญจน์และลูกศิษย์ อมน้ำมนต์แล้วเป่าพรวด ‘ตีแตก’ ให้ระบอบของผีฝ่ายตรงข้ามแตกพ่ายไปได้

                เรื่องแบบนี้เป็นกันทั้งสองฝ่ายนะครับ ดูตัวอย่างเรื่องเอาเลือดมาล้างกรุงเทพฯนั่นปะไร ถูกต่อต้านเพราะมีการนำความเชื่อเรื่องไสยมาร่วมด้วย แต่แล้วฝ่ายที่ด่าว่าว่าเขาทำคุณไสย (ซึ่งน่าจะแปลว่าไม่เชื่อคุณไสย) ก็ได้จัดการทำพิธี ‘ล้างคุณไสย’ ตอบกลับเข้าให้

                นี่แปลว่าไอ้ที่ด่าเขาน่ะ คุณเองก็เชื่อเหมือนเขาใช่ไหมครับ!

                ตรงนี่แหละคือปัญหาใหญ่ เพราะมันสะท้อนว่าเราเชื่อเรื่องคุณไสยกันโดยพื้นฐานจริงๆจังๆ ซึ่งถ้าจะเชื่อก็เชื่อไป ไม่มีใครว่าอะไรหรอกครับ แต่ปัญหาก็คือ-โดยไม่รู้ตัว, เราได้เอาพื้นฐานความเชื่อที่ว่านี้มาชี้นิ้วด่าคนอื่นว่าตกอยู่ใต้อำนาจของผี แต่ในเวลาเดียวกันก็บอกว่า ‘ผี’ ของเราน่ะ ไม่มีตัวตนจริงหรอกนะ เราต่อสู้อย่างบริสุทธิ์ใจทั้งสิ้น

                ผียังพิสูจน์ให้เห็นเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่ลึกลงไปในใจ เราบางคน ‘เชื่อ’ ว่าผีมีจริง และหลายคนที่ไม่เชื่อ ก็ยังกริ่งเกรง ต่อให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็ยังต้องรับฟังว่าผีคืออะไร จะได้นำไปพิสูจน์ ส่วนนักมานุษยวิทยาและนักสังคมวิทยาไปไกลกว่านั้นหน่อย ด้วยการอธิบายบทบาทหน้าที่ของ ‘ผี’ ในชนเผ่าเสียเลย ไม่ว่ามันจะมีอยู่จริงหรือไม่

                ผมคิดว่า อย่างแรก เราต้องตระหนักให้ได้กันเสียก่อน ว่าระบอบอำมาตย์กับระบอบทักษิณ ต่างล้วนเป็นระบอบตามแบบ ‘ผี’ ด้วยกันทั้งคู่ คือจะมีอยู่จริงหรือไม่ ไม่ใช่สาระ แต่อย่างที่สองที่สำคัญกว่า ก็คือการศึกษาว่าผีพวกนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และเราจะเอาข้อดีข้อเสียของแต่ละฝ่ายมาปรับใช้อย่างไร

                ผมเคยเขียนไปแล้วถึง ‘สองไม่เอา’ คือ ‘เหลืองที่ไม่เอาอำมาตย์ และแดงที่ไม่เอาทักษิณ’ และเคยบอกไปด้วยว่า อำมาตย์-ทักษิณ นั้นคือเรื่องตลก (พูดอีกอย่างคือปาหี่) แต่เหลืองกับแดง (ที่คือประชาชน) ไม่ใช่เรื่องตลก เรื่องถัดมาที่เราควรเป็น ‘สองเอา’ ก็คือการเรียนรู้และยอมรับให้ได้ถึงข้อดีของผีทั้งสองฝ่าย เช่น ผีระบอบทักษิณมีส่วนสร้างความเป็น ‘รัฐสวัสดิการ’ ขึ้นมาจริง ถือเป็นคุณประโยชน์ของผีระบอบทักษิณที่มีต่อแผ่นดินนี้จริง ขณะเดียวกัน ผีระบอบอำมาตย์นั้น อย่าคิดแต่เพียงว่าผิดชั่วอยู่ตรงการเห็นชอบกับรัฐประหาร เพราะผีระบอบอำมาตย์น่าจะมีคุณค่าของตัวเองในเรื่องอื่นๆอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำให้เราอยู่กันมาได้จนถึงบัดนี้ แม้ผีระบอบอำมาตย์จะก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องจับผีระบอบอำมาตย์ไปถ่วงน้ำนี่ครับ

                ไม่ใช่เรื่องเลย-ที่เราจะต้อง ‘กำจัด’ คนอื่นที่คิดไม่เหมือนเราให้สิ้นซากไปให้หมด!

                ถ้าเราอ่านความคิดเห็นในเว็บบอร์ดต่างๆ เราจะพบว่าความเห็นในนั้น ที่แท้แล้วก็คือลักษณะของ ‘แต่ในใจพูดว่า’ คือเปลือกนอกอาจท่องเรื่องไม่เอาความรุนแรง แต่ ‘จิตสำนึกร่วม’ ยังกระหายความรุนแรงอยู่ การเข้าไปสำรวจความเห็นเหล่านั้นก็เหมือนการเข้าไปถึง 'หัวใจ' ของคนที่เราคิดว่าอยู่ในฝ่ายผีนั่นแหละครับ พูดง่ายๆก็คือเป็นการ 'อ่านใจผี' อ่านแล้วเราจะได้ 'เห็น' ถึงลงไปในระดับจิตใต้สำนึก-ว่าคนอื่นคิดอย่างไร และได้เปิดโอกาสให้ 'เห็น' ด้วยว่าตัวเราคิดอย่างไร ไม่ได้เห็นเพื่อจะปลุกเร้าเมล็ดพันธุ์ความโกรธ แต่เมื่อ 'เห็น' แล้ว จะได้เข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้งถึงด้านในจริงๆ ทุกวันนี้ผมเข้าใจว่าเราไม่ค่อยเข้าไปอ่านความเห็นของฝ่ายตรงข้ามเท่าไหร่ ได้แต่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ในวงล้อมสายสิญจน์สุมหัวด่าผีฝ่ายตรงข้ามไปวันๆ โดยไม่คิดจะก้าวเข้าไปทำความเข้าใจกับหัวใจของผี

                เราก็เลยได้แต่กลัวและเกลียดผี แต่ไม่เคยรู้จักผี!

                ทว่าถ้าแต่ละฝ่ายเริ่มต้นด้วยพรหมวิหารสี่ ก็จะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ศึกษาผีฝ่ายตรงข้ามได้อย่างลึกซึ้งและมีดวงตาที่ไม่ถูกย้อมสีจริงๆ จากนั้นก็จะเห็นประโยชน์และโทษของทั้งผีฝ่ายตรงข้ามและผีฝ่ายตัวเอง เปิดโอกาสให้ได้ ‘ไล่ผี’ โดยเริ่มจากการไล่ผีในตัวเองออกไปก่อน เพราะทุกวันนี้ที่เราทำ เราล้วนแต่ชี้นิ้วบอกให้คนอื่นไล่ผีออกไปจากตัวพวกเขา แต่ไม่ค่อยได้พิจารณาผีในตัวสักเท่าไหร่

                อ้อ! โปรดอย่าลืมว่า ไล่ ‘ผี’ ไม่ได้แปลว่าไล่ ‘ความขัดแย้ง’ นะครับ สังคมไหนๆก็ต้องการความขัดแย้งทั้งนั้น เพราะความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาโลก ถ้าคนเราเห็นเหมือนกันไปหมดก็อาจจะเกิดภาวะดิสโทเปีย (Dystopia) หรือยูโทเปียด้านกลับแบบในหนังสือ Brave New World ขึ้นมาได้ เราอาจร้องเพลงชาติว่า ‘ไทยนี้รักสงบ’ แต่ต้องจำไว้ว่าไทยไม่เคยสงบจริงจังนะครับ มีปัญหาและความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาตามประสามนุษย์-ไม่ใช่เทวดา ถ้าจะเคยสงบ คงมีอยู่ช่วงเดียวคือเมื่ออยู่ใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งก็อาจจะเป็นผีอีกตนหนึ่งในจินตนาการของเราที่ทำให้เรากลัวแทบแย่จนต้องอยู่กันไปแบบ ‘สงบๆ’

                มาไล่ผีกันเถอะครับ แต่ไล่ให้ถูกวิธีด้วยนะครับ เพราะมีแต่หมอผีในหนังไทยเท่านั้นแหละ ที่จะจับนางนากไปถ่วงน้ำให้ทรมานเป็นที่น่าสังเวชของผีเปรตและสามโลก

                หลวงพ่อนักไล่ผีที่แท้จริง-ล้วนแต่ไล่ผีด้วย เมตตา กันทั้งนั้น

                ไม่อย่างนั้น-ผีก็จะไม่มีวันหยุดอาละวาด!

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก : เนชั่นสุดสัปดาห์ วันที่ 26 มีนาคม 2553