Reform กับ Deform: ที่สุดแล้ว ทุกสีจะต้องถอดเสื้อ

                 ปรึกษาคุณวิกกี้ (ด้วยการเปิดดูในสารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย) พบว่าคำว่า Reform นั้นมีความหมายโดยรวมหมายถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดการปรับปรุง ไม่ว่าจะปรับปรุงรูปแบบหรือเงื่อนไขบางอย่าง ทั้งนี้ก็เพื่อ ซ่อมสร้าง หรือก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายหรือกำจัดสิ่งที่เป็นความผิดพลาดต่างๆออกไป

                เพราะฉะนั้น เราจึงพอจะพูด โดยรวม เสียก่อนได้ว่า ตอนนี้ ทุกฝ่าย ในประเทศนี้กำลังต้องการการ Reform กันทั้งนั้น

 

                ตัวอย่างแรกก็คือชาวเสื้อแดง (ที่หลากสีไปแล้ว แต่ไม่รู้จะกลับมาใส่เสื้อแดงกันอีกเมื่อไหร่) ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในหลายระดับ จริงๆแล้วต้องบอกว่า ชาวเสื้อแดงเองนั้นมีด้วยกันหลากหลายเฉดมาตั้งแต่ต้น และเมื่อการต่อสู้เรียกร้องแหลมคมขึ้น พวกเขาก็ยิ่งสำแดงให้เห็นถึง ความต่าง ในตัวชาวเสื้อแดงออกมา จนกลุ่มหนึ่งต้องบอกว่ากลุ่มอื่นเป็นแดงเทียมบ้างละ ทำไปโดยแกนนำไม่ได้เห็นชอบบ้างละ ชั้นแต่ออกมาสมอ้างว่ามีกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงคอยสนับสนุนชาวเสื้อแดงอยู่ก็ยังมี

                นั่นแปลว่าชาวเสื้อแดงมีความ แตกต่างหลากหลาย อย่างยิ่ง ไม่แพ้คนกลุ่มอื่นๆ เพราะฉะนั้น วาทกรรมของนักวิชาการที่หลงใหลเสื้อแดง ประเภทออกมาปฏิเสธอย่างสุดแสนจะโรแมนติก (แต่ปากก็ด่าว่าคนอื่นโรแมนซ์กว่า-ทำราวกับความโรแมนติกเป็นโทษสมบัติอันชั่วช้า) ว่า ชาวเสื้อแดงนั้นต่อสู้อย่างบริสุทธิ์ทั้งหมด ไม่มีใครคิดล้มเจ้าเลย ไม่มีใครรับเงิน ข้ามพ้นทักษิณไปแล้ว ฯลฯ จึงเป็นวาทกรรมประเภทหัวปักหัวปำและละเลย ความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มพี่น้องเสื้อแดงจนอย่างน่าเป็นห่วงว่า เมื่อถึงที่สุดของการต่อสู้แล้ว นักวิชาการเหล่านี้ก็จะต้องอกหักเหมือนที่นักศึกษาผู้เข้าป่าหลัง 6 ตุลาคม เคยอกหักกันมาแล้ว

                ตัวอย่างที่สองก็คือ ชาวเสื้อเหลืองพันธมิตรเจ้าเก่า ซึ่งออกมาเรียกร้องสิ่งที่เรียกว่า การเมืองใหม่ ซึ่งแม้จะมีอะไรไม่เข้าแก๊ปอยู่หลายอย่าง เช่น ไม่ไว้ใจเสียงของปวงประชามหาชนถึงขั้นต้องเรียกร้องให้มีการแต่งตั้งเจ็ดสิบสามสิบอะไรนั่น แต่ถ้ามองเฉพาะภาพรวมใหญ่ ก็จะเห็นว่าชาวเสื้อเหลืองเองก็เห็นว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นมันมีปัญหา และต้องการการเปลี่ยนแปลง

                พูดอย่างสุดแสนจะโรแมนติก (เพราะผมเป็นคนโรแมนติก!) ปัญหาของชาวเสื้อแดงคือการสลัดออกจาก ระบบอุปถัมภ์ของอำมาตย์ เพื่อไปสู่ประชาธิปไตย, ปัญหาของชาวเสื้อเหลืองก็คือการสลัดออกจาก ระบบอุปถัมภ์ของทุนสามานย์ เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยเหมือนกัน

                นั่นแปลว่า เราเห็นพ้องต้องกัน (อย่างน้อยก็) อย่างหนึ่งว่า-เราต้องการการเปลี่ยนแปลง

 

                เราต้องการการ Reform!

                เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นักวิชาการเสื้อแดงบอกว่า ประชาชนรากหญ้าต่างได้รับการเรียนรู้อย่างมหาศาล บ้านเมืองไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว ก็ใช่น่ะสิครับ ไม่มีอะไรกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว จะมาเรียกร้องให้ Undo การรัฐประหาร อย่างที่นักวิชาการเสื้อแดงไร้เดียงสาโรแมนติกบางคนเรียกร้องคงไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอยู่แล้ว

                แม้แต่ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ซึ่งตกเป็น ผู้ต้องหา ของคนกลุ่มหนึ่งอยู่เสมอ เอะอะอะไรก็บอกว่าชนชั้นกลางเป็นปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ (ตั้งแต่เป็นตัวการยอมรับรัฐประหารสร้างสองนคราประชาธิปไตย ไปจนถึงทำลายรสชาติอาหารเพราะกินเป็นแต่รสหวานหรือกินเป็นแต่ข้าวมันไก่เนื้อหน้าอกไม่เอาหนังและทุเรียนหมอนทอง!) แต่ผมเชื่อว่า ชนชั้นกลางก็ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากพอๆกับมวลชนชาวเสื้อแดงรากหญ้าเหมือนกัน

                อย่างน้อยๆก็ต้องเรียนรู้ที่จะอดทน ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการมีชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคต (อันไม่ไกลนี้) ที่เราต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงขนานหนัก และจะไม่มีคืนวันที่บ้านเมือง สงบราบคาบ ในความหมายของการถูกปราบ (หรือถูกปราม) ให้อยู่ ใต้หล้า อีกต่อไป

                ที่สำคัญ นอกจาก พี่น้อง รากหญ้าชาวเสื้อแดงจะต้องการการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผมคิดว่า พี่น้อง ชนชั้นกลางจำนวนมากก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ผมจำเป็นต้องบอกคุณว่า ชนชั้นกลางไม่ได้มีชีวิตสุขสบายอยู่ในเมืองกรุงมากมายอะไรนักหรอกนะครับ คนเมืองที่ทำงานออฟฟิศหลายคนจนยากลำบากข้นแค้นแสนสาหัสยิ่งกว่าชาวนาบางคนที่บอกว่าตัวเองยากจนเสียอีก

 

                ผมขอตีขลุมตีความตามประสาคนโรแมนติกว่า ทั้งหมดนี้หมายความว่าคนจำนวนมากของสังคมต้องการการเปลี่ยนแปลงนะครับ-พวกเราต้องการการ Reform สังคมขนานใหญ่ เพราะมีความไม่ยุติธรรมกระจายอยู่ทั่วไปหมด

                แต่กลับปรากฏว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ เรากำลังมานั่งทะเลาะกันแทบเป็นแทบตายว่า พวกมึงต้อง Reform ในแบบ ของกู เท่านั้น

 

                แล้วเราก็ฆ่ากัน!

                เราทำราวกับว่า ความคิดเห็นของคนที่เรา ยึดมั่นถือมั่น ว่ามันเป็นศัตรูของเรา ต้องผิดต้องเพี้ยนไปเสียทั้งหมด ทั้งที่ไอ้หมอนั่นอาจจะพูดประโยคเดียวกับเรา และมีความคิดแบบเดียวกับเราก็ได้ แต่พอเรายึดมั่นว่ามันเป็นศัตรูเสียแล้ว ก็ป่วยการที่เราจะฟัง แล้วเราก็ผลักตัวเองออกห่างจากคนพวกนั้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนที่อยู่ในขั้วตรงข้ามกัน จากนั้นเราก็เปิดฉากเกิดกระบวนการยกย่องสรรเสริญคนพวกเดียวกัน นักวิชาการเสื้อแดงบางคนออกมา ปกป้อง การกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างเช่นการตรวจค้นรถของด่านชาวเสื้อแดงว่าเป็นเพราะพวกเขา ถูกกระทำ มานาน จึงต้องระเบิดออกมาบ้าง นัยกลายๆก็คือ พวกมึง กดขี่เขามานาน ขอให้ พวกกู ได้กดขี่ พวกมึง บ้างได้ไหม

                ผมรู้ครับ ว่าความน้อยเนื้อต่ำใจพวกนี้มาจากไหน และรู้ว่าพี่น้องเสื้อแดงนั้นถูกกดขี่มามากมายแค่ไหน แต่เรามาเพื่อเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่าไม่ใช่หรือครับ ไม่ใช่มาเพื่อสร้างสิ่งที่เลวกว่า

 

                การเอาชนะความเลวด้วยความเลวจะเป็นชัยชนะไปได้อย่างไรกัน!

                ผมอยากบอกว่า วิธีคิดแบบนี้คือวิธีคิดแบบ Deform ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้หน้ากาก Reform นะครับ!

                Deform ก็คือการทำให้พิการ ทำให้ผิดรูปร่าง ทำให้เสียโฉม ซึ่งเกิดขึ้นก็เพราะเราแบ่งตัวเองออกเป็น พวกกู และ พวกมึง แล้วเราก็ไม่ฟังใคร ได้แต่พยายามทำลายกันและกันนี่แหละ

                ผมไม่ได้บอกให้เราหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวนะครับ เพราะมนุษย์ไม่ใช่มด ปลวก หรือผึ้ง ทำแบบนั้นไม่ได้ วาทกรรมรังมด รังปลวก หรือรวงผึ้ง ที่มักใช้เปรียบเพื่อความสามัคคีของมนุษย์นั้น ผมว่าเป็นวาทกรรมที่น่าเดียดฉันท์ที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะมดปลวกหรือผึ้ง มันไม่ได้มีชีวิตจิตใจของมันเอง แต่มันอยู่รวมกันภายใต้การบังคับการของฟีโรโมน (จะเรียกว่า เผด็จการฟีโรโมน ก็คงได้!) พวกมันจึงไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเดี่ยวๆเป็นปัจเจก แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า Superorganism คือทั้งรังนั่นแหละ คือหนึ่งชีวิต เพราะฉะนั้นมดปลวกผึ้งจึงแค่ ดูเหมือน มีชีวิตด้วยตัวของมันเองแต่ละตัว ทว่าแท้จริงแล้วมันสามัคคีกันได้อยู่ใต้ฟีโรโมนเผด็จการ

                มนุษย์มีความแตกต่างหลากหลายซับซ้อนกว่านั้นมาก แต่ถ้าเรามองดูสถานการณ์ในตอนนี้ เราจะเห็นว่าแต่ละ ฝ่าย ต่างพยายามสร้าง พลัง ให้กับ พวกกู ด้วยการทำตัวเหมือนมดปลวกผึ้ง มีแกนนำเป็น ราชินีผึ้ง คอยออกคำสั่งด้วยฟีโรโมนอยู่เบื้องหลัง แต่ก็เห็นกันอยู่ว่ามนุษย์ไม่ใช่มดปลวกผึ้ง แม้ฝ่ายเดียวกันก็ยังเห็นต่างกันได้

                เพราะฉะนั้น การ เห็นต่าง จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุดของการอยู่ร่วมกันนะครับ

                สิ่งที่เราเห็นพ้องก็คือการ Reform ใช่ไหม แต่จะ Reform แบบไหน ก็เป็นเรื่องที่มาถกเถียงกันอย่างอารยะและอดทนอดกลั้นได้ไม่ใช่หรือครับ

 

                หรือว่าไม่ได้!

                หรือว่าจะต้องฆ่ากัน!

                หรือว่าเอาเข้าจริงแล้ว น้ำใสใจจริงของคุณไม่ได้อยากจะ Reform แต่ซ่อนเร้นไว้ด้วยความกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะ Deform อยากจะทำให้คนอื่นอ่อนแอ จะได้ขึ้นครองอำนาจได้ง่ายๆ จะได้ทำลายให้สิ้นซาก จะได้สะใจพระเดชพระคุณไปก่อน แล้วค่อยสร้างขึ้นมาใหม่ให้ ฟิต กับความต้องการ ของกู (เท่านั้น?) ในภายหลัง

                ถ้ายึดมั่นความเป็นเหลือง แดง น้ำเงิน ดำ หรือหลากสีแบบจัดตั้ง (แม้ไม่ได้ใส่เสื้อสีนั้นๆแล้วก็ตาม) เราก็ไม่มีวันพ้นการ Deform ที่ตกอยู่ใต้เงื้อมมือของ ราชินีผึ้งที่มองไม่เห็น ไปได้ สิ่งที่เราพึงทำ ก็คือการสลัดสี สลัดแอกที่แบกให้หนักอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นนั้นออก แล้วถอดเสื้อ ถอดแว่นคับแคบที่ใช้สวมมองโลกในมุมของตัวเองทิ้งไป

 

                มีแต่ทำได้เช่นนี้ การ เริ่มต้น Reform จึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะมีใครถือแส้มาเฆี่ยนให้ Reform!

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก : เนชั่นสุดสัปดาห์ วันที่ 5 พฤษภาคม 2553