สามความคิดสู่สัตยาเคราะห์

 ความคิดหมายเลขหนึ่ง

                ผมไม่แน่ใจนัก ว่าเสียงตอบรับโรดแม็พของคุณอภิสิทธิ์ในแง่บวกที่มาจากฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยหรือพล.อ. ชวลิต เป็นเสียงตอบรับที่ให้ น้ำหนัก กับข้อไหนมากกว่ากัน

                ถ้าคิดอย่างคนมองโลกในแง่ร้าย ผมว่าข้อสุดท้ายคงเป็นเรื่องที่สร้างความยินดีให้กับฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล (และสร้างปฏิกิริยาในแง่ลบให้กับฝ่ายที่เคย (ดูเหมือนว่า) เชียร์รัฐบาลมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรหรือกลุ่มเสื้อหลากสี) มากกว่าข้ออื่น

                แต่สำหรับผม ผมคิดเอาเองว่า ข้อที่น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับผู้มาชุมนุม และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่พวกเขาลุกขึ้นมาสู้ด้วยความตื่นตัวทางการเมืองนั้น น่าจะเป็นข้อที่สอง

                ข้อที่ห้าพูดถึงการแก้ไขความไม่เป็นธรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องของนักการเมืองร้อยสองร้อยคน ซึ่งเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่หากจะว่าไป ก็ได้สร้างทั้งคุณประโยชน์และปัญหาอันซับซ้อนให้กับบ้านนี้เมืองนี้มาเนิ่นนาน ขณะที่ข้อที่สองพูดถึงสิ่งสำคัญยิ่ง คือการแก้ไขความไม่เป็นธรรมในสังคม อันหมายถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้คนโดยรวมทั่วไป ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม

                คำถามของผมก็คือ ที่จริงแล้ว ข้อที่สองนั้นมีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันตลอด แต่ไม่เคยมีการขานรับ จนกระทั่งมามีข้อที่ห้านี่แหละครับ เสียงขานรับถึงได้ดังกระหึ่ม แล้วจะไม่ให้ (แอบ) คิด (ย้ำ-ตามประสาคนมองโลกในแง่ร้าย!) ได้อย่างไรกันเล่า ว่าเสียงตอบรับนั้นให้ น้ำหนัก กับข้อไหนมากกว่ากัน 

                นั่นแปลว่า เสียงตอบรับนั้นให้น้ำหนักกับ ใคร มากกว่ากันด้วย!


ความคิดหมายเลขสอง 

 

                ผมเคยถูกคนที่ฉลาดมากสอนว่า โจทย์นี้มันไม่ใช่เรื่องของการถูกประณามจากทั้งสองฝ่าย แต่เขาบอกว่า สิ่งที่คุณทำจะถูกต้องถ้าคุณถูกด่าจากทั้งสองฝ่าย ผมคิดว่าถ้าสื่อมวลชนถูกด่าจากฝ่ายเดียว อาจจะหมายความว่ายังไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ถูกต้อง แต่ถ้าถูกด่าจากทั้งสองฝ่าย อาจจะหมายความว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง

 

จากบทสัมภาษณ์ ก้าวข้าม...วันยึดทรัพย์ กับชัยวัฒน์ สถาอานันท์

โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ในหนังสือ October 08

                ในตอนที่เขียนบทความนี้ คุณอภิสิทธิ์กำลังถูกด่าจากทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งคือกลุ่มที่อยู่ฝ่ายเดียวกับคนที่ตอบรับข้อที่ห้า แต่ไม่ได้ผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะชาวเสื้อแดงย่อมมีความแตกต่างหลากหลายเหมือนมนุษย์ทั่วไป ขณะที่อีกข้างหนึ่งคือกลุ่มคนที่เคยชื่นชมคุณอภิสิทธิ์มาก่อน แต่บัดนี้เมื่อเห็นว่าการแก้ไขปัญหาอาจ ลุ ไปโดยไม่ ล่วงยังปล่อยคนที่พวกเขาเห็นว่าเป็นปัญหาค้างคาเอาไว้ เหมือนการปัดฝุ่นไว้ใต้พรม คนเหล่านี้ก็ลุกขึ้นมาคัดค้านการ ปรองดอง ที่ว่า

                ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า การที่คุณอภิสิทธิ์ถูกด่าจากทั้งสองข้าง แปลว่าคุณอภิสิทธิ์ทำถูกหรอกนะครับ เพราะแม้แต่คำพูดของ อ.ชัยวัฒน์ ที่ยกมาข้างต้น ก็ยังใช้คำว่า อาจจะหมายความว่าคุณกำลังทำสิ่งถูกต้อง แปลว่าการถูกด่าจากทั้งสองข้างยังไม่ได้หมายความกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เพราะเอาเข้าจริง คุณอาจถูกด่าเพราะทำเลวกับทุกฝ่ายจริงๆก็ได้

                แต่ในกรณีนี้ ในเวลาเดียวกับที่คุณอภิสิทธิ์ ถูกด่า จากคนร่วมชาติ ที่เสียงดัง ทั้งสองฝ่าย (โดยมีบางโพลล์ระบุว่า คนที่สนับสนุนคุณอภิสิทธิ์มีอยู่ไม่น้อย และอาจเป็นเสียงส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ-แต่เป็นเสียงที่ ไม่ดัง เท่า) กลับมีบทความของโรเบิร์ต ฮอร์น ในนิตยสาร Times พูดถึงคุณอภิสิทธิ์ด้วยน้ำเสียงยกย่อง และถึงขั้นพูดว่าคุณอภิสิทธิ์ appears the statesman in this conflict ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะสอดรับกับ คำชม ของคนที่เคยผ่านความขัดแย้งขนานใหญ่ในประเทศของตัวเองมาแล้ว อย่าง ดร. โฮเซ รามอส-ฮอร์ตา ประธานาธิบดีของ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ติมอร์-เลสเต ที่บอกว่าคุณอภิสิทธิ์มีภาวะความเป็นผู้นำ และอดทนอดกลั้นที่จะใช้แนวทางการเจรจาและสันติวิธีในการแก้ปัญหา

                ที่จริงแล้ว การทำสิ่งที่ถูกต้อง หรืออย่างชื่อหนังของสไปค์ ลี ที่ว่า Do the right thing นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะปัญหาของมนุษย์ที่ไม่อาจมองเห็นอนาคต และมักชอบ จม อยู่กับความคิดของตัวเองโดยไม่มองดูเรื่องราวทั้งหมดด้วยสายตาของนก มักจะมองเห็นอะไรคับแคบอยู่ในหลุมของตน เหมือนที่พระไพศาล วิสาโล ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนคนขุดหลุมให้ลึกลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดท้องฟ้าที่มองเห็นก็จะแคบลง ยิ่งลึกก็ยิ่งมองอะไรไม่เห็น เราจึงไม่ค่อยจะรู้หรอกครับ ว่าสิ่งที่เราคิดว่า Right หรือถูกต้องเหมาะสมนั้น มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมที่คับแคบหรือกว้างขวางแค่ไหน เพราะส่วนใหญ่แล้ว ความถูกต้องเหมาะสมที่ว่านั่น มักเป็นความถูกต้องเหมาะสมที่ไม่อาจใหญ่ไปกว่าหลุมของเราได้

                เราอาจบอกว่า หลุมใครก็หลุมมัน หลุมฉัน ฉันจะคิดอย่างนี้-ก็ไม่ผิด แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า ก็คือการขึ้นมาจากหลุม เดินไปดูหลุมของคนอื่นๆ มองท้องฟ้าและชื่นชมความงามของสิ่งที่อยู่รอบข้างเสียบ้าง (อย่างที่ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้เตือนสังคมไทยเอาไว้ว่าเราเป็นสังคมที่มองไม่เห็นความงาม) อย่าเอาแต่หมกมุ่นอยู่ใน หลุม ของตัวเองจนมองไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน

 

                เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็จะคิดว่า The Right Thing ของเรา คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด และคนอื่นๆก็ควรนำไปใช้กับหลุมของตนด้วย


 

 

ความคิดหมายเลขสาม

                สันติวิธีไม่ใช่แค่เรื่องของการ ต่อต้านโดยไม่ต่อสู้ (ซึ่งมีภาษาอังกฤษเรียกวิธีการเหล่านี้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Civil หรือ State Disobedience หรือ Passive Resistance) เท่านั้น เพราะสันติวิธีที่ กว้าง กว่านั้น ก็คือสันติวิธีที่ ตรวจสอบ การต่อต้านของตัวเองอยู่เสมอด้วย ว่านั่นคือการต่อต้านที่ Right หรือถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือยัง ทั้งในแง่ของรูปแบบ (หรือวิธีการ) และในแง่ของเนื้อหาความคิด

                คำว่า สันติวิธี ถูกนำไป ใช้พล่อย (Exploit) จากหลายฝ่าย โดยคิดว่าแค่ไม่ใช้อาวุธสงครามก็เป็นสันติวิธีแล้ว บางคนถึงกับบอกว่า ต่อให้ด่ากันรุนแรงก็ยังเป็นสันติวิธี เพราะเป็น สันติวิธีแบบไพร่ ตามวาทกรรมสงครามชนชั้น ขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นว่า ฝ่ายที่ถือธงสันติวิธีบางกลุ่ม กลับเรียกร้องให้ คนอื่น (เช่นผู้ที่มีอำนาจ) มีการ กำจัด สิ่งมีชีวิตที่พวกตนเห็นว่าเป็น คนชั่ว ออกไปจากสังคม

                จะเห็นว่าสันติวิธีที่อยู่ใต้วิธี การต่อต้านแบบไม่ต่อสู้นั้น ยังหนีไม่พ้นความเกลียดชังภายใน เราอาจบอกว่า ผู้มีหน้าที่ซึ่งมีรายได้จากภาษีของฉันต้องทำหน้าที่มือเปื้อนเลือดสิ-ไม่ใช่ฉัน เพราะฉันนั้นรักสันติ หรือการสร้าง Hatred Word ในบทความของนักวิชาการบางคน สิ่งเหล่านี้ดูเผินๆเหมือนเป็นสันติวิธี เพราะไม่มีใครเจ็บหรือตาย แต่แท้จริงแล้วมันแฝงฝังไปด้วยความเกลียดชังและความรุนแรง

                สันติวิธีต้องก้าวไปไกลถึงขั้นเป็น สัตยาเคราะห์ อันเป็นวิธีการของคานธี (ซึ่งไม่ได้ได้มาโดยง่าย แต่คานธีต้องผ่านการเรียนรู้ที่เจ็บปวดมากมาย ทั้งทางกาย ใจ และทางสังคม) สัตยาเคราะห์คือ สัตยะ (หมายถึงความจริง ความถูกต้อง) บวกกับ อาคฺรหะ (หมายถึงความมั่นคง ความตั้งใจแน่วแน่)

                ดังนั้น สัตยาเคราะห์จึงหมายถึงความมุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือ Do the right thing ของสไปค์ ลี นั่นเอง แต่กระนั้น จะ มุ่งมั่น ทำ สิ่งที่ถูกต้อง (คนละความหมายกับ จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด นะครับ!) ได้ ก็ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบ หลุม ของตัวเองเสียก่อน ว่ามันคับแคบมากแค่ไหน

                สัตยาเคราะห์ที่แท้จริงเป็นคุณสมบัติหนึ่งของรัฐบุรุษ แต่การลวงโลกเล่นปาหี่เมื่อตัวเองหรือพวกพ้องของตัวเองได้ประโยชน์นั้นไม่ใช่

                เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ขอได้โปรดย้อนกลับไปอ่าน ความคิดหมายเลขหนึ่ง อีกสักครั้ง

 

                ไม่ใช่เพื่อย้ำคิดย้ำทำ แต่เพื่อดูว่า ใคร คือคนที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่ากัน


 

ตีพิมพ์ครั้งแรก : เนชั่นสุดสัปดาห์ วันที่ 14 พฤษภาคม 2553