เมื่อผู้นำไทยแก้ปัญหาโลกร้อน

5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลกที่ผ่านมา เห็นภาพข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์แล้วก็นึกขำในใจ

เป็นภาพคุณสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม นำเหล่าดาราศิลปินชื่อดังเข้าพบคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อมอบถุงผ้ารณรงค์ลดโลกร้อน เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

หลายปีมาแล้ว การรณรงค์แก้ปัญหาโลกร้อนในบ้านเรา ไม่ได้ไปไกลกว่าการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติค

คิดอะไรไม่ออกก็แจกถุงผ้า

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ก็มีภาพข่าวท่านนายกรัฐมนตรีทดลองขับรถยนต์ใช้พลังงานไฮโดรเจนผลิตและวิจัยโดยคนไทย เพื่อจะนำมาทดแทนการใช้น้ำมัน ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

พอเป็นพรีเซ็นเตอร์เป็นข่าวลงตามสื่อต่างๆ เสร็จแล้ว ก็จบกันไป งานวิจัยชิ้นนั้นคงถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก ไม่มีข่าวว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสำหรับงานวิจัยชิ้นนี้อย่างจริงจัง ทุ่มงบประมาณทุ่มบุคลากร เพื่อหาทางลดต้นทุนการผลิตรถพลังงานไฮโดรเจนซึ่งผลิตจากน้ำ สามารถเป็นพลังงานทดแทนน้ำมันได้ในอนาคต สนับสนุนให้คนไทยเป็นจ้าวเทคโนโลยีด้านพลังงานกับเขามั่ง แก้ปัญหาโลกร้อนได้อย่างจริงจัง

รอให้ในอนาคตบริษัทต่างชาติเอาเทคโนโลยีไฮโดรเจนมาขายราคาแพง ๆ เราก็รับซื้อนำเข้าจากต่างประเทศด้วยความยินดี ทั้งๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยคนไทยมีความรู้ความสามารถและสติปัญญาไม่ด้อยกว่าชาวต่างชาติ แต่ที่ต่างกันคือ รัฐบาลเหล่านั้นเขามีสายตาอันยาวไกล ใจถึง เงินถึงพอที่จะทุ่มงบประมาณ ลงทุนกับงานวิจัยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ขณะที่ทุนวิจัยบ้านเรามักจะทำพอเป็นพิธี แล้วมักจบลงที่หน้าทำเนียบ เป็นแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัย งานวิจัยดี ๆ จึงถูกเก็บดองไว้ นักวิจัยจำนวนมากเพลียใจ ค่อยๆ ทยอยลาออกไปทำงานบริษัทเอกชน

เวลาพูดถึงงบวิจัย รัฐบาลมักอิดออดว่า ไม่มีงบประมาณ แต่หากเป็นงบจำนำข้าว งบก่อสร้าง สร้างอาคาร ตัดถนน เช่ารถเมล์ ประมูลรถไฟฟ้า เราไม่เคยขาดแคลนงบประมาณไม่ว่าจะกี่แสนล้านบาท เพราะใช้หาเสียงกับชาวบ้านและเป็นทุนรอนก้อนใหญ่ได้

ไม่น่าแปลกใจว่า เวลาผู้คนในประเทศตื่นตัวเรื่องโลกร้อน วิสัยทัศน์ของรัฐบาลไม่เคยไปไกลกว่า การแจกถุงผ้า พร้อมกับท่องคาถาว่า โลกร้อนเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องปากท้องใกล้ตัว และที่สำคัญเอาไปใช้หาเสียงไม่ได้

แต่ความเป็นจริง ปัญหาสภาวะโลกร้อนสำคัญกว่าเรื่องปากท้อง เพราะเป็นเรื่องของความเป็นความตายของมนุษยชาติทั่วโลกที่กำลังใกล้เข้ามาทุกลมหายใจ

ประเทศที่เจริญแล้วต่างเร่งมาตรการในการปรับตัว เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ออกกฎหมายออกมาตรการต่างๆ เพราะนับวันยิ่งชัดเจนว่า เรามีเวลาแก้ปัญหานี้อีกไม่กี่ปี หากอุณหภูมิโลกยังสูงขึ้นเรื่อยๆ คนรุ่นนี้คงได้มีโอกาสเห็นอารยธรรมของโลกและมนุษยชาติถึงอวสาน

อากาศที่ร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ พายุรุนแรงและฝนที่เทกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา และปัญหาไข้หวัดนกหลายชนิดที่ระบาดหนักช่วงสองสามปีที่ผ่านมา พอจะเป็นสัญญาณเตือนภัยให้เราตระหนักดีว่า โลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

หายนะมาเคาะประตูบ้านดังขึ้นเรื่อย ๆ

ในประเทศสเปน มีการออกกฎหมายให้หลังคาบ้านเรือนทุกแห่งต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์ ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า เพื่อลดการใช้น้ำมัน

ในประเทศอังกฤษ นโยบายหลักของพรรคอนุรักษนิยมคือ เรื่องโลกร้อน ประกาศชัดว่าหากได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล จะบังคับให้คนในประเทศทุกคนไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชนต้องลดการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

เมื่อหลายปีก่อนบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของโลกสัญชาติอังกฤษ คือบริษัท BP หรือ BRITISH PETROLEUM ได้เปลี่ยนเป็น BEYOND PETROLEUM เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ขององค์กรว่า จะก้าวจากการเป็นผู้นำด้านน้ำมัน ให้เป็นผู้นำทางด้านพลังงาน และทุกวันนี้ บริษัท BP กลายเป็นบริษัทผู้นำทางด้านเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกอันดับต้นๆ ของโลก

ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนในต่างประเทศต่างปรับตัวกันแทบจะสามร้อยหกสิบองศา เพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อน ภัยคุกคามของมนุษยชาติที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มนุษย์เคยเผชิญหน้ามา

ในฮ่องกง มีตำรวจหน่วยใหม่เรียกว่า ตำรวจน้ำ ไม่ได้ทำหน้าที่ลาดตระเวนในแม่น้ำหรือทะเลแบบบ้านเรา แต่ทำหน้าที่จับเจ้าของร้านอาหารที่บริการลูกค้าด้วยขวดพลาสติค

ประเทศด้อยพัฒนากว่าเรา อย่างบังกลาเทศ ออกกฎหมายบังคับห้ามคนในประเทศใช้ถุงพลาสติค อย่างไม่เกรงใจเจ้าของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศส จีน อินเดีย ไต้หวัน และประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป

ประเทศทั่วโลกต่างตื่นตัวและพยายามรับมือกับการลดอุณหภูมิของโลกในทุกวิธี แต่วันนี้บ้านเรายังแก้ปัญหาโลกร้อนแบบชิว ชิว ไม่ว่าจะเป็น สร้างฝายลดโลกร้อน แจกถุงผ้า หรือช็อปปิ้งลดโลกร้อน

เมื่อปีที่ผ่านมา ในรัฐบาลชุดก่อน มีการประชุมนานาชาติเรื่องโลกร้อนที่ตึกสหประชาติ ถนนราชดำเนิน ก่อนเริ่มประชุมผู้นำรัฐบาลต่างเกี่ยงกันไปเปิดงาน แต่พอได้รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งไปกล่าวเปิดงาน กลับไปพูดเชิญชวนให้คนมาเที่ยวเมืองไทย เป็นที่ขบขันของผู้เข้าร่วมประชุม เม้าท์แตกเรื่องวิสัยทัศน์โลกร้อน ของผู้นำบ้านเรา

ปลายปีนี้จะมีการประชุมเรื่องโลกร้อนระดับนานาชาติครั้งสำคัญที่สุดนับแต่การประชุมอนุสัญญาเกียวโตโปรโตคอล โดยมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ มีผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วทุกมุมโลกนับพันคน เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าทั่วโลกจะออกมาตรการตั้งรับกับปัญหาโลกร้อนอย่างใด

ท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยชื่อดังในอังกฤษ เตรียมตั้งรับไว้ให้ดีนะครับในฐานะเจ้าภาพ

ครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนเป็นพรีเซ็นเตอร์ถุงผ้าลดโลกร้อน

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน 2552