1 กันยายนที่จะถึงนี้ เป็นวันครบรอบ 19 ปี การเสียชีวิตของคุณสืบ นาคะเสถียร อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ผมกับพรรคพวกพากันมาสำรวจป่าสงวนฯแห่งหนึ่ง ที่อยู่ติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แถวบ้านคลองเสลา อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี จำได้ว่าเมื่อเกือบสิบปีก่อน เคยขับรถมาแถวนี้ เส้นทางลำบากมาก เป็นป่าใหญ่ แน่นทึบอุดมสมบูรณ์ สลับกับไร่นาของชาวกะเหรี่ยงที่อยู่อาศัยกันมานาน มีวิถีชีวิตดั้งเดิมที่พึ่งพาธรรมชาติ ใช้ไร่หมุนเวียนโดยไม่รบกวนพื้นที่ป่ามากเกินไป
สมัยคุณสืบมีชีวิตอยู่ เคยเล่าให้ผมฟังว่า ป่าสงวนฯเหล่านี้สำคัญมาก เพราะเป็นป่าแนวกันชน ป้องกันไม่ให้มีใครบุกรุกทำลายป่าเข้าไปถึงป่าห้วยขาแข้งได้
แต่มาครั้งนี้ ยอมรับว่าต้องทำใจกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
เราขับรถเข้าไปอย่างสบาย ถนนหนทางสะดวกขึ้น สองข้างทางที่เคยเป็นป่าผืนใหญ่ ได้กลายสภาพเป็นไร่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา เห็นต้นไม้ใหญ่กลางไร่ยืนต้นตายจากการถูกเผา แทบไม่น่าเชื่อว่าภายในสิบปี พื้นที่ป่าสงวนฯนับหมื่นไร่ภายในหุบเขาหลายหุบกำลังกลายเป็นไร่ข้าวโพด
ไร่ข้าวโพดเหล่านี้รุกไปจนประชิดป่าห้วยขาแข้งแล้ว
แน่นอนว่า ชาวกะเหรี่ยงที่เคยมีวิถีชีวิตดั้งเดิม เรียบง่าย ใช้ผืนป่าอย่างรู้คุณค่า ปลูกข้าวไร่พออยู่พอกิน อยู่ดีๆ คงไม่สามารถมาเปิดพื้นที่ป่าอย่างมโหฬารได้
แต่เกิดจากการที่บริษัทขายเมล็ดพันธุ์รายใหญ่ของประเทศ ไปส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลความเจริญหันมาปลูกข้าวโพด อ้างว่าราคาดีกว่าการปลูกข้าวไร่ และเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดชนิดใหม่ให้ผลผลิต 2 ฝักต่อต้น ใบสีเขียวเข้ม ต้านทานโรคราสนิม ตำแหน่งฝักต่ำ เก็บเกี่ยวง่าย แกนเล็กเมล็ดลึก ทนแล้ง ปลูกได้ดีในที่ดอน ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิมถึง 14%
ลืมบอกไปว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนี้เป็นชนิดพิเศษผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรมเรียบร้อย เมื่อปลูกจนโตออกฝักใหม่แล้ว ไม่สามารถเอาเมล็ดข้าวโพดไปปลูกต่อได้ เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ตามธรรมชาติ หากชาวบ้านอยากปลูกข้าวโพดต่อก็ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้าเพิ่ม
ระหว่างทางเราเห็นป้ายโฆษณาเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดติดกันหนาแน่นตามเสาไฟ แข่งกับป้ายของพระเยซูที่ติดบนยอดเสาไฟ พอรถเข้าไปในหมู่บ้านกะเหรี่ยง เราได้ยินสปอตโฆษณาทางวิทยุเสียงนักร้องชื่อดังว่า "ข้าวโพดพันธุ์ดี ต้องซีพีตองแปด"
ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นทางพ่อค้ามีการเอาหนังเร่ เอาดนตรีเข้ามาแสดงในหมู่บ้าน สลับกับการโฆษณาเมล็ดพันธุ์พิเศษ
พอชาวบ้านซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ทางบริษัทก็แนะนำปุ๋ยชนิดพิเศษยี่ห้อหนึ่งให้ บอกว่าหากปลูกข้าวโพดเมล็ดพันธุ์นี้ ต้องใช้ปุ๋ยชนิดนี้เท่านั้น ข้าวโพดจึงจะให้ผลผลิตงาม ใช้ปุ๋ยยี่ห้ออื่นมันจะไม่เข้ากัน
ชาวบ้านก็เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ หลายคนก็เริ่มเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ในการไปกู้ยืมเงินมาซื้อเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย โดยมีที่ดิน ส.ป.ก.เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และพอชาวบ้านปลูก ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ก็เห็นว่าขายข้าวโพดได้กำไรมากกว่าปลูกข้าวขาย แถมมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ ไม่ต้องเสียเวลาขนข้าวโพดออกไป
ต่อมาบรรดาพ่อค้าที่รับเมล็ดข้าวโพดมาขาย ก็พยายามขายเมล็ดพันธุ์กับปุ๋ยให้มากๆ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการบุกรุกป่าโค่นต้นไม้ใหญ่ให้เป็นไร่ข้าวโพดนับหมื่นไร่
ชาวกะเหรี่ยงแถวนั้นที่เคยมีพื้นที่การเกษตรประมาณครอบครัวละ 10 ไร่ ก็เพิ่มขึ้นเป็นคนละ 30 ไร่ เพื่อจะปลูกข้าวโพดให้มากๆ
นักการเมืองก็เข้ามาหาเสียงโดยการตัดถนนอำนวยความสะดวกในการขนส่งพืชไร่
เมื่อพื้นที่เพิ่มขึ้น บรรดาพ่อค้าในตลาดก็มาเร่ขายรถไถ (ยี่ห้อดังต้องคูโบต้า) อวดสรรพคุณเพิ่มประสิทธิภาพการทำไร่ โดยมี ธ.ก.ส.คอยปล่อยกู้ ใครมีพื้นที่มากก็กู้ได้มาก
หนี้สินของชาวบ้านเริ่มพอกพูนขึ้น และเมื่อถนนเริ่มสะดวกขึ้น ชาวบ้านเริ่มมีเงินสดไว้จับจ่ายใช้สอย พ่อค้าขายเครื่องใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ รถปิคอัพก็ตามมา ชาวบ้านก็เป็นหนี้มากขึ้น
เมื่อหนี้สินมากขึ้น ก็ต้องบุกรุกป่าเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้มากขึ้น จะได้มีเงินไปโปะหนี้ โดยมีรถไถช่วยอำนวยความสะดวกในการทำลายป่า
ทุกวันนี้ในหมู่บ้านกะเหรี่ยง ทุกครอบครัวจึงเป็นหนี้สินเฉลี่ยรายละ 4 หมื่นบาท ยิ่งเพิ่มพื้นที่ปลูกมาก ยิ่งเป็นหนี้สินมากขึ้น
บริษัทก็ขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและปุ๋ยได้มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นทิศทางเดียวกับการทำลายป่าที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศ ที่นำไปเลี้ยงไก่ตามเล้าหรือระบบปิดทั่วประเทศ และไม่ต้องแปลกใจที่บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด บริษัทผลิตอาหารสัตว์ และบริษัทผลิตเนื้อไก่ ล้วนเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนเดียวกัน เป็นอุตสาหกรรมแบบครบวงจร โดยมีชาวไร่ ชาวนาทั่วประเทศเป็นลูกจ้างปลูกข้าวโพดอย่างไม่รู้ตัว
ต่อมาเมื่อน้ำมันราคาแพงขึ้น จึงมีการนำข้าวโพดไปผลิตเอทานอล ความต้องการข้าวโพดยิ่งเพิ่มมาก จึงมีราคาถีบตัวสูงขึ้น ปัจจุบันมีความต้องการข้าวโพดประมาณ 5.5 ล้านตันต่อปี ขณะที่แต่ละปีทั่วประเทศผลิตได้เพียง 4 ล้านตัน ความต้องการข้าวโพดจึงมีอยู่อีกมาก
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ หากจะพบว่าการบุกรุกป่าได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามความต้องการพื้นที่ปลูกไร่ข้าวโพด (ยังไม่นับรวมถึงการบุกรุกป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา ไร่อ้อย และไร่มันสำปะหลัง)
ใครมีโอกาสเดินทางไปต่างจังหวัด จะพบว่าบริเวณที่เคยเป็นป่าสงวนฯ ได้กลายเป็นไร่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ไม่ค่อยกล้าจับกุม เพราะกลัวปัญหาความขัดแย้งกับมวลชนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการบุกรุกป่าที่บ้านคลองเสลานั้น เป็นเรื่องน่ายินดี ที่ทางมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ได้เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อกำหนดเขตป่าสงวนฯให้ชัดเจน สร้างกฎกติกากันใหม่ ป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายคือทำให้คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้
แต่ปัญหาการบุกรุกป่าสงวนฯทั่วประเทศ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เป็นไร่ข้าวโพด บริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร จะร่วมมือในการแก้ปัญหาการทำลายป่าอย่างไร
บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องเสียเวลาทำกิจกรรม CSR แบบแจกถุงผ้า หรือปลูกป่าลดโลกร้อนให้เสียเวลา แต่นี่แหละคือการทำ CSR ของจริง
หากตั้งใจแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาที่ตัวเองมีส่วนในการทำลายป่า
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม 2551

