ตามหารากเหง้าของตัวเอง

ปลายฝนต้นหนาวที่ผ่านมา ผมพาพ่อแม่กลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่บ้านเกิดในประเทศจีน โดยสายการบิน China Eastern ใช้เวลา ๓ ชั่วโมงบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง

ทั้งคู่เป็นชาวจีนแต้จิ๋วแห่งเมืองซัวเถา บ้านเกิดของแม่อยู่อำเภอโผวเล้ง บ้านเกิดของพ่ออยู่อำเภอเถ่งไฮ่

คำว่า ซัวเถา ในความรู้สึกของคนไทย ชวนให้นึกถึงพวกหลังเขาห่างไกลความเจริญ แต่ปัจจุบันซัวเถากลายเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่ง มีอาคารทันสมัยผุดขึ้นมากหลายตามความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน

แม่เล่าให้ฟังว่า เมื่อ ๗๐ กว่าปีก่อน อาม่าหรือคุณยายอุ้มแม่ที่ยังแบเบาะล่องเรือออกจากเมืองซัวเถามาขึ้นฝั่งที่เมืองไทย

ส่วนพ่ออพยพมาเมืองไทยเมื่ออายุได้ราว ๒๓ ปี ตอนนั้นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลก๊กมินตั๋งของประธานาธิบดีเจียงไคเช็คกับพรรคคอมมิวนิสต์ของประธานเหมาเจ๋อตงกำลังงวดเข้ามาทุกทีแล้ว ความอดอยากแผ่ไปทั่วทุกหย่อมหญ้า  พ่อซึ่งมีพี่น้องถึง ๑๐ คนเห็นว่าหากอยู่เมืองจีนคงต้องอดตายแน่นอน จึงตัดสินใจหนีอากงหรือปู่ออกทะเลล่องเรือมาขึ้นที่ท่าเรือแถวตลาดน้อยและแอบเข้ามาทำงานในสยาม

เมืองไทยมีชาวจีนแต้จิ๋วมากที่สุดเมื่อเทียบกับชาวจีนกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจีนไหหลำ จีนแคะ จีนฮกเกี้ยน ฯลฯ เนื่องจากมีหลักฐานว่าชาวจีนแต้จิ๋วข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากอยู่แถบดินแดนสยามมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ในขณะที่ชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศจีนมีจำนวนเพียง ๑๖ ล้านคนเมื่อเทียบกับประชากรจีนกว่าพันล้านคน

พ่อแม่พบกันย่านเยาวราช ก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานและมีลูก  แม้จะปักหลักทำมาหากินในกรุงเทพฯ หากในใจพวกท่านก็ยังคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนอยู่ตลอดเวลา  พ่อไม่เพียงส่งจดหมายไปมาหาสู่ญาติพี่น้องเป็นระยะ ยังส่งเงินไปให้ใช้อย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด และเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่งหากมีโอกาสจะกลับไปเยี่ยมบ้านสักครั้ง

๕๐ ปีผ่านไป ความฝันก็เป็นจริง  เมื่อลูกๆ โตแล้วจึงมีโอกาสพาพ่อแม่กลับไปเยี่ยมบ้านหลายครั้ง

พอลงจากเครื่องบิน เกาเจ็ก (คุณอาคนที่ ๙) น้องชายของพ่อมารอรับที่สนามบิน ทั้งคู่ทักทายถามไถ่ทุกข์สุข และพากันขึ้นรถมุ่งหน้าไปอำเภอเถ่งไฮ่

เถ่งไฮ่มีประชากร ๗ แสนกว่าคน เป็นเขตอุตสาหกรรมสำคัญแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะเป็นแหล่งโรงงานผลิตตุ๊กตา บริษัทผลิตของเล่นชื่อดังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาบาร์บี้หรือตุ๊กตาของวอลต์ดิสนีย์ที่ส่งไปขายทั่วโลก ล้วนผลิตมาจากโรงงานในอำเภอเถ่งไฮ่แทบทั้งสิ้น

เถ่งไฮ่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว คล้ายจังหวัดสมุทรปราการบ้านเรา คือเต็มไปด้วยโรงงาน ถนนหนทางคลุ้งไปด้วยฝุ่นและควันพิษจากรถบรรทุกจำนวนมาก สภาพการจราจรก็ติดขัด รถทุกคันบีบแตรเกือบตลอดเวลาเพื่อขอทาง เป็นสภาพที่พบเห็นได้ในประเทศที่เริ่มมีรถยนต์หนาแน่น ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย เวียดนาม อียิปต์ ฯลฯ

จำได้ว่าเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน ตามท้องถนนในเมืองจีนเต็มไปด้วยรถจักรยานนับหมื่นคัน พาหนะสำคัญของชาวจีนยุคนั้น ปัจจุบันก็ยังเห็นคนจีนถีบจักรยานแต่ลดน้อยลงมาก มอเตอร์ไซค์และรถยนต์เข้ายึดครองถนนเต็มไปหมดตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น  สวนทางกับหลายประเทศในยุโรป ที่จักรยานกำลังมาแทนรถยนต์

พ่อเล่าให้ฟังว่าพ่อออกจากบ้านไปหางานทำที่ฮ่องกง และหนีขึ้นเรือจะมาเมืองไทย  ระหว่างทางเรือต้องจอดแวะที่เมืองซัวเถาก่อน พ่อจึงส่งข่าวถึงอากง  อากงมาพบพ่อที่ท่าเรือขอร้องให้พ่อกลับบ้าน แต่พ่อตั้งใจแล้วว่าจะไปเผชิญโชค อากงจึงบอกให้ไปลาอาม่าที่บ้านก่อน  พ่อกลัวว่าหากไปลาอาม่าแล้วอาจใจอ่อนจึงไม่ยอมไป และคิดว่าอีกไม่นานจะกลับมาซบหน้าอากงอาม่า  พ่อไม่คิดเลยว่าครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าอากง

วันรุ่งขึ้น เกาเจ็กพาพ่อตระเวนไปตามซอกซอยที่เคยวิ่งเล่นกันสมัยเด็ก ชี้ให้ดูบ้านเกิดที่ถูกรื้อทิ้งกลายเป็นอาคารสูง  พ่อเหม่อมองซากบ้านแถวนั้นที่ยังพอเห็นความทรงจำในอดีต และดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่าอายุ ๘๐ กว่าที่ไม่ได้เจอกันมา ๖๐ กว่าปีแล้ว

เกาเจ็กเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่พ่อหนีมาเมืองไทยได้ ๒ ปี พรรคคอมมิวนิสต์ก็ยึดประเทศจีนสำเร็จ  อากงเป็นข้าราชการฝ่ายก๊กมินตั๋งจึงถูกจับ  ตอนนั้นอากงเป็นกำนันตำบลเสี่ยงตงคู ดูแลหมู่บ้านกว่า ๒๐ แห่ง รวมทั้งหมู่บ้านแอ่ตั้งซึ่งเป็นบ้านเกิดบรรพบุรุษของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์  อากงเป็นข้าราชการผู้ซื่อสัตย์ เป็นที่รักของชาวบ้านมาก ทำให้ได้เป็นกำนันถึง ๗ สมัย  ตอนแรกทางพรรคคอมมิวนิสต์จะฆ่าท่านเพื่อล้างระบอบเก่าให้สิ้นซาก แต่ชาวบ้านแถวนั้นขอร้องให้ไว้ชีวิตเนื่องด้วยอากงทำงานรับใช้ประชาชนด้วยดีมาตลอด อากงจึงรอดตาย แต่ก็ถูกทุบตีจนขาเน่าและยังต้องติดคุกอยู่ปีกว่า พอออกจากคุกได้ไม่นานอากงก็ตรอมใจตาย

ส่วนเกาเจ็กก็ใช่ว่าจะพ้นเคราะห์กรรม ถูกเจ้าหน้าที่พรรคฯ จับกุมคุมขัง ทรมาน และถูกส่งไปใช้แรงงานไกลถึงมองโกเลียเป็นเวลาหลายปี  พอพ้นโทษออกมาก็อยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการขี่จักรยานขนผักจากสวนไปขายในตลาด ไป-กลับวันละ ๑๐๐ กว่ากิโล

บ้านพักสมัยนั้นไม่ต่างจากสลัม เป็นห้องเล็กๆ แออัดด้วยพี่น้องหลายคน ต้องเบียดเสียดกันนอน ไม่มีห้องน้ำ ห้องส้วม แต่ละวันต้องเอากระโถนมาเทสิ่งปฏิกูลนอกบ้าน

ช่วงเวลานั้นแม้พ่อจะมีรายได้ไม่มากนัก แต่ทุกเดือนก็ยังเจียดเงินส่งมาให้ญาติพี่น้องในเมืองจีน เกาเจ็กบอกว่าหากไม่ได้เงินจากพ่อ พี่น้องหลายคนคงไม่มีชีวิตรอดจนถึงเดี๋ยวนี้

ผมพอเข้าใจได้ว่า เหตุใดพ่อถึงเกลียดเหมาเจ๋อตง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน  พ่อฝังใจมาตลอดว่าคอมมิวนิสต์พรากชีวิตอากง และทำให้พี่น้องบ้านแตกสาแหรกขาด  ขณะที่ลูกๆ ของพ่อตอนเป็นหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน กลับชื่นชมอุดมการณ์ของเหมาเจ๋อตง

ชีวิตจริงของพ่อ กับอุดมการณ์ของเรา จึงเดินสวนทางกันในช่วงเวลาหนึ่ง

อีกวันหนึ่ง หลานของพ่อแห่กันมาเยี่ยม เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบลูกพี่ลูกน้องวัยไล่เลี่ยกันในต่างแดน เราจับมือและถามไถ่ทุกข์สุขกัน ผมรู้สึกดีใจบอกไม่ถูกเมื่อได้พบเจอญาติที่อยู่ห่างไกลหลายพันกิโลแต่ล้วนมีสายเลือดเดียวกัน

คงคล้ายความรู้สึกของตัวเอกในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง The Joy Luck Club ตัวเอกเป็นลูกจีนในซานฟรานซิสโกเดินทางกลับไปตามหารากเหง้าของตัวเองที่เมืองจีน และต้องดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่เมื่อเห็นพี่น้องของตนยังมีชีวิตอยู่บนอีกฟากหนึ่งของโลก

วันต่อมาเราไปไหว้อากงอาม่าที่ศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ตั้งโต๊ะวางอาหารเซ่นไหว้ จัดเก้าอี้ ๒ ตัวเพื่อให้ดวงวิญญาณอากงอาม่ามารับอาหารที่ลูกหลานเตรียมไว้ให้

ลึกๆ พ่อเสียใจมาโดยตลอดตั้งแต่หนีอากงจากบ้านไปไกล พอกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดอีกครั้งก็ไม่ทันได้เห็นหน้าอากงอาม่าเป็นครั้งสุดท้าย

หากมีโอกาสได้รับใช้ดูแลพ่อแม่ ก็จงรีบทำอย่างดีในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง

ห่างจากศาลเจ้าออกไปนอกเมือง มีสุสานเล็กๆ แห่งหนึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเฉียนหลง (พ.ศ. ๒๒๗๘-๒๓๓๙) มีป้ายหินจารึกข้อความว่า “สุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังฉลองพระองค์ของแต้อ๊วงที่นำมาจากเมืองไทย ห้ามผู้ใดทำลายเด็ดขาด”

คนเถ่งไฮ่เชื่อว่าหลังพระเจ้าตากสวรรคตได้ไม่นาน บรรดาญาติพี่น้องของพระองค์ได้แอบนำฉลองพระองค์กลับมายังบ้านเกิดและฝังไว้ที่สุสานแห่งนี้

แต้อ๊วง แปลว่าพระเจ้าแผ่นดินตระกูลแต้  พ่อบอกว่าคนเถ่งไฮ่รู้จักเรื่องราวของแต้อ๊วงหรือพระเจ้าตากเป็นอย่างดี ด้วยเป็นลูกหลานคนเถ่งไฮ่ที่มีวาสนาเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน  ตอนเด็กๆ พ่อเคยไปเที่ยวบ้านเก่าหลังหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นบ้านของแต้อ๊วง  พ่อได้ยินว่าเมื่อแต้อ๊วงเกิดในเมืองไทยได้ไม่นาน บิดาของท่านซึ่งเป็นคนเถ่งไฮ่ได้พากลับมาเรียนภาษาที่นี่ จนอายุได้ ๑๐ ขวบจึงส่งมาอยู่เมืองไทย และเติบใหญ่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

หลายวันในเมืองซัวเถา ผมเดินทางตามหาอดีตที่ขาดหายไป ค่อยๆ ปะติดปะต่อกัน  แวบหนึ่งตระหนักได้ว่า

เราทุกคนบนผืนโลกล้วนเป็นพี่น้องกัน ต่างถือกำเนิดมาจากรากเหง้าเดียวกันทั้งนั้น

ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 309 เดือนพฤศจิกาย 2553