หมีขั้วโลกกับสวนสัตว์เชียงใหม่ การจองจำที่กำลังจะเริ่มต้น

 

หากมีการประกวดสัตว์โลกผู้น่ารักที่คนเราชอบมากสุด  หมีแพนด้าและหมีขั้วโลก คงจะต้องติดอันดับต้น ๆขวัญใจคนทั้งโลกอย่างแน่นอน  จากความน่ารัก น่าฟัด น่ากอดของสัตว์เหล่านี้

สวนสัตว์ในโลกนี้ จึงพยายามมองหาสัตว์โลกผู้น่ารักเหล่านี้ เพื่อเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดผู้มาเที่ยวชม และเป็นจุดขายเพิ่มรายได้  ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2546  ทางการประเทศจีนได้อนุญาตให้ยืมหมีแพนด้าคู่หนึ่งมาจัดแสดงที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ภายใต้โครงการทดลองศึกษาวิจัยชีวิตหมีแพนด้า  นับเป็นประเทศที่ห้าของโลก ต่อจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เม็กซิโก เยอรมนี และไทย  หมีแพนด้า ตัวผู้มีนามว่า ช่วง ช่วง  ตัวเมียมีนามว่า หลินฮุย  ทั้งคู่สร้างรายได้อย่างงดงามให้กับสวนสัตว์แห่งนี้ และเวลาผ่านไปทั้งคู่ก็ได้ทำการผสมเทียมและคลอดลูกหมีแพนด้าออกมา เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศไทยว่า หลินปิง

ช่วงเวลาที่หลินปิงลืมตาออกมาดูโลกนั้น  ช่วยทำให้คนไทยจำนวนมากลดความเครียดลงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง หลินปิงจึงกลายเป็นขวัญใจของผู้คนในเวลาอันรวดเร็ว มีการถ่ายทอดชีวิตของหลินปิงออกอากาศแบบเรียลไทม์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง  คิวการเข้าชมหลินปิงยาวเหยียดทุกวัน

เพื่อนผู้เขียนหลายคนบอกว่า เป็นแฟนคลับหลินปิง และพอกลับบ้านก็ต้องเปิดดูหน้าตาหลินปิงทางเคเบิ้ลทีวี ดูแล้วสบายใจคลายเครียด

แต่คงไม่มีใครเดาออกว่าหลินปิง กับพ่อแม่ของเค้าจะเครียดจากการถูกกักขังตลอดชีวิตหรือไม่

ช่วงเวลานั้นเองรายได้ของสวนสัตว์ดุสิตที่ลดฮวบฮาบ ขาดทุนอย่างหนักจากสถานที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการชุมนุมทางการเมือง ทำให้ไม่ค่อยมีคนกล้ามาเที่ยวเขาดิน แต่ ก็ได้หลินปิงจากสวนสัตว์เชียงใหม่เป็นอัศวินม้าขาวมาช่วยชีวิต สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ลูกหมีตัวน้อย ๆ ตัวเดียวภายใต้ชื่อโครงการวิจัยชีวิตหมีแพนด้า สามารถทำรายได้ถึงปีละ 200 กว่าล้านบาท

หมีแพนด้าเป็นตัวอย่างของเสน่ห์ของสัตว์โลกผู้น่ารัก เป็นจุดขายที่สร้างความแตกต่างได้ชัดเจน  สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้อย่างงดงาม ภายใต้ชื่อที่ดูสวยหรูว่าโครงการวิจัย  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า เมื่อกลางปีที่แล้ว ขณะที่ประเทศกำลังเพิ่งผ่านความบอบช้ำจากความรุนแรงทางการเมือง มีข่าวเล็กมากทางหน้าหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับว่า

สวนสัตว์เชียงใหม่ได้วางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างอาคารจัดแสดงพันธุ์สัตว์ขั้วโลก มูลค่า 71 ล้านบาท เตรียมนำหมีขั้วโลกและเพนกวินคิง มาจัดแสดงเพื่อ สร้างเป็นจุดขายใหม่ กำหนดเสร็จพร้อมเปิดในปี 2556    โดยเบื้องต้นมีแผนจะติดต่อเจรจากับทางสวนสัตว์โตรอนโต ประเทศแคนาดา และสวนสัตว์ในรัสเซีย ถึงความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนสัตว์ระหว่างกัน  โดยรูปแบบการจัดการแสดงพันธุ์สัตว์ขั้วโลก จะ เหมือนกับโครงการวิจัยและจัดแสดงหมีแพนด้าในประเทศไทย

สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารจัดแสดงพันธุ์สัตว์ขั้วโลก (Polar World Chiang Mai Zoo) มูลค่า 71 ล้านบาท ของสวนสัตว์เชียงใหม่นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของขั้วโลก รวมทั้งระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของขั้วโลก และเป็นแหล่งศึกษาวิจัยอนุรักษ์พันธุ์หมีขั้วโลกและนกเพนกวิน   โดยมีพื้นที่ประมาณ 2,909 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงและจัดแสดงหมี  ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ห้องคอกกัก ห้องปฏิบัติการ ห้องเตรียมอาหาร และอาคารระบบยังชีพ โดยในส่วนที่เป็นพื้นที่จัดแสดง และที่อยู่ของสัตว์ขั้วโลกจะเป็นพื้นที่ปรับอากาศและจำลองบรรยากาศให้เหมือนขั้วโลกจริง

ล่าสุดมีข่าวว่าการก่อสร้างอาคารดำเนินไปได้ประมาณ 30 เปอร์เซนต์แล้ว โดยที่ยังไม่มีใครได้ทันทักท้วงตั้งคำถามว่า การที่สวนสัตว์เชียงใหม่จะนำเอาหมีขั้วโลก ที่มีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติในเขตขั้วโลกเหนือ   มากักขังอยู่ในบริเวณอากาศร้อนแถบเส้นศูนย์สูตรนั้น เพื่อเป็นจุดขายสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับทางสวนสัตว์ เป็นเรื่องเหมาะสมเพียงใด

หมีขั้วโลกจัดว่าเป็นสัตว์กินเนื้อบนบกขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตัวผู้หนัก 350-650 กิโลกรัม ตัวเมียหนัก 150-250 กิโลกรัม  ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 40,000 ตัว  ถือว่าเป็นสัตว์อยู่ในบัญชีรายชื่อสัตว์ใกล้สูญพันธุ์  หากินอยู่แถบขั้วโลกเหนือตั้งแต่อลาสก้า ไปจนถึงรัสเซีย จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด พบว่าหมีขั้วโลกเป็นสัตว์ที่ใช้พื้นที่หากินขนาดใหญ่มาก มันเป็นนักพเนจรตัวยง เดินทาง ว่ายน้ำหาอาหารตามล่าแมวน้ำรวมแล้วปีละสามพันกว่า กิโลเมตร  และตลอดชีวิตของมัน ใช้พื้นที่หากินถึง 260,000 ตารางกิโลเมตร

หมีขั้วโลกเป็นสัตว์ฉลาด เป็นสัตว์ที่เลี้ยงได้เชื่องยากมาก เพราะชีวิตของมันคือการเดินทาง  การเอาหมีขั้วโลกมาอยู่บนพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร และในสภาพอากาศเขตร้อน คงสร้างความเครียดอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่หากินตามธรรมชาติของหมีขั้วโลกมีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไทยเสียอีก

นึกถึงคนที่เดินทางตลอดชีวิต แต่ต้องมาอยู่ในที่จำกัดตลอดเวลา จะมีสภาพและความรู้สึกเก็บกดอย่างไร เรา ๆท่าน ๆคงเข้าใจดี

ทุกวันนี้สวนสัตว์หลายแห่งในประเทศเยอรมนี อังกฤษ สวิสเซอร์แลนด์ ที่ไม่มีปัญหาเรื่องสภาพอากาศร้อนแบบบ้านเรา มีการจำลองบรรยากาศแบบขั้วโลกเหนือ แต่ทางสวนสัตว์เหล่านี้ ได้เรียนรู้และมีบทเรียนจากธุรกิจการเอาหมีขั้วโลก มาจัดแสดงว่า เป็นการทรมานสัตว์ชนิดนี้เพียงใด จึงมีนโยบายค่อย ๆ ทยอยเลิกการเลี้ยงหรือจัดแสดงหมีขั้วโลกในสวนสัตว์แล้ว เพราะการศึกษาพบว่า สร้างความเครียดให้กับธรรมชาติของหมีขั้วโลกเพียงใด  ขณะที่หมีขั้วโลกในสวนสัตว์สิงคโปร์ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า หมีขั้วโลกเหล่านั้นมีอาการเครียด ทรมานจากอากาศร้อนและการถูกกักขังในที่คับแคบ

ล่าสุดคนุต หมีขั้วโลกขวัญใจคนเยอรมนี ในสวนสัตว์กรุงเบอร์ลิน ที่แม่หมีคนุต คลอดทิ้งไว้ และเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ต้องมาเลี้ยงดูแล จนกลายเป็นคนุต หมี แสนน่ารักที่โด่งดังไปทั่วโลก ได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

การเสียชีวิตของคนุต ยิ่งกดดันให้บรรดาผู้รักสัตว์ทั้งหลาย รู้สึกแล้วว่า การเอาหมีขั้วโลกมาจำกัดสถานที่ตามสวนสัตว์ทั่วโลกนั้น คงไม่เป็นผลดีต่อการอนุรักษ์สัตว์หายากชนิดนี้อย่างแน่นอน

วัตถุประสงค์ของสวนสัตว์เชียงใหม่ ที่อ้างว่าจะนำเอาหมีขั้วโลกมาเป็นจุดขายน่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้  เพราะขนาดหลินปิง ยังสร้างรายได้ถึงปีละ 200 กว่าล้านบาทมาแล้ว  แต่ที่ประกาศอย่างสวยหรูว่าเพื่อ “เป็นแหล่งศึกษาวิจัยอนุรักษ์พันธุ์หมีขั้วโลก” คงเป็นเรื่องที่สวนทางกับความจริงว่า สวนสัตว์แห่งนี้ น่าจะเป็นแหล่งทรมานหมีขั้วโลกมากกว่า

แม้อาคารจัดแสดงจะสร้างไปแล้วกว่า 30 เปอร์เซนต์ แต่การนำหมีขั้วโลกมาใช้ชีวิตอยู่ในเขตอากาศร้อนของเมืองไทย คงไม่ใช่เรื่องที่ปรกติแน่นอน

เชื่อเถอะครับ โครงการทุกอย่างทบทวนใหม่ได้เสมอ ก่อนจะนำความเสียหายมามากกว่านี้

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 17 เมษายน 2554