ภาพที่เห็นคือมวลน้ำก้อนมหึมาแถวภาคกลางที่เปรียบเสมือนทัพหลวง กำลังจ่อเข้าถล่มกรุงเทพมหานคร ภายหลังจากมวลน้ำทัพหน้าตีแนวป้องกันแตกกระจุยตั้งแต่นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี
ผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งในเขตปริมณฑลที่กำลังต่อสู้กับอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า
“คุณรู้ไหม คนที่กำหนดให้เส้นทางน้ำไหลไปท่วมทางใดทางหนึ่งนั้น ไม่ใช่นักวิชาการ วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญทางน้ำหรอก แต่เป็นนักการเมืองล้วน ๆ”
น้ำท่วมครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ในรอบห้าสิบปีของคนไทยทีเดียว นอกจากปริมาณน้ำฝนมหาศาลแล้ว ดูเหมือนการจัดการรับมือกับน้ำท่วมครั้งนี้ ต่ำกว่ามาตรฐานของคนไทยที่เคยรับมือกับน้ำท่วมมาหลายครั้งแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์ผิดพลาดในเรื่องปริมาณน้ำเหนือเขื่อน ที่กักเก็บน้ำไว้มากเกินไป เพราะกลัวจะไม่มีน้ำปั่นไฟฟ้าในฤดูแล้ง (ต้องเข้าใจว่าเขื่อนใหญ่ ๆ อย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติต์ เป็นเขื่อนที่ออกแบบมาเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยตรง ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการป้องกันน้ำท่วม การผลิตไฟฟ้าจึงสำคัญกว่าการป้องกันน้ำท่วม) ดังนั้นเมื่อมีฝนตกเหนือเขื่อนมหาศาล ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่สามารถเก็บน้ำได้ ต้องระบายน้ำออกมาวันละร้อยกว่าล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อป้องกันเขื่อนแตก
ลองนึกภาพปริมาณน้ำหนึ่งลูกบาศก์เมตร เท่ากับแท็งค์น้ำสี่เหลี่ยมที่ใช้ในบ้าน ทุกวันนี้เรามีปริมาณน้ำจากเขื่อนและสะสมจากปริมาณน้ำฝน จ่ออยู่ตามแม่น้ำและท่วมทุ่งตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาจนจะท่วมกรุงเทพมหานครแล้ว หนึ่งหมื่นล้านกว่าลูกบาศก์เมตร
ช่วงเวลาก่อนที่กองทัพน้ำก้อนมหึมาจะมาไหลเอ่อท่วมจังหวัดภาคกลาง มีการออกกำลังภายในของนักการเมืองรุ่นใหญ่ สั่งให้กรมชลประทานผันน้ำไปในทิศทางตรงข้ามกับจังหวัดของตัวเอง เพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าท่วมที่นาของชาวบ้านเขตฐานเสียงของตัวเอง เพราะยังเกี่ยวข้าวไม่เสร็จ โดยไม่ได้สนใจองค์ความรู้เรื่องการจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยภาพรวมเลย
ตอนนั้นเราจึงได้เห็นน้ำท่วมที่นาหลายจังหวัด บางจังหวัดท่วมพอเป็นพิธี แต่พอเกี่ยวข้าวเสร็จ ปริมาณน้ำมหาศาลก็ไหลท่วมจังหวัดเหล่านี้โดยเท่าเที่ยมกัน เพราะสุดท้ายแล้วแนวกั้นน้ำเหล่านี้ที่สร้างอย่างไม่ถูกหลักวิชา ก็พ่ายแพ้ต่อแรงดันมหาศาลของกองทัพน้ำที่หลั่งไหลไปสู่พื้นที่ต่ำ
น้ำเป็นของเหลว ดูเหมือนเป็นสิ่งอ่อน ไร้รูปแบบ ไร้รูปทรง แต่ทรงพลังอย่างที่มนุษย์คาดไม่ถึง
ดังนั้นการจัดการปัญหาอุทกภัยที่เรากำลังเผชิญทุกวันนี้ เป็นเรื่องของความเข้าใจ เป็นเรื่องของการใช้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องบวกกับความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ แต่ทุกวันนี้ภาพที่ปรากฎทางหน้าจอทีวี ตอนรายงานข่าวถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ รอบข้างคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของเรา แทนที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ วิศวกรทางน้ำคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด กลับท่วมท้นไปด้วยหน้าตาบรรดานักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ชูหน้ากันสลอน แทบไม่มีใครมีความรู้ความชำนาญแก้ปัญหาภัยพิบัติที่คนไทยต้องเผชิญอยู่เลย
กองทัพน้ำตั้งแต่นครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี อยุธยา ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี จึงตีด่านกั้นน้ำทุกด่านแตกกระจุย
รัฐบาลใช้คนผิดในการแก้ปัญหาอันสลับซับซ้อน การประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลจึงผิดพลาดมาโดยตลอด บ่อยครั้งที่เราจึงมักจะได้ยินเสียงใส ๆ ว่า “ ขอแสดงความเสียใจ”
หลายครั้งที่กรมชลประทาน หน่วยงานที่มีความรู้ความชำนาญในการจัดการน้ำมากที่สุดของประเทศ ได้แนะนำแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแก่รัฐบาล ไม่ว่าจะการปิดประตูน้ำตรงคลองนี้ เปิดประตูน้ำตรงคลองนี้ เพื่อระบายน้ำจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง ยอมปล่อยให้บริเวณนี้ท่วม เพื่อรักษาอีกบริเวณหนึ่ง โดยพิจารณาจากความสำคัญของพื้นที่ และรัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับพื้นที่ที่ยอมเสียสละอย่างเต็มที่
แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่กล้าตัดสินใจอะไร เพราะกลัวจะกระทบฐานเสียงของสส.ในสังกัด คนนั้นหรือคนนี้ จนสุดท้ายน้ำก็เอ่อล้นท่วมนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง ค่าเสียหายทวีความรุนแรงหลายแสนล้านอย่างน่าอดสู เพราะการไม่กล้าตัดสินใจของรัฐบาล
เจ้าหน้าที่กรมชลประทานรายหนึ่งเคยกล่าวว่า
“เพราะนักการเมืองในพื้นที่ไม่ยอมให้น้ำผ่านคลองต่าง ๆ ในทุ่งรังสิต เนื่องจากบริเวณนี้เป็นฐานเสียงสำคัญ ทั้ง ๆที่ถ้าช่วยกันผันออกไปแค่คลองละ 10% น้ำก็จะท่วมเพียงแค่หัวเข่าเท่านั้น ไม่ท่วมบ้านเรือนมากมายอย่างนี้”
หลายวันก่อนกรมชลประทานพยายามเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาครั้งสำคัญด้วยการปิดคลองข้าวเม่า เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลมาท่วมพื้นที่สำคัญด้านล่าง แต่สุดท้ายกรมชลฯก็ต้องถอยกลับไป เมื่อนักการเมืองชื่อดังไม่ยอมให้กรมชลประทานเข้าไปปฏิบัติงาน อ้างว่าทำให้ชาวบ้านของเขาเดือดร้อน
เมื่อนักการเมืองท้องถิ่นพูด รัฐบาลก็เงียบ และไม่ตัดสินใจอะไรสักอย่าง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ กองทัพน้ำจึงตีแนวป้องกันน้ำท่วมแตกทุกแนว จนกองทัพน้ำไหลมาล้อมกรุงเทพมหานครกันแล้ว
วิศวกรทางน้ำหลายคนเสนอความเห็นให้กับรัฐบาลว่า ทางออกสุดท้ายคือต้องหาทางระบายน้ำในทุ่งออกทางด้านตะวันออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ตั้งแต่การขุดทางน้ำอย่างเร่งด่วน รวมถึงยอมตัดถนนมอเตอร์เวย์บางช่วง ก็ต้องทำในเวลาอันเร่งด่วน
รัฐบาลก็เงียบ ไม่กล้าตัดสินใจอะไร ปล่อยเวลาออกไปเรื่อย ๆ
ผู้เชี่ยวชาญบางคนเสนอว่า ต้องยอมให้กรุงเทพจมน้ำบ้าง เพื่อให้น้ำผ่านสู่ทะเลโดยเร็ว แต่ทำให้น้ำไม่ขังนานกว่าที่คิด รัฐบาลก็เฉย
แนวป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครถือได้ว่าแข็งแกร่งที่สุด เพราะกทม.มีประสบการณ์มายาวนาน มีผู้คนและองค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนานในการจัดการป้องกันน้ำท่วม
แต่ดูเหมือนพรรคเพื่อไทยฝ่ายรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ที่คุมกรุงเทพมหานครต่างระแวงกันในเรื่องแนวทางการป้องกันน้ำท่วม มีการปะทะคารมผ่านสื่อมวลชนกันหลายครั้ง ขณะที่วิกฤติของสังคมครั้งนี้ เราต้องการนักการเมืองที่ใช้ความรู้และการบริหารอย่างมืออาชีพในการแก้ปัญหาโดยฉับพลัน
หากนักการเมืองยังใช้ฝีปากแก้ปัญหาน้ำท่วม แทนที่จะใช้องค์ความรู้แก้ไขปัญหาน้ำท่วม
คงไม่ต้องบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ทุกวันนี้เรามีรัฐที่ล้มเหลวแล้ว อย่าให้ประเทศต้องล่มจมไปกว่านี้อีกเลย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 2554


