กระเช้าภูกระดึงกับการท่องเที่ยวแบบแดกด่วน

“จนถึงปัจจุบันนี้แล้ว ที่คนเราประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ดินถล่ม ความแห้งแล้ง จากปัญหาโลกร้อนที่มนุษย์ก่อขึ้น แต่นักการเมืองบ้านเราก็ยังไม่เข็ดจากการหากินกับธรรมชาติ กระเช้าขึ้นภูกระดึงเป็นตัวอย่างล่าสุด”

จากเฟสบุ๊กของผู้เขียนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เมื่อได้ทราบข่าวว่าผู้มีอำนาจบ้านเรากำลังปัดฝุ่นโครงการกระเช้าขึ้นภูกระดึงอีกครั้งหนึ่ง

หลายสิบปีก่อนตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ผู้เขียนรู้จักทะเลหมอก รู้จักแสงสีทองอาบขอบฟ้าครั้งแรกในชีวิตบนอุทยานแห่งชาติภูกระดึง หลังจากใช้ความพยายามในการเดินขึ้นยอดภูนานค่อนวัน มันเป็นความงดงามที่อยู่ในความทรงจำมาจนถึงทุกวันนี้

ระหว่างทางเกือบสิบกิโลเมตรที่เดินขึ้นเขา ผู้เขียนได้สัมผัสถึงธรรมชาติใกล้ตัว ได้สัมผัสชนิดของป่าที่เปลี่ยนไปตามระดับความสูงตั้งแต่ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และป่าสนเขาเสน่ห์ที่เรารู้จักกันดี และที่สำคัญคือ ได้เรียนรู้ว่าการเดินขึ้นยอดภูกระดึง ไม่ต่างจากหนทางขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ต้องใช้ความอดทน ความพยายามเป็นด่านทดสอบตัวเรา

คงไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่า ทัศนียภาพบนภูกระดึงงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จากการมีสภาพป่าสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง

การเดินขึ้นภูกระดึงครั้งหนึ่งในชีวิต มันสอนให้เรารู้จักอดทน รู้จักรอคอย รู้จักเหนื่อยใจแทบขาด รู้จักการช่วยเหลือ ปันน้ำแบ่งขนมให้กับเพื่อนร่วมทาง สิ่งเหล่านี้มันคงไม่ได้เกิดในชีวิตประจำวันหรอก

มันอาจช้า มันอาจไม่ทันใจ แต่สำหรับบนภูกระดึงแล้ว รางวัลสำหรับคนที่ขึ้นมาข้างบนได้ มันคุ้มค่าเหลือเกิน

การเดินขึ้นภูกระดึง สอนเราว่า สิ่งที่ได้มาด้วยความยากลำบาก เราจะทนุถนอมมัน แต่สิ่งที่ได้มาอย่างง่าย ๆ เรามักจะขว้างทิ้งมันอย่างง่ายดาย

ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า คนที่มีโอกาสปาดเหงื่อ ลากสังขารตัวเองด้วยความเหน็ดเหนื่อยเดินขึ้นบนภูกระดึงได้สำเร็จ จะกลายเป็นคนที่หวงแหนธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว เขาและเธอจะตระหนักได้ว่าเขามีหน้าที่ปกป้องมรดกทางธรรมชาติเหล่านี้ที่คนรุ่นปู่รุ่นทวดรักษามาให้และส่งต่อให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้อย่างไร

มันสอนให้เราเป็นคนจิตใจละเอียดอ่อน เป็นคนช่างสังเกตโดยไม่รู้ตัว จากการเดินทางไกลเพียงครั้งเดียว

การเดินขึ้นภูกระดึงเพียงครั้งเดียว จึงอาจเปลี่ยนชีวิตและจิตใจของคนมานักต่อนักแล้ว เพราะมันเป็นโรงเรียนสอนธรรมชาติอันสุดยอดที่ไม่ต้องเสียเงินเรียนแต่อย่างใด

ภูกระดึงที่ครอบคลุมพื้นที่สองแสนกว่าไร่ไม่ใช่ภูเขาทั่วไป แต่มันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

คำว่า “ภูกระดึง” มาจากคำว่า ภู แปลว่า ภูเขา และ กระดึง แปลว่า กระดิ่ง เป็นภาษาพื้นเมืองของจังหวัดเลย ภูกระดึง จึงอาจแปลได้ว่า ระฆังใหญ่ ชื่อนี้มาจากเรื่องเล่าที่ว่าในวันพระชาวบ้านมักได้ยินเสียงกระดิ่งหรือระฆังจากภูเขาลูกนี้เสมอ เล่ากันว่าเป็นระฆังของพระอินทร์

ภูกระดึงเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ในสมัยสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 และหากคนรุ่นก่อนไม่ได้ช่วยกันปกป้องรักษากันไว้ ป่านนี้มันอาจจะเป็นภูเขาหัวโล้นไปนานแล้ว

อีกด้านหนึ่งมันงดงามด้วยตัวมันมานานแล้ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีกระเช้าขึ้นภูกระดึงมาเสริมเกียรติยศแต่ประการใด

ที่ผ่านมาการสร้างกระเช้าภูกระดึงถูกนักอนุรักษ์และคนทั่วไปได้คัดค้านมาเป็นเวลาร่วมยี่สิบปีแล้ว เพราะเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนซึ่งส่วนใหญ่มาจากนักธุรกิจหอการค้า นักการเมือง ล้วนแต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่าเหตุผลอื่น

มาวันนี้นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้พร้อมใจกันให้เหตุผลใหม่ว่า

“วันนี้ประเทศไทย ต้องคำนึงคนสูงอายุ คนเจ็บคนป่วยด้วย หนุ่มสาวก็เป็นเรื่องของหนุ่มสาว คนสูงอายุ 50-60 ปี หัวเข่า ข้อกระดูกเสื่อม เมื่อมีกระเช้าแล้วจะทำให้ปัญหาคนขึ้นไปนอนค้างคืนน้อยลง ปัญหาขยะ น้ำดื่ม น้ำใช้ จะเบาลง เพราะไปเช้าเย็นกลับ”

ด้านนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.จังหวัดเลย รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่าประธานหอการค้า จ.เลย ขอนแก่น หนองบัวลำภู ได้มายื่นข้อเสนอให้มีการสร้างกระเช้าเพื่อประโยชน์ทางการท่องเที่ยว และต้องการบูมให้ จ.เลย เป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยว

ยอมรับกันตรง ๆ ว่า แรงกดดันจากการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นตัวจักรสำคัญในการกลับมาของกระเช้าภูกระดึง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทุกวันนี้ภูกระดึงสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 5,000 คน ซึ่งทุกวันนี้ก็ล้นเกินกันอยู่แล้ว แถมปีหนึ่งจะปิดอุทยานในช่วงหน้าฝนสี่เดือนเพื่อให้สภาพธรรมชาติและสภาพแวดล้อมได้มีการพักฟื้นตัว

กรมอุทยานเองก็มีข้อกังวลว่าการลงทุนค่อนข้างสูงและใครจะเป็นผู้ลงทุน เพราะหากรัฐบาลลงทุนทางอุทยานฯ ก็สามารถจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวได้ แต่จะมีจุดคุ้มทุนเมื่อไร เนื่องจากค่าการก่อสร้างค่อนข้างสูง และถ้าให้ภาคเอกชนลงทุนคาดว่าทางกรมอุทยานฯ จะไม่สามารถจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวได้ เพราะเอกชนย่อมต้องการกำไรสูงสุดเป็นปกติอยู่แล้ว

ส่วนเหตุผลเรื่องคนสูงอายุ และปัญหาขยะนั้น คนในวงการต่างทราบดีว่า เป็นเรื่องการอ้างเพื่อให้การสร้างกระเช้าไฟฟ้าดูดีเท่านั้นเอง

การท่องเที่ยวแบบแดกด่วน ต้อนให้กรุ๊ปทัวร์รีบขึ้นกระเช้า รีบเดินไปป่าสน รีบแวะไปผาหล่มสัก ผานกแอ่น สระอโนดาด ฯลฯ (ซึ่งในอนาคตอาจมีการตัดถนน เพราะแต่ละที่ห่างไกลกันมาก) และรีบ ๆกลับลงมาไปคาราโอเกะต่อในเมือง อาจสนองตอบการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ที่ทุกอย่างต้องสะดวกสบายและรีบเร่งไปหมด พร้อมกับเม็ดเงินที่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระเช้าที่ขึ้นลงแต่ละรอบ

จะแคร์อะไรกับต้นไม้เพียงไม่กี่ต้นที่ต้องถูกตัดสังเวย

จะแคร์อะไรกับโรงเรียนธรรมชาติแห่งนี้ที่สอนให้คนมีจิตใจละเอียดอ่อนขึ้น

เพราะสังคมนี้ เงิน คือคำตอบของทุกอย่างจริง ๆ

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 มกราคม 2555