ปราบดา ถึง วินทร์
ตุลาคม 2551
ก่อนที่ผมจะเริ่มทำสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น (ความจริงผมเรียกมันว่า “สำนักหนังสือ” เพราะรู้สึกเหมาะสมกว่า) ผมไม่เคยมีความสนใจเรื่องธุรกิจหรือเศรษฐกิจแม้แต่น้อย ผมอาจเป็นพวกสนใจศิลปะตามสูตรสำเร็จของคนที่เขาเรียกกันอย่างน่ารังเกียจว่า “ติสต์” (เรียกผมว่า “โง่” ยังจะน่ารักกว่า) คือหมกมุ่นอยู่แต่กับศิลปวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว มีทัศนคติไม่ค่อยดีเกี่ยวกับเงิน (แต่ก็ไม่ชอบเห็นมันร่อยหรอจากบัญชีไปนะครับ) และไม่อยากข้องเกี่ยวกับกิจกรรมใดที่ต้องมีการลงทุน ประเมินรายได้ เก็งกำไร บริหารจัดการ หรืออะไรทั้งหมดของการ “ทำธุรกิจ”
ระหว่างเป็นนักเรียนนักศึกษา ผมก็ไม่เคยคิดถึงอนาคตทางหน้าที่การงานอย่างจริงจัง ไม่เคยสนใจวิชาที่คิดว่าจะนำมาซึ่งรายได้งามๆ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะพื้นฐานครอบครัวของผมไม่กดดันให้ต้องเป็นห่วงด้านการเงินนัก แต่เท่าที่สังเกต ผมเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน มาจากครอบครัวฐานะดีกว่าครอบครัวผมไม่รู้กี่เท่า พวกเขาต่างก็ยังครุ่นคิดคำนวณเรื่องการทำธุรกิจ เรื่องอาชีพที่จะทำให้ได้มีวิถีชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า หรือที่เขาเรียกว่า “ประสบความสำเร็จ” กันเป็นส่วนใหญ่ ผมจึงสรุปเอาคร่าวๆว่าผมเป็นตัวประหลาด เป็นคนขวางโลก หรืออย่างถูกต้องที่สุดคือเป็นตัวถ่วงของโลกยุคอุตสาหกรรม ยุคตลาดเสรี ยุคทุนนิยม ยุคบริโภคนิยม หรือยุคสมัยใหม่ที่สังคมขับเคลื่อนไปได้ด้วยการค้ามากกว่าอย่างอื่น
ด้วยสันดานด้านๆของผมแบบนั้น ทำให้ผมเห็นคำว่าเศรษฐกิจ รวมถึง “เศรษฐศาสตร์” ว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ควรเข้าไปแวะเวียนให้คลื่นเหียนเป็นอันขาด ถึงผมจะอยู่ในสังคมที่เงินมีอำนาจมหาศาล เป็นสมาชิกคนหนึ่งที่ต้องใช้เงิน ต้องทำงานเพื่อเงิน ต้องใช้เงินแลกกิเลสต่างๆในแต่ละวัน ตั้งแต่กาแฟ หนังสือ หนัง เพลง ไปจนถึงสิ่งจำเป็นอย่างอาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค และต้องการความปลอดภัยในชีวิตด้วยการมีเงินเก็บและมีอาชีพที่มั่นคง แต่ผมก็ไม่สามารถปฏิเสธความเชื่อลึกๆของตัวเองได้ว่าการตกเป็นทาสเงินคือต้นเหตุสำคัญของปัญหาทั้งหลายทั้งปวงในสังคมปัจจุบัน ผมจึงเป็นสมาชิกในสังคมเงินอย่างไม่ใช่สาวกผู้มีศรัทธาและบูชาอำนาจของเงิน แต่เป็นสมาชิกในอารมณ์ทำนองว่าไม่มีทางเลือก จะไม่คิดมากก็ไม่ได้ จะสละทรัพย์สมบัติแล้วไปบวชก็กลัวว่าเป็นพระแล้วจะยิ่งรวยกว่าเดิม
หากมีเกาะยูโธเปียใดในโลกนี้ที่มีความเป็นอยู่อย่างสงบเงียบโดยไม่ต้องใช้เงิน ผมอาจจะลองขอไปสมัครเป็นสมาชิก แต่ก็นั่นแหละครับ ผมคิดว่าในความเป็นมนุษย์ต่อให้ไม่ใช้เงิน ก็ต้องมีปัญหาจากการบูชาอย่างอื่นอยู่ดี
แม้ว่าเงินจะเป็นคำที่คนไม่ค่อยใช้ต่อหน้ากันและกันบ่อยๆ เพราะถูกเสี้ยมสอนมาว่าไม่สุภาพ ไม่มีมารยาท แต่เราต่างรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ในสมองของคนเสมอ เวลาที่ผมแสดงความเห็นอะไรเกี่ยวกับด้านลบของเงิน เช่นที่ผมเขียนในย่อหน้าข้างบน ผมรู้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดในทำนอง “ก็เพราะมันมีเงิน มันถึงคิดอะไรแบบนี้ได้” กิจกรรมต่างๆที่ผมทำ และทัศนคติต่างๆที่ผมมี บ่อยครั้งถูกตัดสินทั้งอย่างเงิียบๆและอย่างดังๆว่าเป็นวิสัยของคนชนชั้นกลางที่ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ในขณะเดียวกัน คนมีเงินก็มักมองคนขัดสนด้วยสายตาหวาดระแวง มันจะมาขอยืมตังค์กูหรือเปล่าวะ เพราะไอ้นี่มันไม่มีการศึกษา (ซึ่งมักแปลว่าไม่มีเงิน แต่เดี๋ยวนี้คนรวยที่โง่กลับเยอะกว่า) มันถึงคิดได้แค่นี้ ผู้หญิงทั่วไปก็อยากเป็นแฟนคนรวยกันทั้งนั้น ไอ้นี่มันเชียร์ไอ้นั่นเพราะมันหวังผลประโยชน์ ฯลฯ โดยสรุปก็คือคนในสังคมมักตัดสินตัวตนของคนอื่นจากเปลือกของฐานะไว้ก่อน แต่เราทำกันอย่างลับๆและอ้างอุดมการณ์หรือทัศนะอื่นให้ฟังดูดี แทนที่จะยอมรับกันให้โจ่งแจ้งว่าใช้เงินเป็นบรรทัดฐานของความคิดและการตัดสินใจ
กระทั่งในหน้าที่การงานด้านหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่ผมเกี่ยวข้องอยู่ก็ไม่ต่างกัน คุยกับนักเขียนก็รู้ว่าคิดเรื่องค่าต้นฉบับ ไม่ค่อยมีใครกล้าหรือชอบพูดถึง แต่ทุกคนคิด เมื่อมีคนติดต่อให้ผมทำโน่นทำนี่ผมก็คิดครับ คำถามจะผุดขึ้นมาทันทีว่าได้เงินเท่าไหร่ คุ้มไหม ถูกเอาเปรียบหรือเปล่า ถูกหลอกใช้ฟรีๆหรือเปล่า องค์กรก็ใหญ่โตร่ำรวย ทำไมให้ค่าเรื่องแค่นี้ สัมภาษณ์เราไปทำ “advertorial” (คอลัมน์แฝงโฆษณา) ทำไมไม่ให้เงินเรา มันยุติธรรมหรือที่ไม่ให้เงินเราเพียงเพราะคิดว่าเราไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน (เพื่อนผมคนหนึ่งเคยบ่นว่า “เบื่อจริงๆ พวกที่ชอบทึกทักเองว่าคุณมีเงินแล้วคุณไม่ต้องเอาค่าจ้างหรอก...กูก็ทำงานเหมือนกันนี่หว่า ไม่ได้ไปขอใครเงินฟรีๆ”) เรื่องค่าตอบแทนเป็นข้อสงสัยและความกังวลอันดับต้นๆของการประกอบอาชีพทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่นักเขียนหรือคนทำงานศิลปะ รวมไปถึงกลุ่มคนที่ไม่น่าจะข้องเกี่ยวกับเงินเลย เช่นคนในแวดวงศาสนา แวดวงการศึกษา แวดวงสังคมสงเคราะห์ แวดวงนักเคลื่อนไหว สังคมนักปฏิวัติ แวดวงนักประท้วง เรียกได้ว่าแทบไม่มีสังคมใดไม่ตกอยู่ในอำนาจเงิน กระทั่งสังคมที่มีอุดมการณ์ขัดแย้งกับอำนาจเงินก็ตามที
ในเมื่อทุกคนก็ต้องการเงิน และคิดเรื่องเงิน ผมว่ามันน่าเอ็นดูกว่าที่เราจะพูดกันตรงๆโดยไม่ต้องสร้างภาพหรือเขินอาย ผมชอบโฆษณาที่เขาเรียกกันว่าฮาร์ดเซล คือโฆษณาขายของแบบไม่อ้อมค้อม มากกว่าโฆษณาที่พยายามสร้างสรรค์ให้ดูไม่เกี่ยวกับการขายของ เช่น โฆษณาประเภทซื้อไอ้นี่แล้วจะมีอิสระมาก หรือใช้ไอ้นั่นแล้วจะช่วยโลก ผมเข้าใจว่ามันดูดีกว่าในแง่ของภาพลักษณ์ แต่เมื่อคิดดูจริงๆมันกลับยิ่งเพิ่มความน่ารังเกียจที่พยายามหลอกล่อกันขนาดนั้น หากพูดตรงๆว่า “ผมทำของมาขายและผมอยากให้คุณซื้อ” แม้จะน่าเบื่อ แต่ก็ตรงประเด็น คนจะได้ตัดสินกันที่ตัวสินค้ามากกว่าเปลือกภายนอก
ความคิดแบบนี้ทำให้ผมไม่สามารถทำงานโฆษณารุ่งแน่ๆครับ ทำการค้าก็คงไม่ค่อยเจริญ เพราะในยุคสมัยนี้ความฉลาดทางการค้าคือการสร้างกระแสเก่งๆ ไม่ใช่ความซื่อสัตย์
ช่วงนี้ผู้คนทั้งโลกดูเหมือนจะตกอยู่ในความเครียดและความกังวลเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก ความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราก็ส่งผลกระทบถึงสถานการณ์เศรษฐกิจมาระยะหนึ่งแล้ว วิกฤติลูกโซ่ในอเมริกาก็ยังทำให้ประเทศอื่นหวาดผวา เตรียมหามาตรการป้องกันกันจ้าละหวั่น หากเป็นสมัยก่อน สงครามและการปฏิวัติอาจถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เป็นหลัก (ทั้งทางศาสนา ทางชนชั้น ทางปรัชญา และทางการเมือง ซึ่งทั้งหมดก็มีคำว่า “ผลประโยชน์” เป็นหัวใจสำคัญอยู่ดี) แต่ผมคิดว่าเศรษฐกิจได้กลายเป็นปัจจัยที่ยิ่งใหญ่กว่าสถาบันอื่นๆในสังคมมนุษย์ไปแล้ว และในที่สุด ปัญหาความขัดแย้งทุกอย่างจะถูกตัดสินด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมากกว่าความเชื่อทางจิตวิญญาณ
ในแง่หนึ่ง นักทุนนิยมคงเห็นว่านั่นเป็นปรากฏการณ์ที่ดี เพราะในทางเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ มันเป็นสถานการณ์ที่จับต้องได้มากกว่าความเชื่อทางทฤษฎี คนเราอยากมีชีวิตเป็นอยู่สบาย อยากมีความสุข ดังนั้นจึงให้ความสำคัญที่สุดกับสิ่งที่สามารถให้ความสบายอย่างเป็นรูปธรรมแก่พวกเขาจริงๆ ประวัติศาสตร์อาจพิสูจ์แล้วว่าอุดมการณ์มักนำมาซึ่งความล้มเหลวทางสังคม การปกครองผู้คนที่ได้ผลที่สุดคือการทำให้พวกเขาเชื่อว่าเขามีอิสรภาพในการดำรงชีวิต ให้พวกเขามีสิทธิ์แข่งขันกันเองเพื่อแก่งแย่งความสำเร็จ เพราะถึงแม้คนในสังคมจะไม่ทัดเทียมกัน อย่างน้อยก็มีภาพว่าเป็นสังคมที่ยุติธรรม ผู้ชนะควรอยู่ดีและมีอำนาจมากกว่าผู้แพ้ มันเป็นกฎการคัดสรรของธรรมชาติ
นักทุนนิยมมีความเกลียดชังนักสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์อย่างแรงกล้า ทั้งๆที่ความจริงแล้วหัวใจสำคัญของสังคมนิยมเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีและต้องการจัดสรรผลประโยชน์ให้มนุษย์อย่างเท่าเทียมกันมากกว่าทุนนิยมเสียอีก คำสอนทางศาสนาส่วนใหญ่ก็เอนเอียงไปในแนวสังคมนิยมมากกว่าทุนนิยม บางคนบอกว่าพระเยซูเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ เพราะพระเยซูไม่เชื่อเรื่องการมีทรัพย์สินส่วนบุคคล แต่ในที่สุดเราก็เข้าใจแล้วว่าความหวังดีที่เหมารวมเอาว่ามนุษย์ต้องการความสุขแบบเท่าเทียมกันเป็นเพียงความฝันของคนไร้เดียงสา สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์กลายเป็นเครื่องมือของเผด็จการที่โกงกินไม่น้อยไปกว่าการโกงกินของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
ในขณะเดียวกัน ประชาธิปไตยก็เป็นเครื่องมือที่ได้ผลอย่างยิ่งของทุนนิยม เหมือนกับการสร้างภาพดีๆให้กับโฆษณา หลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “ขายของ” เพื่อให้สังคมเชื่อคารมว่าทุกอย่างทำเพื่อพวกเขา ไม่ใช่เพื่อเจ้าของสินค้าและบริษัทโฆษณา แต่ท้ายที่สุดแล้วอิสรภาพของทุนนิยมและประชาธิปไตยก็คือการหลอกล่อให้คน “ต้องการ” อยู่เสมอ ในความเป็นจริง แนวคิดแบบพอเพียง ความซื่อสัตย์ การให้โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน และอะไรก็ตามที่ฟังดูดี ล้วนแล้วแต่ขัดแย้งกับความก้าวหน้าของทุนนิยมและประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
วิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกาในตอนนี้ก็เกิดขึ้นจากผลลัพธ์ของการหลอกลวง การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยของคนที่ไม่มีเงิน การหลอกล่อให้คนใช้เงินล่วงหน้าโดยไม่หวาดกลัวว่าจะไม่มีปัญญาใช้หนี้ในอนาคต
ผมไม่มีอุดมการณ์อะไรมาขัดแย้งกับความเป็นไปในสังคมหรอกครับ ผมค่อนข้างเชื่อตามที่ทุนนิยมเชื่อ ว่านี่คือธรรมชาติที่เกิดจากกิเลสของมนุษย์ อย่างน้อยก็มนุษย์ในยุคสมัยนี้ เหมือนกับที่ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่คนส่วนมากยึดติดและเป็นใหญ่ที่สุดในโลก ถึงแม้ผมจะคิดว่ามันเป็นระบอบที่เต็มไปด้วยการเสแสร้ง แต่มันก็คงจะเป็นที่ศรัทธาของคนต่อไปอีกยาวนาน
ผมแค่นึกสงสัยตามประสาตัวถ่วงของสังคม ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากจู่ๆทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการสร้างภาพและไม่ต้องเสแสร้ง
หรือว่าความจริงการเสแสร้งก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จำเป็นต้องมี เช่นเดียวกับที่เราต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่าเงินขึ้นมาเล่นขายของกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านดังที่เป็นอยู่
.....................
วินทร์ ตอบ ปราบดา
11 ตุลาคม 2551
นิตยสารไทม์ไม่กี่ฉบับที่ผ่านมาโปรยปกว่า The Price of Greed (ราคาของความโลภ) บทความภายในเล่มว่าด้วยวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอเมริกา ที่เราเรียกว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เรื่องนี้ดูเผินๆ เป็นกิจการภายในของอเมริกา แต่เนื่องจากแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นนี้เป็นขนาดยักษ์ เมื่อเกิดบูดขึ้นมา ก็ส่งกลิ่นเน่าโชยไปทั่วยุโรปและทั่วโลกอย่างเลี่ยงไม่พ้น นิตยสารไทม์บอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกับ สตีเฟน คิง เขียนเรื่องสยองขวัญทางการเงิน (ความจริงน่ากลัวกว่าด้วย เพราะผีไม่หลอกคนจนหมดตัว)
ฉากของนิยายสยองขวัญเรื่องนี้คือวอลล์ สตรีท ตัวละครส่วนใหญ่สวมสูทราคาแพง ดังนั้นเมื่อรัฐบาลอเมริกันคิดจะเอาเงินแผ่นดินมากู้วิกฤตินี้ จึงมีหลายคนออกมาโวยวายว่าทำไมต้องช่วยคนโลภมากกลุ่มเดียวแท้ๆ ที่ทำให้โลกวุ่นวาย แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า หากไม่ทำอะไร วิกฤติจะหนักหนาสาหัสกว่านี้หลายเท่า
ผมเองติดตามข่าวนี้มาแต่วันแรกๆ และถามไถ่ผู้รู้หลายท่าน แต่สมองที่ไม่ประสีประสาเรื่องเศรษฐกิจและการเงินเอาเสียเลยไม่สามารถรับอะไรเข้าไปได้ ผมพยายามอ่านข่าววิเคราะห์ ก็ต้องยอมรับว่ายิ่งอ่านยิ่งงง แต่ก็รู้สึกดีขึ้นเมื่อผู้เชี่ยวชาญทางการเงินในโลกตะวันตกบอกว่า อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลยที่งง แม้แต่แม้แต่คนที่อยู่ในวงการการเงินมานานปีก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมันคือสายพันธุ์ใหม่ของวิกฤติการเงิน แต่หลายคนก็บอกว่าความวุ่นวายทั้งหมดนี้มาจากคำว่า ความโลภ คำเดียวเท่านั้น
คำว่า The Price of Greed ทำให้ผมอดนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งของ โอลิเวอร์ สโตน ไม่ได้ คือเรื่อง Wall Street (1987) ตัวละครนักค้าตลาดหุ้นคนหนึ่งชื่อ กอร์ดอน เก็กโก (ไมเคิล ดักลาส) ใช้ความโลภเป็นตัวกรุยทางไปสู่ความมั่งคั่ง เขาพูดว่า “Greed is good.” (ความโลภเป็นเรื่องดี) ประโยคนี้กลายเป็นคำฮิตทันที และอาจเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ในบทบาทนี้
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังอาจจะไม่เท่าครึ่งหนึ่งของโลกแห่งความจริง ผ่านไปยี่สิบกว่าปีนับจากวันที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย Wall Street ทวีความซับซ้อนมากขึ้นหลายขุม เราเข้าสู่ยุคบริโภคนิยมเต็มตัว ทุกคนอยากเป็นคนรวยมากที่สุด รวยให้เร็วที่สุด มีการคิดค้นกลวิธีใหม่ๆ เพื่อไปสู่จุดหมายของความมั่งคั่ง ปรัชญา Greed is good ไม่เคยล้าสมัย
จะว่าไปแล้ว คงไม่มีชนชาติใดเข้าใจคำว่า Greed is good เท่าพ่อค้าชาวจีน
ใช่ครับ! ในเวลาไล่เลี่ยกันกับข่าวแฮมเบอร์เกอร์ยักษ์บูด โลกก็ตื่นตระหนกกับข่าวนมจีนบูด เมื่อมีข่าวทารกล้มตายจากสารเมลามีนที่ปนเปื้อนในนมจีน ชาวโลกพบความจริงที่น่ากลัวกว่านั้นว่า ยังมีสินค้าอีกมากมายที่ได้รับผลกระทบจากนมบูดครั้งนี้ แทบทุกวันจะมีข่าวอาหารชนิดนี้ ยี่ห้อนี้ไม่ปลอดภัย ทั้งนี้เพราะราคาของวัตถุดิบจากเมืองจีนถูกมาก ใครๆ ก็ซื้อมาใช้ทำอาหารของตน
ไอ้คนที่คิดค้นกรรมวิธีใส่สารเมลามีนในนมเพื่อให้ค่าการอ่านตัวเลขของแร่ธาตุบางตัวดูดีนั้นนับว่าเป็นคนฉลาดอย่างยิ่ง แต่หัวใจดำสนิท น่าจับมาตอนเสียให้หมด จะได้ไม่ส่งต่อยีนชั่วๆ อย่างนี้ต่อไป
นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สินค้าตีตรา Made in
คำถามคือ ยังมีสินค้าอีกมากมายเพียงใดที่ผลิตด้วยมาตรฐาน Made in
เฉพาะในบ้านเรา เฉพาะในวงการที่ไม่ต้องใช้วัตถุดิบนมจีน ก็มีอาหารมากมายที่ได้รับมาตรฐาน Made in
"จริงหรือ?...” ผมถาม “...หมู?”
“ร้อยทั้งร้อยให้กินสารเร่งเนื้อแดง จะได้ดูดี”
“ไก่?”
“ให้กินสารเร่งการเติบโต จะได้โตเร็ว”
“กุ้งเลี้ยง?”
“ให้กินสารเร่งสี จะได้ดูดี”
“งั้นปลาก็น่าจะปลอดภัย ในเมื่อเป็นปลาที่เราไปจับมาจากทะเล ใช่มั้ยๆ?”
“ไม่ใช่ เนื่องจากการหาปลาต้องออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ และกินเวลาในการขนส่ง จึงต้องแช่ฟอร์มาลีนให้เก็บได้นานขึ้น”
“ก๋วยเตี๋ยว?”
“ใส่น้ำมันที่ใช้แล้วและสารกันเสีย ซึ่งทำให้อยู่ได้นานเป็นเดือน อ้อ! นี่เป็นสารก่อมะเร็งด้วย”
เรื่องน้ำมันที่ใช้แล้วนี้เป็นปัญหาใหญ่ไม่เฉพาะกับวงการก๋วยเตี๋ยว ผมจำได้ว่า สมัยที่ผมยังทำงานโฆษณา ลูกค้าขายน้ำมันพืชคนหนึ่งเตือนเราด้วยความหวังดีว่า อย่าใช้น้ำมันทอดซ้ำในการทำอาหาร เพราะโดยโครงสร้างของน้ำมันพืช เมื่ออุณหภูมิน้ำมันสูงถึงขีดหนึ่ง จะก่อให้เกิดสารพิษ
มองไปรอบเมือง ปาท่องโก๋ทอด กล้วยแขกทอด และของทอดทั้งหลายล้วนใช้น้ำมันมือสองทั้งนั้น เพราะพ่อค้าแม่ค้าส่วนมากไม่มีปัญญาซื้อน้ำมันใหม่มาทอดขาย ดังนั้นการกินอาหารแบบนี้อย่างต่อเนื่องก็เท่ากับเติมสารก่อมะเร็งเข้าไปเรื่อยๆ
จะเห็นว่าเป้าหมายของการผลิตของเรามีสองอย่างคือ กำไรเยอะๆ และให้ดูดี
ผมถามผู้รู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารว่า งั้นกินแต่ผักผลไม้ก็น่าจะปลอดภัย คำตอบก็ยังคงคือไม่ เพราะกระบวนการผลิตผักผลไม้ในบ้านก็ใช้หลัก ‘กำไรสูงสุด - ดูดีไว้ก่อน’ เช่นกัน ตั้งแต่ใส่สารเคมี สารเร่ง สี ฯลฯ
ออกเป็นเรื่องน่าขันขื่นจนน่าร้องไห้ที่ผู้ผลิตเลือกใช้เวลาในการติดสติกเกอร์บอกสรรพคุณบนผลไม้แต่ละผล มากกว่าจะใช้เวลาเดียวกันนั้นในการปล่อยให้ผลไม้สุกตามธรรมชาติ คนบ้านเราช่างยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอกรวมทั้งรสชาติจนบางทีก็หลอกตัวเอง น้ำผลไม้ที่ข้างกล่องพิมพ์ว่า ธรรมชาติ 100% หวานจัดจนผิดธรรมชาติ แม้แต่ชาเขียวบ้านเราก็ยังใส่น้ำตาล แตกต่างจากชาเขียวต้นตำรับที่มีรสชาติออกขม ก็คงสะท้อนสะท้อนรสนิยมของผู้บริโภคบ้านเราดี
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่สินค้าประเภท ‘0 แคลอรี’ จึงขายดี เพราะมันเป็นปาฏิหาริย์ที่ทำให้เราเสพหวานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแคลอรี ทั้งๆ ที่รายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยในตะวันตกชี้ชัดว่า ‘0 แคลอรี’ อาจเป็นอันตรายเสียยิ่งกว่าหลายแคลอรี เพราะความหวานกับแคลอรีเป็นคนละเรื่องกัน
การรับรู้ความหวานเป็นเพียงสัญญาณทางสมองผ่านประสาทลิ้น ส่วนแคลอรีเป็นมาตรวัดพลังงานที่เกิดขึ้นจากการย่อยและเผาผลาญอาหาร
หลักการทำงานของ ‘0 แคลอรี’ คือการหลอกสมองให้เชื่อว่ากำลังกินของหวาน ปัญหาคือเมื่อสมองเชื่อว่ากำลังเสพความหวานอยู่ ก็จะส่ง ‘เอสเอ็มเอส’ ไปยังระบบย่อยอาหารสั่งให้เผาพลังงานที่กำลังจะมาได้ ทว่าเมื่อไม่มีแคลอรีมาตามที่สมองบอก ร่างกายก็เกิดความหิว ทำให้เจ้าของร่างกายต้องกินมากขึ้น ผลก็คือยิ่งเสพสาร ‘0 แคลอรี’ มากเท่าไร ก็ยิ่งกินมากขึ้น กินโดยที่ร่างกายไม่ได้ต้องการอาหารส่วนเกินนั้นเลย
มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนต้องเอ่ยว่า “แล้วนี่จะเหลืออะไรให้กูแดกเนี่ย?”
เพื่อนคนหนึ่งของผมบอกว่า “ก็แดกไปทั่วๆ นั่นแหละ พิษในร่างกายจะได้หลากหลาย ช่วยคานอำนาจกัน”
เออ! ประชดชีวิตอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551

