ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน (ครั้งสุดท้าย)
ปราบดา ถึง วินทร์ | มีนาคม 2552
หากข้อมูลไม่ผิดพลาด คุณวินทร์เขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฉบับแรกถึงผมในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2544 หมายความว่านอกจากสถานภาพ “ญาติน้ำหมึก” ที่มีอยู่โดยปริยาย เรายังเป็นเพื่อนทางจดหมายกันมาแล้วเกือบแปดปี เวลาแปดปีไม่อาจเรียกว่านานโข แต่ก็เรียกว่าสั้นกุดไม่ได้ เด็กอายุสิบขวบกับวัยรุ่นอายุสิบแปดแตกต่างกันมาก แม้ว่าหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆกับชายวัยสามสิบกลางๆจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปเท่าไรนัก (หมายถึงผมนะครับ) เวลาแปดปีก็มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับทั้งสังคมโลก สังคมไทย และรายละเอียดในชีวิตส่วนตัวของผมเองไม่น้อย
ในเบื้องต้นของการเป็นกิ๊ก (ทางจดหมาย) เราแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นสัพเพเหระแบบมีอะไรก็กิน แต่ผมต้องแปลกใจบ่อยครั้งกับความสนใจและทัศนคติที่ใกล้เคียงกันอย่างมากของเราสองคน ช่างเป็นเนื้อคู่กันเหลือเกิน เห็นดีเห็นงามไปหมดตั้งแต่เรื่องมนุษย์ต่างดาว วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ปรัชญาเต๋าและเซน จนถึงการเมือง คอลัมน์ที่น่าจะเป็นพื้นที่สำหรับการถกเถียงเข้มข้น พ่นประเด็นอื้อฉาวคาวขุ่น ด่าสาดเมามัน (ซึ่งอาจช่วยให้หนังสือของเราขายดีขึ้น!) กลับกลายเป็นเสมือนห้องนัดพบของคนคอเดียวกัน ที่อย่างน้อยก็ทำให้ผมใจชื้นขึ้นบ้างว่าไม่ได้เป็นบ้า คิดอะไรแบบนี้อยู่เพียงลำพัง
เมื่อแปดปีก่อนผมเพิ่งเรียกตัวเองว่า “คนเขียนหนังสือ” ได้ไม่นาน อาจกล่าวได้ว่าผมเพิ่งเรียกตัวเองว่า “คน” ได้ไม่นานเช่นกัน ครั้งหนึ่งผมเคยรู้สึกว่ามนุษย์ประเมินค่าของแต่ละช่วงวัยอย่างผิดๆ เคยคิดว่าเด็กวัยรุ่นคือผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่คือคนชรา เคยรู้สึกว่านายกรัฐมนตรีไม่ควรมีอายุเกินห้าสิบปี และคนอายุสามสิบต้นๆก็ควรมีโอกาสปกครองประเทศได้ ในขณะที่ผู้ใหญ่วัยเลยห้าสิบควรล้างมือ แขวนนวม ห้อยรองเท้า ปลดตัวเองออกจากกิจกรรมในสังคม เพื่อเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆเข้าไปแทนที่ได้เร็วขึ้น เช่นที่ศาสนาฮินดูแนะนำว่าคนอายุสี่สิบควรอำลาเรื่องทางโลกเพื่อใช้เวลาที่เหลือไปกับการแสวงธรรม
ผมเคยคิดว่าสังคมคือสนามของคนหนุ่มสาว เพราะพวกเขาสามารถสัมผัส “บรรยากาศ” ของยุคสมัยได้ในระยะประชิดตัวที่สุด นายกรัฐมนตรีอายุหกสิบเจ็ดสิบที่นั่งอยู่แต่ในรถเก๋งคันหรู จะล่วงรู้ปัญหาและเข้าถึงความเคลื่อนไหวต่างๆในสังคมอย่างแท้จริงได้อย่างไร เรียกว่าผมเคยเป็นคนประเภท pro-youth ก็คงไม่ผิด ผมเชื่อในพลังของคนอายุน้อย ของคนที่ยังไม่ “ประสบความสำเร็จ” (โดยเฉพาะถ้าความสำเร็จแปลว่า ฐานะทางการเงินดีขึ้น มีเงินซื้อรถซื้อบ้าน ซื้อนาฬิกาแพงๆ และเป็น “เจ้านาย” ที่มี “ลูกน้อง”) และคนที่ยังไม่มีความเกรงกลัว ไม่ว่าจะเป็นความกลัวในการลองสิ่งใหม่ๆ หรือความกลัวที่จะ “เสียภาพลักษณ์” ผมเคยเชื่อว่าระบบอาวุโสในกลไกต่างๆคือตัวการสำคัญที่ทำให้สังคมไม่พัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นักการเมืองที่โกงกินมาตั้งแต่หนุ่มๆ ก็ยังมีโอกาสโกงกินอยู่เหมือนเดิมตอนอายุเจ็ดสิบแปดสิบ ตัวอย่างที่สะท้อนสถานการณ์เช่นนี้มีอยู่จริงให้เห็นในแทบทุกสังคม
ผมไม่ใช่คนบูชาความบริสุทธิ์ของวัยเด็ก เพราะผมไม่เชื่อว่าเด็กเป็นวัยบริสุทธิ์ ผมเพียงเชื่อว่าเด็ก เยาวชน และคนหนุ่มสาว คือวัยที่ “จำเป็น” ต่อสังคมมากกว่าผู้ใหญ่
หรืออาจพูดได้อีกอย่างว่า “สังคม” คือพื้นที่ของกลุ่มคนอายุน่้อย ดังนั้นพวกเขาจึงควรมีสิทธิ์มีเสียงและมีอำนาจในการบริหารจัดการสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่
ช่วงเวลาแปดปีที่ผ่านมา หลายทัศนะของผมเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย อย่าเพิ่งเข้าใจว่าผมเริ่มเห็นใจผู้ใหญ่เพราะวัยของผมสูงขึ้นนะครับ ตรงกันข้าม ผมเริ่มคล้อยไปกับความรู้สึกว่ามนุษย์ยังเป็นสัตว์ที่อ่อนวัยนัก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หนุ่มสาว ผู้ใหญ่วัยทอง คนเฒ่าคนชรา ยิ่งอายุมากขึ้นผมยิ่งรู้สึกว่าคนเราทุกวัยล้วนยังไร้เดียงสาพอกัน เป็นเพียงสัตว์ชนิดที่หลงรักตัวเองจนโงหัวไม่ขึ้น และพร่ำบอกตัวเองเสมอว่าเราวิเศษเหลือเกิน นอกจากจะหลอกตัวเองแล้วเรายังนิยมหลอกคนอื่น และชื่นชอบเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคนอื่นหลอกเรากลับมาอีกทอดหนึ่ง
นักวิทยาศาสตร์หลายแขนงยังคงโต้เถียงกันเองเรื่องความพิเศษของมนุษย์ บางกลุ่มบอกว่าเราไม่ต่างจากสัตว์ทั่วไป ไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม อีกกลุ่มบอกว่าเราเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ (หรือเป็นผลงานชิ้นเอกของพระเจ้า สำหรับคนที่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง) ที่สิ่งมีชีวิตอื่นมิอาจเทียบเท่า หากจะมีใครหรืออะไรอยู่เหนือกว่าเรา ก็คงเป็นมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าถ้ามนุษย์ต่างดาวมีจริงและสามารถสร้างยานอวกาศบินมาเยือนโลกได้ เหตุใดจึงเป็นการยืนยันว่าพวกเขา “เจริญ” หรือ “ฉลาด” กว่าเรา) ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ได้ “วิเศษ” หรือพิเศษไปกว่าสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีความแตกต่างจากสัตว์อื่นอยู่มากอย่างไม่อาจปฏิเสธ แทนที่จะเปรียบเทียบความ “ต่ำ” หรือความ “สูง” ความ “พัฒนา” หรือความ “ล้าหลัง” ความ “ฉลาด” หรือความ “โง่” เราจะกล่าวตามความเป็นจริงเท่าที่เราพิสูจน์ได้จากภาพรวมว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดมีเพียงความ “เหมือน” และความ “ต่าง” เท่านั้นไม่ได้หรือ
ผมอาจสามารถเขียนหนังสือ วาดรูป หรือคำนวณเลข (แบบง่ายๆนะครับ เช่น สองบวกสองเท่ากับแปด) แต่ผมก็ไม่อาจเปล่งแสงสว่างที่ก้นได้เหมือนหิ่งห้อย ทั้งที่บางคืนผมก็เกิดอาการอยากกะพริบก้นอยู่เหมือนกัน หากมองโลกแบบมนุษย์ แปลว่าหิ่งห้อยมีพัฒนาการด้านการเปล่งแสงทางก้นไกลกว่ามนุษย์อย่างนั้นหรือเปล่า
ภายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความรักๆชังๆที่ผมมีต่อความเป็นมนุษย์ได้ปรับเปลี่ยนระดับไปเรื่อยๆ บางครั้ง กับมนุษย์บางคน ผมก็อดชื่นชมศรัทธาด้วยความตื่นเต้นไม่ได้ ในขณะที่หลายเหตุการณ์ (โดยเฉพาะการเมืองไทยที่ยังอเมซิ่งไม่เลิกไม่รา และความอ่อนแอแพ้สันดานเสียๆของตัวเอง) ก็กระหน่ำตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพฤติกรรมมนุษย์เป็นเรื่องน่าหดหู่ จนพานให้หมดหวัง ได้แต่นั่งปลงและยอมรับ (ตามทัศนคติที่เกิดขึ้นยามหม่นเศร้า) ว่าการเป็นคนก็คือต้องเป็นเช่นนี้ ถูกต้องตามธรรมชาติแล้วแล
มนุษย์หลายยุคสมัยเห็นพ้องต้องกันว่าความพิเศษมหัศจรรย์ที่สุดอย่างหนึ่งของการเป็นคนคือสมอง สมองที่อุตริคิดโน่นคิดนี่ได้ซับซ้อนลึกซึ้ง นับตั้งแต่การประดิษฐ์ภาษา (ซึ่งนักวิชาการบางแขนงเชื่อว่าเป็นคุณสมบัติที่ฝังอยู่ใน DNA ของความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว ไม่ใช่การคิดค้นหรือประดิษฐ์ขึ้น) ไปจนถึงความเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และศิลปะ ใครรักใครชอบศาสตร์ไหนก็มักพูดเข้าข้างตัวเองว่าของตนเป็นเลิศกว่าศาสตร์อื่นใดทั้งหมด
การมี “ความคิด” (“เพราะข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าจึงมีตัวตนอยู่จริง” ดังที่เรอเน เดส์การตส์ ว่าไว้อย่างโด่งดัง) และการ “ล่วงรู้” ดูเหมือนจะเป็นบ่อเกิดของทุกอย่างที่เป็นมนุษย์ ทั้งด้านดีและด้านร้าย การ “ล่วงรู้” ในที่นี้ไม่เพียงหมายถึงการค้นคว้าศึกษา หากแต่ยังหมายถึงการเข้าใจตัวเอง (ทำไมข้าฯถึงได้ขี้เกียจอย่างนี้) การเห็นถึงอนาคต (โหย ถ้าขี้เกียจอย่างนี้ไปอีกเรื่อยๆแฟนก็ทิ้งกันพอดีน่ะสิ คอนเฟิร์ม!) การนึกย้อนทบทวนอดีต (ต้องโทษปู่ย่าตายาย ยีนบรรพบุรุษไม่ดีแหงๆ) และการเชื่อมโยงเรื่องต่างๆเข้าด้วยกันด้วยเหตุและผล (อืม...ไม่คิดมากดีกว่า หาแฟนใหม่ที่ขี้เกียจเหมือนกันเสียก็สิ้นเรื่อง)
ไม่อาจปฏิเสธได้เลยครับว่าสมองของมนุษย์เป็นทั้งอวัยวะและระบบการทำงานที่พิสดารเหลือเกิน คนเรามักพูดถึง “ใจ” มากกว่าสมอง ความจริงความรู้สึกทุกชนิดต้องผ่านการสั่งงานของสมองด้วยทั้งนั้น สมองไม่ได้เป็นเพียงอวัยวะแห่งความรู้หรือตรรกะอย่างที่ทุกคน “คิด” เพียงอย่างเดียว (แปลว่าสมองก็คงไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองสักเท่าไรนักกระมัง) ความรู้สึก “เจ็บใจ” ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะในหัวใจของเรามีปุ่มอ่อนไหวที่ถูกบีบกดได้ง่ายๆโดยผู้ไม่หวังดี หากเราจะเรียกอาการดังกล่าวว่า “เจ็บสมอง” ก็คงไม่ผิด ดังนั้นผู้มีอาการผิดปกติทางสมอง แม้ร่างกายส่วนอื่นไม่พิกลพิการ ก็ไม่อาจเรียกว่าเขาหรือเธอ “มีชีวิต” ได้เต็มตามความหมายของชีวิตที่ “มีตัวตน”
ตลอดแปดปีที่ผ่านมา เราเขียนถึงนักคิดผู้ยิ่งใหญ่และยิ่งเล็กหลายคน บางคนเป็นมนุษย์ระดับตำนานเพราะสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดออกมาจากสมองของพวกเขา คุณวินทร์คงเห็นด้วยกับผมนะครับว่าเราสองคนเป็นพวกหมกมุ่นกับคนชอบคิด โดยเฉพาะคนชอบคิดลึก (สำหรับผม ขอเพิ่มคนชอบคิดพิลึก คิดพิเรนทร์ คิดบ้าๆ คิดผิดแล้วน้อง คิดเหรอว่าแน่ คิดหน้าคิดหลัง และ “คิดได้แค่นี้เหรอ” เข้าไปด้วย)
ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆที่เกิดกับผมตั้งแต่วันที่เรารู้จักกันผ่านตัวหนังสือ คือนอกจากจะเสพติดเรื่องทางความคิดและคลั่งนักคิดมากกว่านักร้องเกาหลี ผมยังชักจะ “คิด” ว่าความพิเศษของการเป็นมนุษย์และสมองของมนุษย์ อาจไม่ได้อยู่ที่การรู้จักคิดหรือสามารถทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” ให้เป็นไปได้ หากแต่คือคุณสมบัติที่จะ “ระงับ” “หยุด” และ “ยั้งคิด” ของเรามากกว่า
ไม่มีสัตว์อื่นใดในโลกอีกแล้วนะครับที่สามารถโต้แย้งและละเลิกพฤติกรรมของตัวเองได้อย่างมนุษย์
โดยเฉพาะกับเรื่องด้านลบ เรื่องที่จะนำมาซึ่งปัญหามากกว่าความสมดุล “คิดแล้วว่าไม่ควรทำ” ดูเหมือนจะเป็นสุดยอดความสามารถของมนุษย์มากกว่าความเก่งกาจอื่นใดทั้งสิ้น
“นักยั้งคิด” ดูจะเป็นที่ต้องการของสังคมมากกว่า ในยุคสมัยที่การรู้จักพอคือวิธีแก้ปัญหาที่มีแววว่าจะ “เวิร์ก” ที่สุด
“ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน” ของเราถึงเวลาต้องหยุดวิ่งขนานลงแต่เพียงเท่านี้ ในระยะแรกผมคงทำตัวไม่ค่อยถูก เฝ้าถามคุณบุรุษอีเมล (ชื่อยาฮู) ว่ามีจดหมายจากคุณวินทร์มาส่งหรือเปล่า และต้องเดินคอตกกลับเข้าบ้านด้วยความผิดหวังเมื่อเขาตอบว่า “เคยมีด้วยเหรอ” แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็บอกตัวเองว่าดีแล้ว ถึงเวลาหยุดอวดรู้ หยุดแสดงทัศนะตื้นๆของตัวเองเสียที
ในจดหมายฉบับแรกที่ผมเขียนตอบคุณวินทร์ ผมดัดจริตเขียนไปว่าโลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่รอการศึกษา ค้นพบ และเรียนรู้ เราไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นกับการเจอะเจอมนุษย์ต่างดาวมากเกินไปนัก ในขณะที่ลำพังเรื่องของโลกใบนี้ เรายังมีความเข้าใจน้อยเหลือเกิน
แปดปีผ่านเลยมาแล้ว ผมยังไม่ได้ออกไปศึกษาค้นพบและเรียนรู้อะไรใหม่ๆเท่าไร ถึงเวลาต้องไปแล้วกระมัง ก่อนที่ผมจะกลายเป็นผู้ใหญ่ประเภทที่ผมเคยดูแคลนไว้จริงๆ
(ตรงนี้เป็นเวลารับรางวัลออสการ์) ขอบคุณคุณวินทร์สำหรับการแลกเปลี่ยนทางความคิดและน้ำใจที่หลั่งไหลมาถึงผม ขอบคุณนิตยสาร LIPS นิตยสาร open และนิตยสาร GM ขอบคุณพ่อแม่ที่ให้กำเนิด ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณเสี่ยเจียง (อ้อ...เปล่าครับ ติดพวกดาราเขามาอีกที) และที่จะลืมเสียไม่ได้ ขอบคุณอดีตนายกฯทักษิณ ผู้ทำให้ผมมีประเด็นเขียนจดหมายหลายต่อหลายครั้ง รับค่าต้นฉบับจนร่ำรวยเหลือเฟือมานานถึงแปดปีเต็ม
ไม่ลานะครับ เพราะผมไม่ได้จะไปไหนไกล
คิด...ถึง เสมอครับ
++++++++++++++++++
วินทร์ ตอบ ปราบดา | 16 มีนาคม 2552
มีหลายเรื่องในชีวิตของผมที่เมื่อเริ่มก้าวแรก ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะไปไกลสักกี่ก้าว แต่เมื่อก้มหน้าก้มตาเดินไปไม่หยุด แล้วหวนย้อนไปมองทางที่ผ่านมา ก็พบว่าเส้นทางนั้นๆ ยาวไกลเอาการเหมือนกัน
การเดินทางในโลกไซเบอร์กับคุณก็เป็นหนึ่งในหลายเรื่องนั้น ระยะเวลาแปดปีกับจดหมายราวสองร้อยฉบับเป็นสถิติกินเนสส์สำหรับผมซึ่งสามารถคุยกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ผู้หญิงได้นานขนาดนี้! เชื่อว่าทั้งคุณ ผม และผู้ตีพิมพ์ก็คงไม่คิดว่ามันจะมาไกลขนาดนี้ สองร้อยฉบับนี้อาจมากกว่าจำนวนจดหมายที่กิ๊กบางคู่เขียนถึงกันตลอดชีวิตเสียอีก!
บางทีการเขียนจดหมายก็เหมือนการกินเหล้า อย่างที่นักเขียนนิยายจีนกำลังภายใน โก้วเล้ง เคยกล่าวไว้ “ข้าพเจ้ามิได้ชมชอบการดื่มสุราเพราะรสชาติของมัน แต่ที่บรรยากาศของการร่ำดื่มต่างหาก”
‘บรรยากาศ’ ที่โกวเล้งหมายถึงคงไม่ใช่ร้านเหล้าหรูซึ่งเสิร์ฟสุราแพงระยับหรือมีสาวงามรินเหล้าป้อนให้ถึงปาก แต่คือการดื่มเมรัยกับผู้รู้ใจ ผู้รู้ใจก็มิจำเป็นต้องเป็นขี้เมาพันธุ์คอแข็ง ประเภทดื่มได้ตั้งแต่เย็นถึงยามพระบิณฑบาต พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุยกันสนุก เหล้าเลวก็มีรสชาติสมใจยิ่ง!
ก่อนเขียนจดหมายฉบับนี้ ผมใช้เวลาครุ่นคิดถึงจดหมายสองร้อยฉบับกับสาระของ ‘การร่ำดื่ม’ ในช่วงแปดปีนี้ โดยภาพรวมผมพอใจทั้งใน ‘สุรา’ และ ‘บรรยากาศ’ กลมกล่อม ไม่มีอาการแฮงก์โอเวอร์!
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจค่อนข้างมากในการเดินทางเที่ยวนี้ก็คือ แรกเริ่มผมเคยคาดคิดว่าเราสองคนจะแตกต่างกันกว่านี้ แต่กลับเป็นว่าเรามีรสนิยมที่คล้ายๆ กันหลายอย่างทีเดียว (อาจจะต่างกันบ้างในบางเรื่องเช่นทรงผม!) ต่างมีหลายเส้นทางอดีตที่เคยไขว้ทับกันโดยบังเอิญ ราวกับความสัมพันธ์นี้เป็นความขี้เล่นของอำนาจเบื้องบนที่อยากรู้ว่า ผู้ชายกับผู้ชายจะเป็น ‘กิ๊ก’ กันได้นานแค่ไหน! (หากใครสักคนอ่านจดหมายฉบับนี้โดยไม่รู้จักคนเขียนมาก่อน คงเข้าใจถูก เอ้ย! เข้าใจผิดแน่ๆ!)
สุชาติ สวัสดิ์ศรี เคยบอกว่า การเขียนจดหมายเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง น่าจะจริงในกรณีนี้ เพราะเมื่อมองจดหมายเหล่านี้ ก็เห็นว่าแม้บางฉบับไม่ค่อยมีสาระ บางฉบับดูเหมือนว่าพยายามทำให้เรื่องมีสาระ บางฉบับก็เป็นการบ่น แต่โดยรวมแล้วมันก็เป็นการเขียนที่ใช้ความตั้งใจไม่ต่างจากการรังสรรค์ศิลปะ (ขออนุญาตใช้ศัพท์หรู!)
ระยะเวลาแปดปีเท่ากับการเป็นผู้ว่ากอทอมอ.สองสมัย ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสองเทอม และนายกรัฐมนตรีไทยสองสมัย (เอ้ย! ไม่น่าใช่... เวลาแปดปีเมืองไทยสามารถมีนายกฯได้สิบคน) สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อหลายชีวิตได้มากทีเดียว (หากไม่อู้งาน)
สำหรับผม ระยะเวลาแปดปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงมากเกินคาด มีการเชื่อมสายใหม่ของนิวรอนในบางพื้นที่ของสมอง และการเรียงตัวใหม่ของโมเลกุลหัวใจ พูดแบบไม่เล่นลิ้นก็คือ แปดปีนี้ผมเปลี่ยนมุมมองหลายอย่าง และปล่อยวางได้หลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ผมกล้าแปลงสภาพจากนักเขียนสมัครเล่นเป็นนักเขียนอาชีพ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมไม่มีวันกล้าทำ, ไม่แคร์ที่จะต้องหวีผมก่อนออกจากบ้านเช่นสมัยที่ยังทำงานในสำนักงานกลางเมือง, สวมเสื้อผ้าเก่ายับย่นโดยไม่แยแสสายตาใคร (จนเพื่อนบางคนบอกว่าได้โปรดไปซื้อเสื้อกางเกงใหม่เถอะ ไม่ต้องแกล้งเป็นนักเขียนไส้แห้งสมจริงขนาดนี้!) เป็นต้น นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงแปดปีที่ผ่านมา และผมมองว่าดีขึ้น เหตุผลเพราะผมรู้สึกเป็นอิสระขึ้น
ผมเคยนึกกลัวเมื่อเข็มเกจ์เลขวัยกระดิกผ่านเลข 4 แต่เมื่อผ่านวัยสี่สิบไปทีละปี กลับรู้สึกเป็นปกติดี และเมื่อหลักไมล์ชีวิตผ่านเลข 5 ผมกลับรู้สึกสบายใจกว่าตอนที่ตัวเลขอยู่ที่ 2 กับ 3 เสียอีก
แต่แปดปีก็นำความเปลี่ยนแปลงทางสังขารในระดับหนึ่ง ผมพบว่าฟันเฟืองร่างกายหลายชิ้นเสื่อมลง ชำรุดบางส่วน (ไม่ใช่ ‘ส่วนนั้น’ หากคุณอยากรู้!) และพอคาดเดาว่าในอีกแปดปีข้างหน้า ความเสื่อมทางสังขารน่าจะมากกว่านี้ (อาจเป็น ‘ส่วนนั้น’ จริงๆ!) แต่นี่เป็นราคาของการเดินทาง
ขณะที่กำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ ผมรับรู้ข่าวการจากไปของอา ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยความใจหาย แม้ว่าลึกๆ ก็ทำใจแล้วว่าวันหนึ่งวันนี้จะมาถึง แกเป็นบุคคลหนึ่งที่เราสองคนพูดถึงบ่อยมาก ไม่เฉพาะผ่านทางจดหมาย ไม่กี่วันก่อนที่แกเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้ายนั้น ผมยังรื้อหนังสือเก่าๆ ของแกออกมาดูเล่น
หลายครั้งที่นึกถึงแก ผมมักนึกถึงคำที่อา ‘รงค์บอกว่า แกชอบพูดคุยกับคนหนุ่มสาวเพราะได้รับรู้โลกทรรศน์มุมมองที่แตกต่างและสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก
นี่เองที่ทำให้แกเป็นคนที่ไม่มีวันแก่
ครับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จากโลกไปในวัย 28!
ผมจำได้ว่า ในวัย 28 ผมยังเป็นละอ่อนในทุกด้าน เป็นช่วงที่กำลังเบิ่งตากว้างดูความเป็นไปในโลกทั้งตะวันออกและตะวันตก ครั้นถึงช่วงรอยต่อระหว่างตัวเลขวัย 3 กับ 4 ผมชอบครุ่นคิดถึงความหมายของชีวิต หมกมุ่นกับคำถามเดิมๆ ที่เคยถามตัวเองมานานปีแล้วว่า คนเราคืออะไร เกิดมาทำไม ฯลฯ ครั้นวัยล่วงถึงเลข 5 ก็หมดแรงถามว่าทำไมแล้ว
ในบางปรัชญา การเกิดมาอยู่ในโลกเบี้ยวๆ ใบนี้อาจเป็นเรื่อง ‘ทุกข์’ แต่ผ่านหลักไมล์ชีวิตถึงวันนี้ ผมเห็นว่า ความเป็นมนุษย์เป็นประสบการณ์ที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับการแตกหน่อแรกของเมล็ด การผลิใบแรกของต้นไม้ การขยายตัวแบบทวีคูณของจุลชีพ การเปลี่ยนสีพรางตัวกับสภาพแวดล้อมของกิ้งก่า ความพิสดารแห่งการจำศีลของหมี ฯลฯ พูดง่ายๆ คือ ความเป็นมนุษย์ย่อมเป็นประสบการณ์พิเศษที่ต่างจากการเกิดมาในรูปของจุลชีพ ต้นไม้ สัตว์
สมมุติว่านักวิทยาศาสตร์สักคนคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งที่ทำให้เราสามารถสัมผัสความเป็นต้นไม้ สัตว์ หรือเชื้อโรคสักสายพันธุ์ได้เหมือนว่าเราเป็นต้นไม้ สัตว์ เชื้อโรคจริงๆ เชื่อว่าหลายคนคงอยากเข้าไปลองสัมผัสความพิเศษนั้น เผลอๆ อาจจะไม่อยากหวนกลับมาเป็นมนุษย์อีกก็ได้! และเช่นกันหากพืช สัตว์ เชื้อโรค มีโอกาส พวกมันก็อาจอยากทดลองเป็นมนุษย์สักหน
แต่พวกมันไม่มีโอกาส เรามี!
ประเด็นของผมคือ ความเป็นมนุษย์มีความพิเศษในตัวของมัน และหากเราสามารถมองเห็นความพิเศษนี้ ก็น่าจะทำให้เรารู้สึกดีกับการได้เกิดมาเป็นคน มากกว่าจะมองว่าเป็นความเคราะห์ร้ายที่เกิดมาในโลกซึ่งเต็มไปด้วยมลพิษ การแตกแยก การแก่งแย่งกันแทบทุกเรื่อง
บางทีหากเราสามารถซาบซึ้งกับโอกาสที่ได้สัมผัสประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ ในโลกที่มีกลางวันกลางคืนและแรงโน้มถ่วงแบบนี้ ในซีกหนึ่งของดาราจักรนี้ ซึ่งอาจเป็นประสบการณ์หนึ่งเดียวในจักรวาล เราอาจจะรักตัวเรา รักเพื่อนร่วมโลกมากขึ้น และเพียงแค่ความรู้สึกเล็กน้อยนี้ก็อาจทำให้โลกของเราดีขึ้น
การจากไปของหนุ่มวัย 28 แห่งสวนทูนอินเป็นการเตือนเราอีกครั้งว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ได้ใช้ แน่ละ ไม่ทุกคนที่สามารถใช้ชีวิตเต็มที่อย่างแก - Live life to the fullest หรือหากใช้ภาษาโฆษณาโซดาก็คือ ‘ซ่าทุกหยด’ มองว่า ‘ความเคราะห์ร้ายของชีวิต’ เช่นการเสื่อมสลายของสังขารและโรคร้าย เป็นเพียงบันไดอีกขั้นหนึ่ง และก้าวไปจนถึงขั้นสุดท้ายอย่างมั่นคง มีเมตตาและอารมณ์ขันจนหยดสุดท้าย และหากเราทั้งหลายสามารถรักษาหยดโซดาชีวิตส่วนใหญ่ของเราให้ซ่าอยู่เสมอ หรือพูดตามสำนวนของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ - ‘แซบอีหลี ดีลิเฌียส’ มันก็เป็นชีวิตที่ดี
ปราบดา... ขอบคุณครับที่ร่วมร่ำดื่ม ‘สุรา’ หลายจอกหลายชนิดในรอบแปดปีนี้ เชื่อว่าเรายังมีโอกาสร่วมวงดื่มอีกหลายก๊ง ไม่ว่าจะเป็นเหล้าดีหรือแย่แค่ไหน และไม่ว่าจะมีโซดาหรือกับแกล้มด้วยหรือไม่

