1.
ทำไปทำมาร้านหนังสือเดินทางในตอนแรกนั้นเริ่มต้นด้วยคำถามมากมาย
บางคำถามก็ตอบทันทีได้ด้วยคำพูด แต่หลายครั้งก็ต้องฝากมันไว้ก่อนกับความเงียบ
ก่อนจะไปเจรจาเรื่องสัญญาเช่ากับเจ้าของตึกอย่างเป็นทางการหนุ่มกับโยตกลงกันว่าน่าจะลองถามตัวเองกันอีกที ถามให้ถี่ถ้วนว่า “ทำไมจึงอยากมีร้านหนังสือ?”
ทั้งนี้เพื่อความชัดเจนและง่ายในการตัดสินใจ พวกเขาขอให้ต่างฝ่ายต่างเขียนเหตุผลของตัวลงกระดาษ เขียนลงกระดาษแล้วเอามาดูกัน
และนี่คือสิ่งที่ได้มา
“หนุ่มคิดอย่างนี้นะโย!”
“หนุ่มอยากมีอะไรซักอย่างเมื่ออายุ 35 อาจจะเป็นร้านอาหารหรือร้านศิลปะอะไรก็ได้ บางทีนี่คือโอกาสของการได้บริหารร้านเล็กๆ ก่อน”
“หนุ่มอยากมีร้านหนังสือเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงความฝัน!”
“โยก็รู้นี่ว่าหนุ่มชอบหนังสือ...หากคิดจะเขียนหนังสือและมีโอกาสเดินทางด้วยก็จำเป็นต้องมีแหล่งรายได้คอยสนับสนุน”
“หนุ่มว่างานประจำกลับไปทำเมื่อไหร่ก็ได้”
“ไม่ทำตอนหนุ่มสาว ก็ไม่รู้จะทำตอนไหน ตอนนี้ยังมีแรงทำงานหนัก”
“ไม่รู้ซิ! หนุ่มว่างานออฟฟิศสุดท้ายก็จับต้องอะไรไม่ได้เหมือนกัน”
“อย่างน้อยๆ ก็ถือเป็นการเปลี่ยนที่อยู่มายังสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมกว้างและดีกว่า มีลานกีฬา (เขาหมายถึงสวนสันติชัยปราการ) มีวัฒนธรรม”
“ด้านหนึ่ง ร้านหนังสือมันก็ควรมีลมหายใจต่อไปบนถนนพระอาทิตย์ กาแฟบวกหนังสือน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการพักผ่อน”
“หากร้าน work แล้วเขียนหนังสือได้ น่าจะเขียนหนังสือได้ดีกว่าเก่า เพราะร้านจะกลายเป็นแหล่งพบปะของคนทำหนังสือ คงได้เพื่อนขึ้นอีกเยอะ”
“อะไรอีกเหรอ?”
“บางทีหนุ่มคิดว่าพ่อกับแม่น่าจะขึ้นจากใต้มาเที่ยวบ้าง”
2.
“ที่โยคิดหรือหนุ่ม!”
“โยอาจจะไม่ได้รักหนังสือเท่าหนุ่ม แต่โยก็เห็นด้วยนะ”
“โยไม่รู้ว่าหนุ่มพูดเล่นหรือพูดจริงที่เคยบอกว่าไม่ชอบกรุงเทพแล้วอยากไปอยู่ต่างจังหวัด หนุ่มเคยพูดถึงเชียงใหม่... โยไม่อยากย้ายไปเชียงใหม่หรอก”
“โยว่าชั้นสองนอกจากเป็นร้านกาแฟ เราทำเป็นโรงเรียนเล็กๆ ได้ โยอยากมีโรงเรียน”
“โยอยากขายสิ่งที่ทำเองด้วย”
“โยไม่อยากแต่งตัวออฟฟิศทุกวัน อยากใส่กางเกงเล ผูกผ้ากันเปื้อน เกล้าสองแกละบ้าง”
“อีกอย่างคือโยอยากจัดเวลาให้ตัวเองได้ จะได้ไปเที่ยวบ่อยๆ”
“โยอยากทำให้ที่บ้านเห็นเหมือนกันว่าเราก็ทำอะไรได้!”
“และโยก็อยากอยู่กับหนุ่ม”
3.
ความฝันนะความฝัน!
ไม่รู้เกี่ยวกันไหม? ...แต่ใครบางคนผู้เรียนรู้โลกจากชีวิตจริงมากกว่ารั้วมหา’ลัยเคยรำพึงขึ้นดังๆว่า “ใครๆ ก็คิดได้ แต่ใครจะทำได้”
“ใครๆ ก็คิดได้” นั่นคงจริงเสียยิ่งกว่าจริง
และ “แต่ใครจะทำได้” นั่นก็อาจจริงเสียกว่า “ใครๆ ก็คิดได้” ด้วยซ้ำ แต่นี่ถูกต้องเสมอไปอย่างนั้นหรือ? นี่คือกฏที่ไม่สามารถเป็นอื่นได้อีกเลยหรือ?
ครั้งหนึ่งเมื่อตั้งใจมาเยี่ยม (แม้จะยังไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน) และยินดีให้หนุ่มกับโยได้นั่งลงสนทนาด้วย ศุ บุญเลี้ยง บอกว่า “หากทำร้านหนังสือแล้วประสบความสำเร็จทันทีคงไม่มีใครอยากไปขับแท็กซี่ หรือขุดลอกท่อกันหรอก”
ณ ที่เดียวกัน เมื่อใกล้วันที่ต้องลงแรงอีกครั้งกับการโยกย้ายไปสร้างร้านใหม่ ลูกค้าบางคนพูดกลั้วรอยยิ้มอย่างให้กำลังใจ “อะไรที่เราเชื่อว่าเป็นไปได้ เป็นไปได้หมดแหละค่ะ!”
ทั้งหมดนี้ ฟังแล้วไม่ต้องสรุปอีกรอบก็รู้
รู้อยู่ว่าการลุกขึ้นมาทำอะไรเองนั้นไม่ง่าย—-ไม่ง่ายเลย และก็ไม่ง่ายหรอก!
แต่จะว่าไปก็ใช่ว่าไม่มีทางออก
คนที่ทำอะไรแล้วสำเร็จจริงก็มีให้เห็นกัน เพียงแต่การจะไปตรงนั้นคงต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจ จนอาจถึงขั้นเอาชีวิตเข้าแลกก็ได้ในหลายครั้ง ซึ่งก็โชคดีที่หนุ่มกับโยพอมีสิ่งนี้อยู่บ้าง ถามว่าพวกเขาเอาความมั่นใจมาจากไหน? บางที...อาจต้องยกความดีให้กับช่วงชีวิตก่อนหน้านั้น
ก่อนจะเดินทางไปเจรจาเรื่องสัญญาเช่ากับเจ้าของอาคาร (ณ จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ซึ่งวันนั้นทั้งที่ยังไม่ได้ลงทุนอะไรเลยแต่ก็ราวกับว่าทุกนาทีที่ชักช้าอาจหมายถึงกำไรที่สูญหาย โยถึงกับจองตั๋วเครื่องบินไว้แล้ว) หนุ่มกับโยออกปากรบกวนSmithให้มาเจอกันอีกครั้งเพื่อขอคำปรึกษา
นอกจากSmithแล้วพวกเขายังชวนใครอีกคน ใครอีกคนที่ใช้นามปากกาว่า “กระบี่ไม้ไผ่”
(“กระบี่ไม้ไผ่” เป็นพี่ชายที่หนุ่มได้รู้จักตอนไปทำข่าวเรือรบอเมริกาขึ้นบกที่พัทยาในครั้งหนึ่ง ตอนนั้นหนุ่มมีงานประจำกับสำนักข่าวต่างประเทศบางแห่ง ขณะที่กระบี่ไม้ไผ่ก็กำลังเป็นคนข่าวมือดีของหนังสือพิมพ์มติชน ทั้งยังได้เริ่มต้นเขียนคอลัมน์ในชื่อกระบี่ไม้ไผ่ไปพักหนึ่งแล้ว หลังจากพัทยาวันนั้นพวกเขาก็คบหา เป็นพี่ เป็นน้องกันมาตลอด ซึ่งต่อมาสืบไปสืบมาปรากฏว่ากระบี่ไม้ไผ่ก็รู้จัก Smith ด้วย เห็นว่าพวกเขารู้จักกันเมื่ออีกฝ่ายไปแวะซื้อโปสการ์ดที่อีกฝ่ายทำเองขายเองในครั้งหนึ่ง-เดาเองนะครับ! ว่าใครซื้อใครขาย?-นอกจากหนุ่มกับโยแล้วจึงเป็น Smith กับกระบี่ไม้ไผ่นี่แหละที่มีส่วนรู้เห็นร้านหนังสือเดินทางในตอนต้น ปัจจุบัน กระบี่ไม้ไผ่เป็นหัวหน้าข่าวหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และก็มีส่วนสำคัญในการก่อตั้ง “ศูนย์ข่าวอิศรา” ณ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เขามีพ๊อคเก็ตบุ๊คออกมาแล้วสองเล่ม “สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรง” กับ ”คลื่นข้างใน” เล่มแรกพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ยูเรก้าของ อธิคม คุณาวุฒิ ส่วนเล่มหลังพิมพ์โดยสำพักพิมพ์พิมพ์บูรพา ทั้งสองเล่มนั้นเจอที่ไหนเสนอให้คว้าได้เลย ร้านหนังสือเดินทาง ขอรับรองว่าของเขาดีจริง อ้อ!.. ส่วน Smith นั้นปัจจุบันยังมุ่งมั่นกับการถ่ายภาพและเอาจริงเอาจังในเส้นทางสายอดทนของเขา หากใครไม่เจอเขาหรือติดต่อเขาไม่ได้ลองติดต่อมาที่ร้านก็น่าจะมีโอกาส อันนี้ไม่กล้ารับประกัน... แต่เราจะช่วย!)
หนุ่มกับโยชวน Smith และกระบี่ไม้ไผ่มาเพื่อขอความคิดเห็นโดยเฉพาะ
Smith นั้นคุ้นกับผู้คนบนถนนพระอาทิตย์มาก่อน เขาจึงรู้จักถนนเส้นนี้ดีกว่า ส่วนกระบี่ไม้ไผ่นั้นหน้าที่การงานทำให้เขาพบเห็นโลกที่หลากหลายมาก่อนเขาจึงมีหูตาที่กว้างไกลกว่า พลบค่ำในร้านแห่งหนึ่งหนุ่มกับโยจึงค่อยๆเล่าสิ่งที่พวกเขาฝันกันทีละน้อยเพื่อขอคำปรึกษา ขอคำปรึกษาในแง่มุมที่พวกเขาเองอาจคิดไปไม่ถึง
ซึ่งทันทีที่หนุ่มกับโยพูดจบ วันนั้น Smith น่าจะยิ้ม แต่กระบี่ไม้ไผ่กลับเอ่ยถ้อยคำหนึ่ง
กระบี่ไม้ไผ่บอกว่า “ความฝันก็เป็นอย่างนี้! ตอนปรุงมันหอมเป็นธรรมดา”
4.
“ความฝัน ...ตอนปรุงมันหอมเป็นธรรมดา” นั่นมันเกือบห้าปีมาแล้วแต่หนุ่มยังไม่ลืมถ้อยคำนี้เลย
ด้วยวัยแค่ 26 (จึงอาจเรียกได้ว่านี่เป็นความฝันตอนอายุ 26) สิ่งที่เขากับโยคิดกันจนจดลงสมุดได้เป็นข้อๆ นั้น อาจดูหอมหวานเกินไป เหมือนไร้ซึ่งประสบการณ์ จนอาจถึงขั้นเพ้อเจ้อก็ได้หากใครจะมอง
อยากมีเวลาเดินทางอย่างนี้ อยากจัดเวลาให้ตัวเองได้อย่างนี้ อยากมีเวลาเขียนหนังสืออย่างนี้ อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างนี้ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ดูดีทั้งนั้น...และก็ดูดีชะมัด!
แต่ถามว่าวันนั้นพวกเขาไม่ควรหวังหรือ? ไม่ต้องมีเป้าหมายเลยใช่ไหม? ทำๆไปเถอะไม่ต้องสนหรอก ว่าทำไปทำไม? บางทีก็ถูกต้องแล้วที่พวกเขาฝันกัน (ตอนหลังเมื่อมีร้านแล้ว ยามเจอกับสภาพที่แสนเหนื่อยล้า โยถึงกับเคยบอกกับหนุ่มว่าน่าจะลองกลับไปอ่านสิ่งที่เคยเขียนกันไว้อีกที
“ดูซิว่ามันเป็นไปตามนั้นมากน้อยแค่ไหน?” คล้ายๆ เธออยากจะบอกว่าถ้าไม่ใช่ก็ปิดๆร้านมันไปเสียเถอะ... เพียงแต่หนุ่มแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ)
“ความฝันมันหอมจริงหรือ?” หรือ “มัน (หมายถึง “ความฝัน”) หอมจริงไหม?” บางคนอาจถาม
ตอนที่กระบี่ไม้ไผ่กล่าวถ้อยคำนี้ออกมานั้น ความจริงหนุ่มไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าเบื้องลึกเพื่อนผู้พี่ผู้นี้ของเขากำลังหมายถึงอะไร?
เพียงแต่ได้ยินแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะคิด
คิดว่าทำอย่างไรเมื่ออยู่ในความจริงจึงจะทำให้บางสิ่งคงความหอมอยู่ได้?
ในมุมของธุรกิจ...หนุ่มคิดว่าการที่เขากับโยผูกพันกันมาแล้วระดับหนึ่งนั้นเป็นทุนตั้งต้นที่ดีไม่น้อย เหตุเพราะอย่างน้อยๆ เขาก็รู้สึกว่าไม่ได้มีหุ้นส่วนอื่นมาทำให้ยุ่งยากในการตัดสินใจ
ทว่า...นั่นก็เพียงความรู้สึก!
พอได้นั่งลงนึกดีๆ กลับพบว่าหลายสิ่งนอกจากนี้ก็ใช่จะราบรื่นไปด้วยไม่ มีขั้นตอนมากมายที่ต้องทำไปพร้อมๆ กัน การตอบตัวเองให้ได้ว่าจะทำอะไรและทำไปทำไมนั้นสิ่งหนึ่ง การไปเจรจาเรื่องสัญญาเช่าก็เป็นอีกหนึ่งที่ต้องรีบ คุยเรื่องสัญญาแล้วจะเอาช่างที่ไหนมาทำร้าน? ตั้งชื่อร้านว่าอะไร? จะให้ร้านเป็นแบบไหน? ขายอะไรบ้าง? ต้องทำโต๊ะทำเก้าอี้ ทำสีหรือเปล่า? เปิดแล้วเอาใครมาเฝ้า? ฯลฯ แม้ยังมาไม่ถึง แต่เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งต้องคิดแล้ว
ทว่าทั้งหมดทั้งมวลนี่ก็ยังเร่งด่วนน้อยกว่าการต้องรีบหาทางออกให้กับความจริงอีกอย่าง
ความจริงอีกอย่างที่เมื่อก่อนหลายๆคนที่รู้จักพวกเขาอาจคาดไม่ถึงว่ามันจะเป็นความลับ (ทั้งที่ความจริงมันเป็นความลับ) และก็เป็นความลับที่เมื่อถึงวันนี้ เห็นที...ต้องมีการคุยกันให้เข้าใจ (หมายเหตุ: ร้านหนังสือเดินทางนั้นมีความลับอยู่มากซักหน่อย ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะมีการเปิดเผยมันออกมาเป็นระยะๆ จึงขออภัยล่วงหน้าหากว่าก่อให้เกิดความไม่สะดวก!)
ความจริงที่ว่าแม้พวกเขามีกันสองคน แต่เอาเข้าจริงการตัดสินใจทำร้านหนังสือก็หาใช่แค่เรื่องของพวกเขาสองคนไม่!
หนุ่มนั้นไม่มีปัญหา (เขาอยู่ไกลบ้านนั้นหนึ่ง อีกหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่ค่อยแพร่งพรายเรื่องตัวเองให้ที่บ้านรู้อยู่แล้วหากยังไม่ถึงเวลา) แต่โยนั้นคงต้องบอกกล่าวคุณพ่อคุณแม่ของเธอว่า “กำลังทำอะไร?”
ปัญหาคือ “แล้วจะบอกอย่างไร?” ในเมื่อครั้งหนึ่งโยเคยถูกสั่งห้ามไม่ให้คบกับหนุ่ม
(ที่จริงเรียกว่า “หนุ่มถูกห้ามไม่ให้คบกับโย” น่าจะเหมาะสมกว่า!)
ปัญหาคือ “แล้วจะบอกอย่างไร?” ในเมื่อทั้งที่มีคำสั่งห้าม แต่หลายปีที่ผ่านพวกเขาก็คบหากันมาตลอด
อย่างกับละครหลังข่าว ทันทีที่นึกถึงเรื่องนี้แสงไฟถูกปิดกันพริบพรับ จากนิยายรักฉบับนักศึกษาในภาคแรก ลำแสงจากสปอร์ตไลท์ดวงใหม่ถูกสาดเข้ามา ความน่าสนใจไปอยู่ที่หนังชีวิตทันที
5.
กว่าจะรู้ว่ามันเป็นความท้าทาย หนุ่มเคยคิดว่าสิ่งที่เขากับโยต้องเจอนั้นมีส่วนคล้ายนิยายโบราณอยู่
พล็อตมันคงประมาณนี้
“ไอ้หนุ่มกับอีสาวมีใจให้กัน”
“มันทั้งคู่รู้จักกันเมื่อหลวงพ่อออกปากขอแรงคนจากหลายหมู่บ้านมาขนทรายเข้าวัด”
“นอกจากขนทรายแล้วปีสองปีนั้นหลวงพ่อยังบอกบุญชาวบ้านอีกหลายหน ซึ่งนั่นทำให้บุญกุศลอบอวลไปทั่ว แต่สำหรับไอ้หนุ่มกับอีสาวแล้วพวกมันกลับได้มากกว่าคนอื่นอีกขั้น พวกมันยังได้พิษไข้”
“ไข้เสน่หา ไข้ใจ หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก!”
“เจ้าไข้ที่ว่านี้พิษร้ายแรงนัก วันหนึ่งเมื่อทนไม่ไหวไอ้หนุ่มจึงบอกอีสาวถึงความรู้สึก”
“นั่นทำให้อีสาวขวยเขินไม่น้อย ทว่ามันก็ยินดีอย่างออมยิ้มไว้ไม่ไหว เหตุเพราะมันเองก็พึงใจไอ้หนุ่มอยู่ มันว่ามันชอบไอ้หนุ่มตรงความเงียบ มันว่าความนิ่ง เงียบนี่แหละทำให้ไอ้หนุ่มไม่เหมือนใคร หลังจากรับไมตรีจากไอ้หนุ่มแล้วมันยังแอบรอคอยว่าเมื่อไหร่จะได้บอกพ่อแม่มันถึงเรื่องนี้? มันว่าพ่อแม่มันเองก็น่าจะยินดีหากมันได้แนะนำไอ้หนุ่มให้รู้จัก”
“แล้ววันนั้นก็มาถึง!”
“ทำนองว่าเมื่อสองฤดูฝนผ่าน วันหนึ่งหลวงพ่อก็เคลิ้มใจขึ้นเฉยๆเลยจัดฉลองวัดเสียยิ่งใหญ่”
“ไม่ว่าบ้านนี้หรือบ้านไหนผู้คนต่างแห่กันมาจากทั่วทุกบาง งานบุญครั้งใหญ่เป็นไปอย่างชื่นมื่น อีสาวฉวยโอกาสช่วงอิ่มบุญนี่แหละแนะไอ้หนุ่มให้พ่อแม่มันรู้จัก”
“ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี (อย่างน้อยก็หนึ่งวัน!) พ่อของมันจับมือไอ้หนุ่มไว้อย่างมีไมตรีด้วย”
“ทว่าจุดพลิกผันกลับอยู่หลังจากนั้น!”
“อีกวันเมื่อกลับถึงบ้าน อีสาวก็ถูกตั้งคำถามอย่างไม่ทันไห้หายใจ ‘ไอ้หนุ่มนั้นใคร?’ ทั้งยังถูกขอร้อง ‘เป็นไปได้ไหมถ้าให้เลิกคบหา?’ ”
“งง...อีสาวงงไปไม่น้อยกว่าสองขณะ!”
“และดูเหมือนมันจะงงขึ้นไปอีกเมื่อพ่อมันให้เหตุผลว่าสาเหตุที่ต้องขอแบบนี้เป็นเพราะไม่ชอบที่ไอ้หนุ่มมีลักษณะเหมือนพวกรักแต่เฮฮา เจ้าชู้ไม่เอาไหน หรือไม่ก็ขี้เหล้าไปวันๆ”
“สรุปรวมแบบร่วมสมัยหน่อยคือ ‘พ่อไม่ปลื้ม’ ว่างั้น!”
“ไม่ห้ามก็เหมือนห้าม...คำขอนี้เหมือนฟ้าผ่าลงหัวกะไดในจังหวะที่จะก้าวขาขึ้น นอกจากงงแล้วอีสาวยังนิ่งอึ้ง ตะลึงไปพักใหญ่ แต่แล้ววูบหนึ่งมันก็คิดขึ้นได้ว่าต้องใช้อารยะขัดขืน มันว่าไม่ใช่ไม่รักหรือไม่นับถือพ่อ แต่กับเรื่องนี้มันขอสู้ มันอยากพิสูจน์ให้ดู มันหอบเอาเรื่องนี้ไปบอกไอ้หนุ่มเมื่อสามารถเจอกันอีกในเวลาต่อมา”
“ไอ้หนุ่มงงเหมือนกัน แต่ก็แบบเงียบๆ อย่างที่มันถนัด”
“มันเงียบเฉย มันไม่เสียใจเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ ไม่โมโหด้วยที่ถูกตัดสินจากภายนอก (เพราะมันคิดว่ามันเข้าใจอยู่ในความหวังดีที่พ่อมีต่อลูกสาว) จะว่าไป มันไม่อะไรทั้งสิ้น!.. รวมทั้งไม่ทำตามคำสั่ง”
“มันสองคนเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจแล้วหยิบยื่นไมตรีให้กันเหมือนเดิม”
“ฤดูฝนปีนี้และฤดูฝนต่อมาพวกมันยังมาช่วยหลวงพ่อขนทรายเข้าวัด”
“เพื่อนฝูงของมันก็เห็นว่ามันทั้งคู่ยังมางานบุญที่วัด แต่ที่เพื่อนมันไม่รู้ก็คือการที่พวกมันสองคนไม่ผ่านการเห็นชอบให้ร่วมคบหา และที่พ่อของอีสาวไม่รู้ก็คือพวกมันยังร่วมคบหา ไม่ใช่โกหกหรือบอกความจริงไม่หมด (อันนี้ขออนุญาตไม่เล่าแล้วกันว่าความจริงเป็นอย่างไร?) แต่เพราะอยากซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของหัวใจ อีสาวจึงต้องใช้เทคนิคสารพัดเพื่อให้เจอกันได้ตลอดมา”
“อย่างรู้เงื่อนไข และอย่างเข้าใจสถานการณ์พวกมันคบหากันเช่นนั้นอยู่นานสองนาน”
“จนเมื่อหลายฤดูฝนผ่าน อาจเพราะพวกมันคิดว่าพร้อมแล้ว หรือไม่ก็ไม่สามารถรอให้พร้อมไปกว่านี้ได้อีกแล้ว มันคิดกันว่าจะไปปลูกบ้านเล็กๆซักหลังอยู่ชายเขา”
“เป็นบ้านเล็กๆ ในสวนดอกไม้ตรงท้ายหมู่บ้านมีลำธารหนึ่งสายไหลผ่าน และมีพวกมันสองคนช่วยกันทำกิน”
“แต่จะบอกพ่อแม่มันอย่างไรถึงเรื่องนี้ นี่ซิ! คือสิ่งที่พวกมันกำลังวิตก”
“นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญ! แม้อีสาวจะบอกว่าสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นแล้ว แต่ไอ้หนุ่มนั้นดูเหมือนมันยังหวั่นอยู่ มันว่ามันยังจำได้ถึงคำสั่ง ซึ่งนอกจากมันไม่ทำตามแล้ววันนี้มันยังจะเดินทื่อๆเพื่อขอลูกสาวเขาไปอยู่ด้วยอีก ไม่ได้กลัว แต่มันเกรงว่าตอนเอาเรื่องนี้ไปบอก พ่อของอีสาวอาจคว้าปืนออกมาส่อง... ดีไม่ดีเรื่องมันจะจบไม่งาม”
นี่! ถ้าย้อนไปเป็นนิยายยุคผักบุ้งเต็มคลองได้ ก็คงได้ประมาณนี้
เพียงแต่นั่นมันสมัยนั้น... นี่มันสมัยนี้!
ตั้งแต่วันแรกที่เห็นหน้ากันจนถึงวันที่คิดทำร้านหนังสือนั้น หนุ่มกับโยรู้จักกันมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ปี และก็เป็น 6 ปีที่พวกเขาเรียนรู้โลกและเรียนรู้กันและกันในแบบที่กล่าวไปแล้ว (ในตอนที่แล้ว)
6 ปีที่ว่าอาจดูดี ทั้งยังมีความชวนฝันอยู่ก็ไม่น้อย แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือมันหาเป็นอย่างนั้นทั้งหมด
วันที่โยรับปริญญานั้นเป็นวันเดียวที่หนุ่มได้เจอคุณพ่อคุณแม่ของโย และก็เป็นวันนี้นี่แหละที่เมื่อกลับถึงบ้านโยถูกขอ “ไม่ให้คบกับหนุ่ม”
สาเหตุหรือ?
เหตุผลตามคำบอกเล่านั้นได้ความว่าเพราะหนุ่มมีลักษณะไม่น่าประทับใจ การที่เขาไว้ผมยาว แก้มตอบ และริมฝีปากดำ (ซึ่งสมัยนั้นหนุ่มไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร? บางคนว่าเพราะเลือดเขาไม่ดี บ้างว่าเพราะสูบบุหรี่ บ้างไปไกลถึงขนาดบอกว่าเพราะเขาแอบสูบยากันยุง ความจริงคือไม่ทั้งนั้น! เขาไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ยากันยุงนั้นให้จุดยังไม่จุดเลย) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้หนุ่มถูกด่วนสรุปด้วยข้อหาที่เขาเองยังตกใจ “เพลย์บอย!”
คุณพ่อของโยบอกว่าไม่ชอบที่หนุ่มมีลักษณะเหมือนพวกเพลย์บอย และก็อยากให้โยเลิกรู้จัก
โชคดี...ที่วันนั้นพวกเขาไม่ทำตาม (ไม่งั้นป่านนี้ก็ไม่ต้องมีร้านหนังสือเดินทางแล้ว!)
ไม่ได้ไม่เคารพ หรือไม่รักพ่อแต่เหมือนสถานการณ์บังคับให้พวกเขาต้องทำอย่างนั้น
หนุ่มเองไม่เคยถามโยเหมือนกัน ว่าชั่วขณะที่คิดฝ่าฝืนคำสั่งนั้นมีเหตุผลอะไร?
แต่เขาเอง...จากจุดที่แต่ละคนยืนอยู่ เขาว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นโดยมีความหวังดีและความห่วงใยเป็นพื้นฐาน พ่อก็ต้องเป็นห่วงลูก เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง แต่ละคนต่างมีเหตุผลของตัว เขาว่าบางทีโยก็ต้องซื่อสัตย์กับความรู้สึกของเธอ
พวกเขาเลยคบหากันแบบนั้น
ไปไหนมาไหนด้วยกันในแบบที่เพื่อนฝูงรู้ แต่ที่บ้านโยไม่รู้ (ทำได้อย่างไรนั้นขอสงวนไว้เป็นความลับสำหรับโย!)
หลายปีต่อมาก็เป็นเช่นนั้น
เจอกันทุกวันแต่ก็ต้องรอบคอบกับสถานการณ์มากขึ้น ตอนที่ทำงานอยู่แถวถนนวิทยุพวกเขากินข้าวด้วยกันทุกเที่ยง (เพราะออฟฟิศอยู่ใกล้กัน) แต่ถึงอย่างนั้นหนุ่มก็ยังอยู่ในพื้นที่ดำมืด อยู่ในพื้นที่ดำมืดจนเพื่อนฝรั่งของโยบางคนถึงกับบอกว่าหนุ่มนั้นเหมือนกับตัว X ในสมการไม่ทราบค่า
จะว่าไม่มีก็มีอยู่ พอจะบอกว่ามีก็ยังเปิดเผยไม่ได้ – ต้องพิสูจน์ค่าก่อน
จนมาถึงวันนี้...วันที่พวกเขาคิดทำร้านหนังสือเดินทางก็เหมือนกัน!
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่มีผลต่อการก่อเกิดของร้าน
หากเป็นร้านในระบบหุ้นส่วน เฟรนไชส์ก็ว่าไปอย่าง แต่เมื่อเป็นการไปขอลูกสาวเขามาร่วมชะตาด้วย (ซึ่งคล้ายได้รับคำตอบมาแล้วหนึ่งครั้ง) หนุ่มเลยรู้สึกว่ามันต้องคิดกันหน่อย
แม้โยจะบอกว่าสถานการณ์นั้นดีขึ้นแล้ว (ซึ่งต่อมาก็ดีขึ้นแล้วจริงๆ และก็ดีมากด้วย) แต่หนุ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ยังคงบีบหัวใจไม่น้อย
มันเป็นอุปสรรคหรือ? เขาคิดว่าไม่ เพียงแต่เขายังคิดไม่ออกว่าหากคำตอบยังเหมือนเดิมจะทำอย่างไร?
หรือว่านี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เมื่อผ่านไปได้ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว?

