งูก็มี ขโมยก็มา!

1.

งูตัวเล็ก สีเขียวคล้ำยาวแค่คืบกว่าๆหล่นลงมาจากต้นไทรหน้าร้านโรตีมะตะบะ
               
หล่นมาแล้วมันคงตกใจคน ตกใจรถยนต์มันเลยไปหลบอยู่หลังแผงใส่โปสการ์ดตรงหน้าร้านหนังสือที่อยู่ใกล้ๆมันหลบอยู่นานแค่ไหนไม่มีใครรู้ มารู้เอาก็ต่อเมื่อถึงเวลาปิดร้านมันติดมากับแผงโปสการ์ดตอนที่ถูกยกเข้าข้างใน
               
เมื่อเข้าข้างในนั้นปรากฏว่ามันหล่นแปะลงกับพื้น
 
และแวบเดียวมันก็หายเข้าไปในซอกหนึ่งของชั้นหนังสือ และนับจากนาทีนั้นเองการรื้อหนังสือรอบดึกก็เกิดขึ้น
               
งูในร้านหนังสือ หือ!..ใครจะคิด
               
รื้อตู้เก็บของชั้นใต้สุดแล้วก็หาไม่เจอ รื้อหนังสืออีกชั้นแล้วก็ไม่เห็นหาง ใจนั้นพยายามเชื่อว่าก็แค่งูเขียวธรรมดาแต่กระนั้นมันก็ไม่ควรอยู่ในนี้  สุดท้ายเลยต้องรื้อหนังสือยกแผง ทว่ามันอยู่ไหนหล่ะ นี่ก็ห้าทุ่มแล้วนะ ถึงตอนนี้ใครคนหนึ่งจำต้องขอกลับก่อนเพราะพรุ่งนี้มีงานเช้า ขณะที่อีกคนทนรื้ออยู่จนเที่ยงคืนกว่าแล้วจึงยอม ไม่ใช่เรื่องเลยแท้ๆ
               
แล้วหนึ่งปีก็ผ่านไป
               
บางทีการจะวัดว่าเวลาผ่านไปเร็วแค่ไหนอาจพอวัดได้ด้วยขนาดของหนึ่งงูเขียว หลังจากที่หามันไม่เจอในคืนนั้น ด้วยมีเรื่องให้รับมืออยู่ทุกวันปรากฏว่าไม่นานหนุ่มกับโยก็ลืมว่ามีมันอยู่ ตอนที่มันโผล่มาอีกทีเหลือเชื่อว่าเวลาผ่านไปแล้วไม่ต่ำกว่าปีหนึ่ง และถึงตอนนี้จากแค่คืบนิดๆมันก็กลายเป็นงูหนุ่มยาวราวครึ่งวา
               
และมันก็หามีมารยาทไม่
               
วันที่ออกมา จู่ๆมันก็พรวดออกมาจากชั้นหนังสือด้านหนึ่ง นั่นทำให้ลูกค้าซึ่งกำลังดูหนังสืออยู่คนหนึ่งส่งเสียงร้องว้าย ส่วนมันก็แวบหายเข้าไปใต้ตู้เย็นส่วนโยนั้นก็ขึ้นไปนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์เรียบร้อยแล้ว
 
“หนุ่ม! มีงูอยู่หลังตู้”โยรีบบอก
 
ตอนที่ได้ยินหนุ่มเองไม่อยากจะเชื่อ ที่ไม่เชื่อเพราะรู้อยู่ว่าถ้ามีงูจริงปัญหาก็กำลังตามมา ทว่าวินาทีต่อมาก็มีตัวให้เห็นเป็นๆ ไม่นานหนูซึ่งอยู่หลังตู้ในเคาน์เตอร์ก็พลันวิ่งกันกระจาย จากนั้นสายลำโพงที่ต่อขึ้นชั้นสองก็ไหวๆ แล้วจากซอกตู้เล็กๆเจ้าตัวสีเขียวก็ค่อยๆโผล่ขึ้นไปส่ายหัวอยู่บนชั้นบนสุดของชั้นหนังสือ หนังใต้ท้องของมันนั้นขาวสะอาด จากที่เคยเขียวเข้มตอนนี้เกล็ดของมันก็กลายเป็นสีเขียวอ่อน เห็นได้ชัดว่ามันไม่เคยเจอแดดมานานแล้วแน่นอน
 
แล้วจะจับมันหรือ?
 
ใช่!..คำตอบคือต้องจับมัน งูเขียวตามมุมหลังคาบ้านยังทำให้หลายคนนอนไม่หลับ แล้วนี่นับประสาอะไรกับงูในที่แบบนี้ ยิ่งดูมันไม่กลัวอะไรเสียด้วยเดี๋ยวบ่ายๆคนมากเข้าคงมีคนหัวใจวาย แต่ก็นั่นแหละ...แล้วใครจะเป็นคนจับ
               
“มีงูอยู่ในร้านวะพี่”เมื่อนึกถึงคราวที่หากันเที่ยงคืนกว่าแล้วยังไม่เจอ หนุ่มก็เอ่ยขึ้นกับ Smith ซึ่งวันนั้นเดินเข้าร้านมาพอดี
               
“โทรไปหาหน่วย---ซิ! วันก่อนมีตัว---ไปมุดท่อที่ OPEN เขายังมาจับให้เลย” Smith แนะนำ ช่องว่างแรกนั้นเขาหมายถึงหน่วยฉก.อะไรสักอย่าง ส่วนช่องว่างที่สองเขาหมายถึงตัวเงินตัวทองซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยมุดท่อจะโผล่ขึ้นไปยังสำนักงานของนิตยสาร OPEN ให้ได้เสียอย่างงั้น
 
ซึ่งโยก็โทรไป และหน่วยฉก.ที่ว่าก็มา
 
แต่การณ์กลายเป็นว่าหน่วยดังกล่าวถนัดจับแต่งูที่อยู่เฉยๆ เมื่องูในร้านหนังสือแสนจะปราดเปรียวแถมซ่อนอยู่หลืบไหนก็ไม่รู้พวกเขาก็ถอย หนุ่มกับโย และ Smith จึงต้องคิดหาวิธีกันเอง   
               
เมื่อต้องพึ่งตัวเองหนุ่มเลยไปรื้อตู้ใต้บันไดแล้วได้ไม้เบสบอลมาอันหนึ่งซึ่ง Smith ก็เอาไปถือไว้
 
ส่วนเขาได้ไม้เท่านิ้วชี้แต่ยาวเกือบสองเมตรแถมมีตะขอเล็กๆอยู่ตรงปลายซึ่งปกติเอาไว้สอยเสื้อยืดที่แขวนอยู่ลงมาขาย เมื่อไม้พร้อมก็เริ่มได้ หนุ่มอยู่ในเคาร์เตอร์ Smith ยืนประชิดชั้นหนังสือ ส่วนโยก็ไปพลิกป้ายเล็กๆเพื่อขอปิดร้านชั่วคราว
 
แล้วพวกเขาก็เริ่มต้นด้วยการช่วยกันกระทุ้งตู้ชั้นล่างๆที่หลังจากโผล่มาให้เห็นหนึ่งครั้งงูมันก็ลงไปซ่อนอยู่อีก ความตั้งใจคือโผล่มาเมื่อไหร่จะไล่มันออกนอกร้านซึ่งก็กระทุ้งกันนานทีเดียวกว่าจะเห็นผล ตอนที่สายลำโพงสั่นไหวอีกที Smith ขึ้นไปชะโงกดูก็พบว่าหัวของมันแนบอยู่กับซอกผนังใกล้ๆวิทยุ “สงสัยมันชอบดนตรีแจ๊สวะ เปิดดังๆอีก เปิดดังๆอีก” Smith บอก   
 
ซึ่งงูตัวนี้ก็แปลก เมื่อเห็นคนมันก็หาย แต่พอถูกรบกวนมันก็มานิ่งอยู่ในซอกใกล้ๆวิทยุเสียทุกครั้ง คราวหนึ่งถูกกระทุ้งดังๆเข้ามันก็ไต่สายลำโพงขึ้นไปยังชั้นสองและทำท่าจะเลื้อยเข้าไปในห้องเล็กๆด้านหลังที่หนุ่มใช้นอน โชคดีที่ไปดักไว้ทันมันเลยทิ้งตัวลงมาบนเคาน์เตอร์ดังอั๊ก นอนจุกอยู่แป๊บนึงแล้วก็หายไปหลังตู้หนังสือเหมือนเดิมครั้นพอถูกกระทุ้งเข้าก็มานิ่งอยู่ในซอกใกล้ๆวิทยุที่กำลังเปิดเพลงแจ๊สอีก
 
เป็นอยู่อย่างนี้ตั้งหลายรอบ กระทุ้งหายๆ แล้วก็มาซุกอยู่ใกล้วิทยุ เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่สามารถไล่มันออกนอกร้านได้ ถึงตอนนี้ก็ต้องทำบาปเสียแล้ว
 
ไม่คิดจะทำก็ต้องทำ เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วหนุ่มก็เอื้อมไปหยิบขดเชือกป่านซึ่งปกติเอาไว้ผูกกรอบรูปขายอยู่นอกร้านแล้วตัดมาหนึ่งศอก เขาทำบ่วงเล็กๆแล้วผูกไว้กับตะขอปลายไม้ที่ถืออยู่ แอบเอานิ้วแหย่เข้าไปแล้วกระตุกดูสามรอบว่าบ่วงทำงานไหม จากนั้นก็ยื่นปลายไม้มาตรงซอกระหว่างฝาผนังกับวิทยุฝั่งที่อยู่ในเคาน์เตอร์ ส่วนเขาก็ออกไปยืนอยู่ใกล้ชั้นหนังสืออีกฟาก ยืนเฉยๆไม่บอกโยกับ Smith ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไร  
               
เพราะเขากระทุ้งอยู่ด้านใน ส่วน Smith ก็กระทุ้งอยู่อีกฟากงูมันคงไม่รู้จะไปทางไหนดี ขึ้นข้างบนเดี๋ยวก็โดนไล่ลงมาอีก หนุ่มคิดว่าหากเขาแกล้งหลบไปเสียสักข้างมันคงออกมา ซึ่งก็ปรากฏว่าจริง
               
เมื่อไม่เห็นหนุ่มแล้วไม่นานมันก็เคลื่อนไหว ทว่าแค่มันโผล่ออกมาได้ราวสองนิ้วเท่านั้นหนุ่มก็พลันตวัดปลายไม้ทันที ซึ่งก็ลากเอามันครูดออกมาจากซอกในพริบตา ด้วยตกใจอยู่เหมือนกันที่งูติดออกมาจริงๆจากผนังด้านนี้หนุ่มฟาดปลายไม้ลงบนชั้นหนังสืออีกฟาก จากนั้นจึงฟาดลงกับพื้น
 
ถึงตอนนี้งูมันก็ลงไปบิดเป็นเกลียวแล้ว คอที่ห้อยอยู่กับบ่วงนั้นพับไปข้างๆ ขณะที่ลิ้นสองแฉกก็ออกมาจุกอยู่ตรงมุมปาก
 
“พี่! มาช่วยตีหน่อย”ในเสี้ยววินาทีนั้นหนุ่มร้องเรียก Smith
         
แต่ตอนนี้ทั้งโยทั้ง Smith กลับยืนอยู่นอกร้าน พวกเขาพรวดออกไปกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้และมีท่าว่าจะไม่กลับเข้ามาง่ายๆด้วยหนุ่มจึงต้องลงมือเอง เรื่องเลยจำต้องจบด้วยบาปกรรม ซึ่งการทำบาปทำกรรมกับมันในครั้งนี้แม้จะไม่ค่อยเกี่ยวแต่ถ้าจะโยงเข้ากับเรื่องร้านหนังสือก็พอจะโยงได้สักอย่างสองอย่างอยู่
 
หนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมองได้ว่าโหดร้ายแต่บางครั้งหากอยากสบายใจก็ต้องทำ ใครจะคิดเล่าว่าคุณสมบัติหนึ่งในการทำร้านหนังสือคือการที่ต้องจับงูให้ได้
 
และสองก็ยังดีที่งูนั้นยังพอจับได้
 
เพราะสิ่งหนึ่งที่ต่อมาหากจับได้น่าจะดีมากนั่นก็คือคน...คนขโมยหนังสือ
 
2.
 
ยกเอาคำของนักเขียนมาไว้สักหน่อย จอร์จ ออเวลล์ (George Orwell) พูดเอาไว้ว่าร้านหนังสือเป็นสถานที่หนึ่งที่เราเดินเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักกะตังก์
 
จริงแล้วไม่ต้องให้นักเขียนเมืองนอกพูดก็ได้เพราะเมืองไทยเราก็เป็นอย่างนั้นทว่าในเรื่องเดียวกันเดินเข้าไปแล้วร้านหนังสือต่างบ้านต่างเมืองบางร้านกลับมีป้ายเขียนไว้ว่า“You can browse but you can not read.”
 
การเปิดดูแบบเผินๆ-Browse กับการอ่านอย่างเอาจริงเอาจัง-Read นั้นมีความหมายใกล้และไกลกันนิดเดียวทว่าผลของมันกลับต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในมุมของคนซื้ออาจไม่เข้าใจ แต่ในมุมของคนขายนี่ก็น่าเห็นใจ หนุ่มมาทั้งเข้าใจ เห็นใจและทำใจได้เอาก็เมื่อมาเปิดร้านหนังสือ ทำความรู้จักชุมชนบนถนนพระอาทิตย์กันมากขึ้นอีกนิดเป็นไร
 
“ร้านหนังสือเดินทาง” กับ“ถนนอาทิตย์” นั้นอันที่จริงถือว่าเข้ากันได้ดีทีเดียว
 
เพราะอยู่บนถนนพระอาทิตย์ร้านหนังสือเดินทางเลยน่าสนใจมากขึ้น หรือเพราะมีร้านหนังสือเดินทางถนนพระอาทิตย์เลยคึกคักมากขึ้นอย่าเพิ่งไปถามเลย เพียงแต่หากคิดว่าก่อนที่ถนนเส้นหนึ่งจะกลายเป็นถนนของคนกลางคืนไปเสียหมดการที่มีร้านหนังสืออยู่บ้าง เท่านี้ก็ดูจะเหมาะสมแล้ว
 
แต่ก็อีก เมื่อมีแล้ว เมื่ออยู่ตรงนั้นแล้ว ยัง...สิ่งที่โหมเข้าใส่ร้านหนังสือเดินทางนั้นยังไม่หมด ขณะที่ธุรกิจหนังสือก็ต้องรีบพยายามเข้าใจ เงื่อนไขในวิถีชีวิตก็ต้องทำใจรับ แม้จะมีหลายอย่างที่น่ารักแต่ถนนพระอาทิตย์ก็เผยให้เห็นหลายมุมที่น่าชัง
 
ในอารมณ์ของการเป็นถนนวัฒนธรรม ซึ่งคงต้องกล่าวว่าเป็นวัฒนธรรมที่เก่ากับใหม่รวมกันเมื่อบวกกับทำเลที่ตั้งแล้วนั้นความจริงถนนพระอาทิตย์หาได้มีอะไรบกพร่อง
 
บันทึกไว้อีกนิดก็ดี ช่วง 2545-2548 ซึ่งเป็นสี่ปีที่ร้านหนังสือเดินทางอยู่บนถนนพระอาทิตย์นั้น ในแง่ความหลากหลายของกิจกรรมอาจกล่าวได้ว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ถนนเส้นนี้มีอะไรให้ทำมากที่สุดแล้ว
 
ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เพราะร้านหนังสือเดินทางอยู่ตรงนั้น แต่ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะวันนั้นถนนพระอาทิตย์มีและไม่มีหลายสิ่งอย่างที่มีและไม่มีในวันนี้
 
ในแง่ของร้านรวงข้างทางช่วงปี 2545 ถนนพระอาทิตย์ยังไม่มีร้านสะดวกซื้อเลย ทว่ากลับมีร้านดอกไม้ ทั้งร้านดอกไม้จริงและดอกไม้จันทร์ ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อ “ร้านก๋วยเตี๋ยวแม่” ก็ยังอยู่ แน่นอน! สำหรับมื้ออาหารในย่านเก่าสักมื้อแม้ร้าน “โรตีมะตะบะ” เจ้าดัง และร้าน “ครัวนพรัตน์” ซึ่งต้มยำขาหมูอร่อยเสียจนนักเขียนคนหนึ่งซึ่งเงื่อนไขทางศาสนาทำให้เขาไม่สามารถรับประทานอาหารชนิดนี้ได้บอกว่าอร่อยเสียจนเขาอยากลองซดน้ำจะเป็นไฮไลต์หลัก แต่วันนั้นติดกับสำนักงานของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการถนนพระอาทิตย์ยังมีร้าน “108พระอาทิตย์” ร้านอาหารสำหรับคนวัยทำงานที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และใกล้กันสำหรับคนในแวดวงศิลปินและนักเขียน แกลเลอรี่ประหลาดโลกที่กลางวันขายข้าวแกงปักษ์ใต้แต่กลางคืนกลายเป็นที่แสดงงานศิลปะและที่พบปะของพวกเขาอย่าง “ร้านเจน” หรือที่มีชื่อเป็นทางการว่า“Jan’s Art Cafe”  ก็เป็นที่เล็กๆที่รวมศิลปินและนักเขียนรุ่นใหญ่ทั้งหลายมาไว้ได้มากที่สุดแล้ว ณ ที่แห่งนี้ในช่วงเวลานั้นพวกเขามักมาพบกันแทบทุกศุกร์จนพิบูลศักดิ์ ละครพล เคยแอบแซวว่าเป็นศุกร์แห่งชาติ ทุกเดือนจะมีงานศิลปะชิ้นใหม่มาแสดงเสมอโดยมีศิลปินอาวุโสผู้หนึ่งเป็นคนจัดคิวให้ และทุกปีถึงสิ้นปีเมื่อไหร่พวกเขาจะร่วมแจมศิลปะกันโดยให้ทุกคนเอางานมาร่วมคนละชิ้น ซึ่งกิจกรรมหลังนี้ถือได้ว่าน่ารักมากและเหมาะอย่างยิ่งที่แกลเลอรี่อื่นๆทั้งหลายจะเอาไปทำตาม
 
ในอารมณ์ของผู้ที่ไม่ใช่ขาดื่มและคนกลางคืนคงต้องบันทึกไว้ด้วยว่าพ.ศ.นั้น “ร้านต้นโพธิ์”ร้าน อาหารไทยรสถึงยังมีอยู่บนถนนพระอาทิตย์ และก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ปัญญาชนอาวุโสและคนหนังสือพิมพ์หลายคนมักมาใช้เวลากับมื้อค่ำ และถึงตรงนี้ก็คงต้องบันทึกไว้อีกเช่นกันว่าแม้ไม่ดื่มไม่กินอะไรแค่มานั่งเล่นเดินเล่น ทำเท่านี้ วันนั้นพระอาทิตย์ก็เป็นถนนที่น่าสนใจ
 
ช่วงสามสี่ปีนั้นงานปิดถนนยังมีอยู่ และถึงไม่มีการปิดถนนแต่หลายคนก็มาเพื่อจะดูลำพูต้นสุดท้าย  ในสวนสันติชัยปราการนั้นบางเช้าของฤดูฝนถือร่มออกไปยังอาจได้เห็นแมลงเม่าฝูงใหญ่บินขึ้นจากจอมปลวกซึ่งซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ริมแม่น้ำ และหากมาตอนเย็นใกล้ค่ำก็พอได้ตื่นตากับลานเต้นแอโรบิคขนาดใหญ่ วง Hip Hop ของวัยรุ่นวงJuggling ของนักเดินทางต่างแดน วงดนตรีไทยดั้งเดิมของย่านบางลำพู และวันดีคืนดีหากมาในวันที่มีกิจกรรมเพื่อสังคมก็อาจทันได้ดูนักดนตรีอย่างปู-แบล็คเฮด โอฬาร พรหมใจ แจมกีตาร์กับนักดนตรีคนพิการ ซึ่งเวทีเดียวกันนั้นมีมาโนช พุฒตาล เป็นพิธีกร และชาย เมืองสิงห์ ก็เพิ่งลงไปจากเวที
 
หากเรียกสิ่งนี้ว่าวัฒนธรรม ความเป็นไปของถนนพระอาทิตย์ในช่วงพ.ศ.นั้นเป็นไปลักษณะนี้
 
แน่นอน...ถึงวันนี้แม้หลายสิ่งยังมีอยู่ ทว่าหลายอย่างก็จากไปแล้ว ร้านหนังสือเดินทางนั้นไม่อยู่แล้ว ร้านก๋วยเตี๋ยวแม่ย้ายไปก่อนแล้ว ร้านดอกไม้จริงปิดไปนานแล้ว ร้านดอกไม้จันทร์กลายเป็นผับวัยรุ่นไปแล้ว เมื่อพี่เจน-เจ้าของร้านเจนในภาคกลางคืนได้กลับไปอยู่ภาคใต้ซึ่งดูจะเกิดขึ้นหลังจากที่พี่วุฒิ พี่ชายของแกซึ่งทำหน้าที่หลักในการดูแลร้านได้จากไป ร้าน Jan’s Art Cafe ก็ดูจะยุติไปแล้ว
 
ที่เหลือเชื่อกว่านั้นอีกก็คือร้านที่อยู่มานานมากอย่างร้านต้นโพธิ์ก็ไม่มีแล้วเช่นกัน แกงขี้เหล็กปลาย่างนั้นกลายเป็นสิ่งที่หากินได้ยากมากแล้วในเมืองหลวง เมื่อถนนพระอาทิตย์เปลี่ยนไปเช่นนี้ หากเรายอมรับว่าสังคมดีจำต้องมีความหลากหลาย วันที่อยู่กันพร้อมหน้าจึงกล่าวได้ว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ดูดีมากทีเดียว และในสายตาของคนนอกก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะคิดว่าคนที่อยู่ตรงนั้นน่าจะมีความสุขมากทีเดียว น่าจะมีความสุขจนครั้งที่มาทำกิจกรรมในสวนสันติชัยปราการ ดาราสาวใหญ่อดีตคนใกล้ตัวของร็อคมือขวายังเคยเดินเข้ามาในร้านหนังสือเดินทางแล้วถามขึ้นว่า “ทำร้านหนังสือนี่ดูมีความสุขจังเลยนะคะ” ประมาณนั้นเลย
         
เอ้า...เมื่อสิ่งต่างๆดูจะส่งและเสริมกันดี ถ้าอย่างนั้นถนนพระอาทิตย์เอามุมน่าชังมาจากไหน ถ้าอย่างนั้น  วันนั้นพ่อหนุ่มกล่าวได้อย่างไรว่าพระอาทิตย์มีบางด้านที่ไม่ค่อยดี ถึงตรงนี้ก็มีมุมให้แย้ง
 
เกี่ยวกับมุมไม่น่ารักของถนนพระอาทิตย์นั้นความจริงไม่มีใครคิดหรอกว่ามันจะมี หนุ่มกับโยก็ไม่คิดเหมือนกัน ทว่าเมื่ออยู่ตรงนั้นทุกวัน และอยู่ในสถานะร้านหนังสือนั้นเมื่อประตูร้านเปิดแล้วหลายเหตุการณ์ก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มกลายเป็นฝ่ายถูกเลือก ถูกเลือกในลักษณะที่จอร์จ ออเวลล์ กล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน
 
จากน้อยไปมาก ไม่แน่ว่าสัญญาณบางอย่างอาจพยายามเตือนแล้วแต่เราพลาดเองที่คิดไปว่าโลกนี้สวยงามเสมอกับการยืนยันว่าร้านหนังสือเป็นที่ๆใครเข้ามาก็ได้สองทุ่มกว่าของคืนหนึ่งมีชายคนหนึ่งเดินๆหยุดๆ จากนั้นจึงผลักประตูเข้ามาแล้วก็ถามขึ้นว่า “มีเหล้าขาวขายไหม?”
 
เหล้าขาวกับร้านหนังสือนั้นเหลือเชื่อพอๆกับงูในร้านหนังสือเลย  แต่จะว่าไปนี่ก็ไม่ต่างอะไรกับใครหลายคนที่เดินเข้ามาเพราะคิดว่าที่นี่รับทำพาสปอร์ตและขอวีซ่า เจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศในย่านนั้นบางคนยังเคยเข้ามาเพื่อหาข้าวผัดเสียด้วยซ้ำ   เมื่อยกเอาการเข้าใจผิดเช่นนี้เป็นเหตุผลที่สุดแล้วหนุ่มกับโยก็ไม่เคยเฉลียวใจเลยถึงอะไรที่ร้ายแรงกว่า แม้แต่คนที่เข้ามาเพื่อฆ่าเวลาเฉยๆก็เถอะ หนุ่มเองกลับคิดไปว่าไหนๆไฟก็เปิดแล้ว แอร์ก็เปิดแล้ว และสังเกตเถอะร้านไหนที่คนเยอะคนก็จะยิ่งเยอะ เพราะฉะนั้นมีคนอยู่ในร้านจึงดีกว่าไม่มีคน
 
บางครั้งแม้สถานการณ์ทำท่าจะไม่ชอบกลแล้วพวกเขาก็ยังมองโลกแบบนี้อยู่ดี อีกครั้งเหตุการณ์ใกล้เคียงกันจะต่างก็เพียงเวลา วันหนึ่งผู้ชายเมาๆอีกคนเดินตามหญิงสาวต่างชาติแต่งตัวดีคู่หนึ่งเข้ามา มาถึงก็พูดขึ้นว่า “เจ๊! ขอตังก์ 10 บาทได้ไหม”
 
ครั้งนั้นตอนที่ชายดังกล่าวเอ่ยปากพูดกลิ่นเครื่องดื่มส่งกลิ่นฟุ้ง ฟุ้งจนหลายคนผงะหงายเขาไม่อ้อมค้อมไม่นอบน้อมและไม่ดูด้วยซ้ำว่าหญิงสาวทั้งสองฟังภาษาไทยไม่เข้าใจ
               
“เจ๊! ขอตังก์ 10 บาท” เมื่อไร้การตอบสนองเขาก็พูดขึ้นอีก พูดจบก็เข้าประชิดหญิงสาวทั้งคู่มากกว่าเดิม
               
“ไม่เอาน่าพี่ ออกไปเถอะ!” ถึงตอนนี้หนุ่มเลยต้องแทรกขึ้นมา
               
“งั้นขอ 5 บาทได้มั้ยแก?” ทว่านั่นกลับทำให้เขาเปลี่ยนเป้าหมาย
               
“ไม่เอาน่าพี่ ออกไปเถอะ” หนุ่มยืนยัน
 
“ไม่เอาน่าๆ” ชายดังกล่าวล้อเสียง
 
“ไม่ถูกรางวัลที่หนึ่งบ้างก็แล้วไป” ชายคนเดิมว่า ว่าจบก็เดินออกไปและก็เดินออกไปด้วยท่าทางเมาๆเหมือนตอนที่เข้ามา ไม่มีปัญหาน่า...ไม่มีปัญหา เกี่ยวกับเรื่องคนนี้แม้บางครั้งทำท่าจะแย่แล้วแต่หนุ่มก็ไม่เคยเลยจริงๆที่จะคิดว่ามันเป็นปัญหา นั่นอาจเพราะหนึ่งจะถือสาอะไรกับคนเมา และสองนี่มันร้านหนังสือนะหากไม่ซื้อหนังสือแล้วมีเหตุผลอะไรอีกที่คนเขาจะเข้ามา จนวันหนึ่งมาถูกวิ่งราว และโดนมือดีใช้อุบายหลอกคนในร้านเข้า นั่นแหละ! จึงรู้ว่าตัวเองคิดผิดไปถนัด 
 
3.
 
เพราะไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น ตอนที่ถูกขโมยหนังสือเข้ากับตัวเองเป็นครั้งแรกนั้นหนุ่มปากสั่นใจสั่นเลยทีเดียว โยเองถึงกับน้ำไหลออกตาอีกครั้ง เธอว่า “ทำไมใจร้ายจัง เขาไม่รู้บ้างหรือว่าเรากำลังเจอกับอะไร”
 
จริงๆหากรู้ล่วงหน้า มันก็น่าเขียนป้ายบอกให้โจรรู้อยู่หรอกว่าเดือนนี้ยอดขายไม่พอค่าเช่านะ แถมคนทำร้านก็เหนื่อยจะแย่แล้วด้วย จะขโมยอะไร หยิบฉวยอะไรถามก่อนได้ไหม?
 
แต่ก็อย่างวิสัยโจร สนใจก็ไม่ใช่โจร อย่างดีมันคงคิดอยู่ว่า เอ้ย...นี่มันร้านเปิดใหม่ แถมคนทำร้านยังดูไร้พิษสงอีกต่างหาก เล่นมันเลยดีกว่า เอามันตอนที่ยังไม่ค่อยประสาและดูงงๆกับชีวิตนี่แหละรับรองสำเร็จ ซึ่งก็สำเร็จจริงๆ คนประเภทไหนกันที่ทำร้ายเราแบบนี้?
 
จากสิ่งที่หยิบฉวยเอาได้ข้างนอกจนถึงสิ่งที่อยู่ในร้าน และจากสิ่งที่ไม่ใช่หนังสือจนกระทั่งหนังสือ ก่อนจะเป็นอะไรก็ได้เท่าที่คิดหาวิธีได้และโอกาสอำนวย ในการทำความรู้จักกับคนประเภทนี้เห็นทีว่าควรเริ่มต้นด้วยกระติกใบหนึ่ง
 
กระติกใบที่ถูกใช้เป็นอุปกรณ์ในการขายชากาแฟ
 
ใช่...ร้อนและเย็น ร้านหนังสือเดินทางนั้นพอจะมีรายได้อีกทางจากการขายเครื่องดื่ม หิวขึ้นมาเคาน์เตอร์เล็กๆใต้บันไดก็กว้างพอที่จะทำแซนด์วิชชนิดที่เป็นขนมปังอบสองแผ่นสอดใส้ด้วยชีส ทูน่า หรือแฮมให้รองท้องได้  
 
กาแฟกับหนังสือและถนนพระอาทิตย์...ช่วงปีแรกๆแม้ลูกค้าใจร้อนบางคนจะบอกว่ากาแฟที่สั่งกินวันนี้นะเพราะคนทำยังไม่รู้เลยว่าจะสตีมนมให้เร็วควรทำอย่างไรนั้นทว่าบรรยากาศบนชั้นสองก็มีท่าว่าจะคึกคัก ใครหลายคนเริ่มเจอมุมประจำของเขา วันไหนฝนพรำได้กาแฟสักแก้วบวกเสียงเพลงเศร้าๆชายหนุ่มบางคนก็บอกว่าไม่อยากไปไหนแล้ว และที่ดูมีความหวังกว่านั้นอีกก็คือวันหยุดไหนที่อากาศร้อนจัดโอกาสที่ชาเย็นๆจะขายดีจนล้างแก้วไม่ทันก็เริ่มมีให้เห็น ตรงนี้เองที่เป็นความจำเป็นของกระติกใบนั้น
 
กระติกสีแดงใบใหญ่ใส่น้ำแข็งยูนิคหลอดเล็กไว้ใช้ได้สองวัน หนุ่มไปหามาหลังจากพบว่าการวิ่งไปซื้อน้ำแข็งทุบจากร้านชำวันละสามครั้งนั้นนอกจากน้ำแข็งดังกล่าวจะทำให้กาแฟจืดชืดเร็วแล้วยังสิ้นเปลืองกว่าด้วย
 
ทุกเช้าแค่เปิดบานเฟี้ยมออกแล้วเอาเงินใส่กระติกวางไว้ตรงประตู จากนั้นจะถูพื้น ไปซื้อของหรือทำอะไรก็ตามเมื่อถึงเวลาซาเล้งเจ้าประจำก็จะเอาน้ำแข็งมาเทแล้วหยิบเงินไป เมื่อมีกระติกดีๆสักใบเรื่องมันก็ง่ายปานนี้
 
ทว่าทำอย่างนั้นได้ไม่กี่วันปรากฏว่าเงินในกระติกหาย
 
วันหนึ่งก่อนที่เด็กส่งน้ำแข็งจะมาถึง และขณะที่คนในร้านไม่ได้สนใจมือดีจากไหนก็ไม่รู้มาเปิดกระติกแล้วหยิบเงินไปเฉย และที่ร้ายกว่าอีกก็คืออีกวันนั้นปรากฏว่าหายไปทั้งเงินหายไปทั้งกระติก  
 
วันที่กระติกหายหนุ่มได้แต่ยืนหันซ้ายหันขวาอยู่หน้าร้านและก็รำพึงอยู่ตรงนั้น “เออ! เป็นไปได้เว้ย”
 
สิ่งไหนที่เกิดขึ้นแล้วย่อมมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกฉันใด เมื่อเคยถูกขโมยแล้วก็ปรากฏว่ามีสิทธิโดนขโมยอีกฉันนั้น เสร็จจากโจรกระติกก็ถึงคิวของโจรแจกัน
 
อาทิตย์ละครั้ง ทุกคืนวันศุกร์มุมต่างๆของร้านหนังสือเดินทางนั้นจะสดชื่นขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าช่วงเสาร์อาทิตย์ด้วยดอกไม้  อาจจะเป็นกุหลาบสีสดหรือเยอร์บี่ร่า หรืออะไรก็ตามที่เธอชอบ คุ้มค่าเงิน และคิดว่ามันจะอยู่ได้ทั้งสัปดาห์ขากลับจากที่ทำงานโยจะแวะปากคลองตลาดแล้วหิ้วสิ่งนั้นมาลงแจกัน
 
บนโต๊ะกาแฟชั้นสอง ตรงกระจกห้องน้ำ ชั้นหนังสือด้านล่าง และก็โต๊ะหน้าร้านสองตัว ดอกไม้สดๆเรียกความสดใสและชวนมองเสมอ ตรงหน้าร้านนั้นเมื่อหาโต๊ะมาเพิ่ม และมีแผงโปสการ์ดมาลงมากกว่าเดิม  แถมแกล้งเขียนป้ายไว้หน่อยว่าโปสการ์ดบางอันขายลดราคาเพราะช่างภาพกำลังต้องการเงินไปเดินทางไกลก็ดูจะเรียกความสนใจจากนักเดินทางด้วยกันได้มากโข ด้วยอารมณ์ดอกไม้เช่นนี้และลูกแอบอ้อนเช่นนั้นไม่นานหน้าร้านเองก็เริ่มมีแรงชักชวนให้ใครหลายคนนั่งลงดื่มกาแฟสักแก้วอยู่โดยเฉพาะผู้ที่มีบุหรี่เป็นนิ้วที่สิบเอ็ด
 
แต่ก็อีก วันหนึ่งแจกันสีขาวบนโต๊ะหน้าร้านนั้นหาย!
 
และไม่แค่แจกันเท่านั้น ที่เขี่ยบุหรี่ก็หายเช่นกัน
 
เมื่อหายวันรุ่งขึ้นหนุ่มกับโยก็หามาใหม่ ทว่าก็หายอีก หายติดๆกันเกือบสิบวันเหมือนจงใจแกล้ง วันหนึ่งลูกค้าคนหนึ่งถึงกับทนไม่ได้ เมื่อไม่มีที่เขี่ยบุหรี่แล้วเธออุตสาห์เดินไปซื้อมาแถมเขียนป้ายเล็กๆติดไว้ “หวังว่าคงไม่หายอีกนะคะ” ทว่าวางไว้แค่ครึ่งวันเท่านั้นก็สาบสูญ
 
ราวกับโจรโรคจิต ขโมยแจกันนั้นพอเชื่อว่าอาจชอบดอกไม้ แต่ขโมยที่เขี่ยบุหรี่ไปร่วมสิบนี่ซิผิดเพี้ยนอะไรก็เกินคาดเดา หรือที่บ้านโจรมันสูบบุหรี่จัด?
 
กรณีที่เขี่ยบุหรี่นั้นยุติลงด้วยการทู่ซี้ไปซื้อมาตั้งไว้จนเบื่อกันไปข้างหนึ่ง ทว่าไม่นานก็โดนอีก
 
อาจคลาดเคลื่อนบ้างก็แค่เวลาแต่พฤติกรรมนั้นยังชัด คราวนี้ถึงคราวของหนังสือ ขโมยอะไรก็ขโมยเถอะแต่ขโมยหนังสือนี้ทำเอาหนุ่มกับโยถึงกับทรุดลงกับพื้นด้วยผิดหวัง มันก่อให้เกิดข้อขัดแย้งในความรู้สึกมหาศาล
 
วันละครั้ง บางวันก็หลายครั้ง แต่ไหนแต่ไรแล้วที่หนุ่มจัดหนังสือในร้านทุกวัน
 
จะวางมันตรงไหน วางอย่างไรให้ขายได้ รวมทั้งหนังสือบางเล่มจะวางขายหรือไม่
 
ขณะตัดสินใจด้านหนึ่งก็คิดว่าทำอย่างไรจึงจะให้คนเข้ามาแล้วรู้สึกได้ว่าเจอกับหนังสือดี ได้พบกับ “หนังสือเดินทาง” ในความหมายที่คิดฝัน ทุกวันในร้านหนังสือนั้นหนุ่มนึกถึงเงื่อนไขนี้เสมอและพยายามอยู่ที่จะไปให้ถึงตรงนั้น ทำร้านสวย จัดร้านน่ารัก เอาเข้าจริงเขายังรู้สึกกับมันน้อยกว่าทำร้านแล้วเพียบไปด้วยหนังสือดีๆมากนัก
 
การมีหนังสือดีๆอยู่ในร้านนั้นจะมีอะไรเสียอีกหากไม่ใช่ความเชื่อที่ว่าเมื่อมอบสิ่งดีให้กันก็น่าจะทำให้เจอกับคนดีๆ ซึ่งนั่นก็มีนัยประหวัดไปถึงการร่วมสร้างชุมชนที่ดีอยู่บ้าง
 
และในตัวมันเองก็ปรากฏว่าการเลือกและจัดหนังสือเองกับมือก็มีข้อดีหลายอย่างอยู่ นอกจากใครถามตอบได้มันยังทำให้รู้ว่าขณะนั้นมีหนังสือเรื่องนั้นอยู่กี่เล่ม เล่มไหนอยู่ตรงไหน ขายได้ไม่ได้มองไปปราดเดียวก็รู้ ซึ่งปีแรกตอนที่ยังทำงานประจำอยู่กลับถึงร้านทุกเย็นสิ่งแรกที่หนุ่มทำก็คือกวาดตาไปบนชั้นหนังสือนี่แหละ
 
ตรงไหนยุบก็หามาใส่ ชั้นไหนโล่งก็หามาเติมหากโล่งโดยไม่มีบันทึกว่าขายก็แสดงว่าหาย หรือไม่ก็ถูกวางผิดที่ แรกๆช่วงที่สถานการณ์ช่างน่าเป็นห่วงนั้นวันไหนขายหนังสือแพงๆได้สักเล่มก็ยิ้มกันไปทั้งวันทีเดียว และแน่นอนหากวันไหนหนังสือหายสักเล่มสองเล่มก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียว
 
เกี่ยวกับหนังสือหายนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เปิดมาหากยอมรับความจริงกันเสียหน่อยอันที่จริงหนังสือที่หาที่ไปไม่ได้นั้นพอมี ทว่าเมื่อมองโลกในแง่ดีเสียแล้วก็ไม่อยากนึกถึงถนนพระอาทิตย์ในแง่ร้าย ครั้นจะไล่บี้เอากับน้องที่เฝ้าร้านก็ใช่ที่ หายเล่มสองเล่มยังพอแกล้งลืมได้ ใจมาแตกสลายเอาก็เมื่อโดนวิ่งราวล็อตใหญ่เข้านี่แหละ
 
วันที่ถูกหวยเบอร์ใหญ่นั้นหนุ่มอยู่คนเดียว  เปิดร้านแล้วก็รอให้ใครก็ได้เข้ามาเหมือนเคย
 
ก่อนเที่ยงเห็นจะได้มีชายหนุ่มสวมหมวกแก๊ปทะมัดทะแมงคนหนึ่งเข้ามา มาถึงก็หันหน้าเข้าหาชั้นหนังสือเหมือนอยู่ในโลกของเขา เมื่อเป็นเช่นนี้หนุ่มเลยทำอย่างอื่นไปตามประสา รู้แค่ว่ามีลูกค้าอยู่ในร้านคนหนึ่งพอ การใส่ใจรายละเอียดอย่างอื่นนั้นดูไม่จำเป็น
 
หลังจากชายหนุ่มดังกล่าวเข้ามา ไม่นานก็มีปรากฏขึ้นอีกสองคน
 
คราวนี้เป็นนักเดินทางต่างแดน ทั้งคู่เข้ามาแล้วก็ขึ้นชั้นสอง ซึ่งครู่หนึ่งหนุ่มก็แวบไปถามว่าจะเอาอะไรไหม ทั้งคู่บอกอยากได้ชาร้อนคนละที่ลงมาแล้วหนุ่มเลยจัดการ เขากดน้ำร้อนใส่กา เอื้อมไปหยิบซองชาและเตรียมชุดน้ำตาล จากนั้นก็เปิดตู้เย็นหยิบนมมารินใส่โถเล็กๆเพราะชาหนึ่งในสองนั้นจำต้องมีนมสดเสริมรส
 
เมื่อทุกอย่างเสร็จ อุทาหรณ์จากกระติกกับแจกันเตือนให้หนุ่มเหลือบไปมองทั่วร้านหนึ่งครั้งเพื่อประเมินว่ามีใครจะเข้ามาอีกไหม ซึ่งก็ไม่มีเค้าว่าจะมีใครนอกจากชายหนุ่มคนเดิมที่ยังนั่งอยู่กับหนังสือเล่มหนึ่ง  และก็เหมือนยังดิ่งอยู่ในโลกของเขาเช่นเดิมเมื่อเป็นเช่นนี้หนุ่มเลยยกชาขึ้นมา
 
ชาร้อนๆสองกาบนถาดหนึ่งใบทำให้การเดินขึ้นบันไดแคบๆชันๆนั้นเชื่องช้าทีเดียว ทว่าแค่อีกไม่กี่ก้าวที่ชาจะถึงมือคนสั่งเท่านั้นหนุ่มก็ได้ยินเสียง
 
เป็นเสียงหนังสือบางเล่มหล่นจากชั้น เป็นเสียงเก้าอี้กระทบกัน และก็เป็นเสียงคนกระชากประตูจนกระดิ่งที่ห้อยอยู่นั้นดังสนั่นอย่างแรง
 
เมื่อเป็นเช่นนี้หนุ่มก็ไม่รออะไรแล้ว
 
เขาวางชาลงบนโต๊ะตัวหนึ่งก่อนอย่างเร่งรีบ กระฉอกก็ไม่สนใจ จากนั้นก็หันไปบอกนักเดินทางทั้งสองอย่างไวๆว่าเดี๋ยวฉันมา แล้วก็พรวดลงถึงชั้นล่างได้ในเสี้ยววินาที
 
ทว่านั่นก็สายไปแล้ว
 
บัดนี้ชายหนุ่มคนที่เคยนั่งอยู่หายไป และที่หายไปไม่ใช่แค่คนเท่านั้น หนังสือภาษาอังกฤษจำนวนหนึ่งก็เหมือนกัน ชั้นหนังสือที่มันเคยอยู่ได้กลายเป็นช่องโล่ง หนังสือที่เหลือเอียงกะเท่เร่ขณะที่บางเล่มก็กองอยู่กับพื้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก
 
ถึงตอนนี้ใจของหนุ่มก็เต้นขึ้นมาตึกๆ  มันเต้นตึกๆก่อนแล้วกลายเป็นชาวูบ เหงื่อเริ่มออกตรงฝ่ามือจากนั้นก็เบาหวิวราวร่างกายไม่มีเลือด ทั้งๆที่ถูกกระทำแต่ความรู้สึกมันเหมือนกับตอนขับรถไปชนเป็นครั้งแรกแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรยังไงยังงั้น
 
เท่าที่ทำได้ หนุ่มนึกขึ้นได้ว่าถ้าจะตามก็ต้องตามในวินาทีนี้ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาพุ่งออกไปนอกร้าน
 
เขาวิ่งไปทางร้านโรตีมะตะบะก่อนทว่าพอไปได้ไม่กี่ก้าวใจมันก็ถามขึ้นว่าแล้วถ้าโจรมันไปทางสี่แยกบางลำพูซึ่งอยู่อีกด้านหละ เท่านั้นเท้าก็ชะงักและเริ่มวิ่งไปทางสี่แยก แต่พอไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องสาวเท้ากลับอีกเมื่อคิดขึ้นว่าโจรมันก็สามารถวิ่งลงไปในสวนสันติชัยปราการแล้วตัดออกทางเดินริมแม่น้ำ
 
พอไอ้ครั้นจะข้ามถนนวิ่งลงไปริมน้ำก็มีข้อโต้แย้งว่าแล้วจะทิ้งร้านไปอย่างนี้หรือ ทิ้งไปอย่างนี้เดี๋ยวใครก็ไม่รู้เข้าไปอีก ไหนจะยังมีอีกสองคนนั่งอยู่บนชั้นสอง ถึงตอนนี้ก็เลยไม่สามารถไปไหนได้สักที่ ได้แต่ชักเท้าเข้าๆออกๆอยู่อย่างนั้นมันห่วงหน้าพะวงหลังและมีข้ออ้างไปเสียหมด
 
เมื่อรู้ว่าไม่สามารถทำอะไรได้ความหดหู่ก็เข้าเกาะกุม
 
เสียดายนั้นไม่เท่าเสียใจ หนุ่มกลับเข้าไปในร้านแล้วยืนมองรอยโหว่บนชั้นหนังสืออย่างยากทำใจรับ  ใจหนึ่งร่ำๆว่าอยากวิ่งตามไปอีกสักครั้ง แต่อีกใจก็ห้ามไว้ด้วยสายเกิน นานทีเดียวกว่าจะประกอบร่างให้กลับได้เหมือนเดิม
 
เมื่อขึ้นไปยกชาให้ลูกค้าเสร็จวันนั้นทั้งวันหนุ่มซุกอยู่หลังเคาน์เตอร์อย่างซึมเซา ที่หายไปเป็นไกด์บุ๊ค ประเทศต่างๆไม่ต่ำกว่าสี่เล่มรวมๆราคาแล้วก็เกือบสี่พัน เงินสี่พันนั้นปกติต้องขายหนังสือให้ได้วันละเกือบสองหมื่นจึงจะหาได้ซึ่งช่วงเวลานั้นมันทำอย่างนั้นได้เสียที่ไหน เมื่อหนังสือหายนอกจากไม่มีรายได้แล้วกลายเป็นว่าอยู่เฉยๆก็มีภาระให้ชดใช้ เมื่อไม่ได้คิดจะเอาเปรียบใครสิ่งที่น่าน้อยใจก็คือ...แล้วทำไมต้องซ้ำเติม
 
เย็นนั้นเมื่อกลับถึงร้าน รู้เรื่องเข้าโยเองก็อาการไม่ต่าง
 
ที่ทำได้ก็แค่ปลอบใจกันเอง กับหนังสือที่หายดูจากประเภทก็รู้แล้วว่าโจรมันไม่ได้เอาไปอ่านหรอก แต่เอาไปขาย เมื่อหนังสือยังใหม่เอี่ยมร้านหนังสือมือสองบนถนนข้าวสารซึ่งอยู่ไม่ไกลคงให้ได้หลายตังก์ เจอเข้าอีหรอบนี้หนุ่มกับโยก็ตระหนักแล้วว่าผิดเองที่ก่อนนี้มองไปบนถนนพระอาทิตย์แล้วเห็นแต่นักคิดนักเขียน ทั้งที่ปะปนอยู่นั้นยังมีคนอีกหลายประเภท และทั้งที่ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลยแต่พวกเขาก็ต้องยอมรับแล้วอีกเช่นกันว่าถ้าคิดว่าคนเข้าร้านหนังสือทุกคนเป็นคนดีไปเสียหมด ตอนนี้ก็ไม่ใช่แล้ว
 
แล้วจะทำอย่างไร  มันกลายเป็นว่ามีอีกเรื่องแล้วที่ต้องคิดซึ่งยิ่งคิดก็ปรากฏว่ายิ่งเห็นความไม่ชอบกลของธุรกิจร้านหนังสือ
 
หลังจากโดนขโมยเล่นงานเอาหนุ่มยังคงยืนยันและยินดีให้ใครก็ได้เข้ามาเหมือนเคย ทว่าเมื่อสายตาระแวดระวังมากขึ้นเขาก็พบว่าร้านหนังสือยังมีอีกหนึ่งจุดที่ชวนชอกช้ำ เมื่อให้หยิบอ่านเปิดอ่านได้นั้นปรากฏว่านักเดินทางต่างชาติต่างภาษาบางคนถึงกับนั่งลงแล้วจดเป็นหน้าๆ
 
ใช่!ไม่ได้เจ็บแล้วพาลหาเรื่อง ทว่าห้องสมุดยังมีค่าธรรมเนียมหรือค่าสมาชิก แต่สำหรับนักเดินทางบางรายทำราวกับไม่รู้เลยว่าร้านหนังสืออยู่ได้ด้วยอะไร หนังสือนั้นชิมได้ชมได้ก็จริงแต่หนุ่มแปลกใจทีเดียวที่พวกเขาบางคนไม่คิดเลยหรือว่าเมื่อจดเป็นหน้าๆเสียแล้วร้านหนังสือมันจะมีรายได้มาจากไหนอีก
 
เข้าไปในร้านอาหารนั้นมีหรือเปล่าที่สั่งมาชิมแล้วไม่จ่ายก็ได้ กิจกรรมของร้านอาหารคือการขายสิ่งที่อยู่บนจานฉันใด กิจกรรมของร้านหนังสือก็คือการขายสิ่งที่อยู่บนหน้ากระดาษฉันนั้นเมื่อพวกเขาบริโภคมันด้วยวิธีนี้เสียแล้วก็เท่ากับว่าร้านสูญเสียสาระสำคัญ
 
ที่น่าดูแคลนกว่านั้นก็คือบางคนไม่มีกระดาษกับปากกามายังกล้าที่จะขอและยืมเอาจากในร้านเฉย รู้อยู่ว่าอยากประหยัดแต่แม้ไม่ใช่นี่ก็ไม่ต่างอะไรแล้วจากขโมย เมื่อเป็นเช่นนี้หนุ่มก็เข้าใจแล้วว่าทำไมร้านหนังสือหลายร้านจึงไม่เคยแกะหนังสือที่วางขายอยู่ออกจากห่อพลาสติก เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมร้านหนังสือต่างบ้านต่างเมืองบางที่จึงมีป้ายแจ้งไว้ว่าการเปิดดูเพลินๆนั้นทำได้ แต่ถ้าจะอ่านเป็นเรื่องเป็นราวนั้นเราไม่อนุญาต ซึ่งในอารมณ์น่าหงุดหงิดนั้น ทนไม่ไหวเข้าบางวันเขาก็ลงมือเขียนป้ายบ้างเหมือนกัน
 
“You can read as much as you can, but if you take note we charge 15 baht per minute.”นั่นคือข้อความเล็กๆที่หนุ่มแปะไว้ใต้ชั้นหนังสือภาษาอังกฤษชั้นหนึ่ง อ่านเถอะครับ อ่านให้ได้มากที่สุดเท่าที่อ่านได้ แต่ถ้าคุณจดเมื่อไหร่เราคิดนาทีละ 15 บาท นี่คือใจความที่เบื้องต้นหนุ่มคิดว่าน่าจะพอใช้ในการป้องกันตัวเอง   
  
ทว่าพอติดป้ายที่ว่าขึ้นไปแล้วมันรู้สึกแสลงยังไงบอกไม่ถูก
 
มันเหมือนเราหวงเกินไปอย่างไรอย่างงั้น สุดท้ายทนไม่ได้เข้าก็เอาออก แต่พอเอาออกก็เจอพวกนิสัยแย่ๆอีก เส้นแห่งความพอดีอยู่ตรงไหนนั้นสุดท้ายก็กลายเป็นผู้ถูกกระทำอยู่นานทีเดียว
 
“วงการหนังสือบ้านเรานะไม่ต้องออกแรงผลักหรอก สะกิดเบาๆก็ล้มแล้ว” ในฐานะที่ยุ่งอยู่กับหนังสือเหมือนกันซึ่งแม้จะทำหนังสือกฏหมายแต่ก็ชอบเรื่องท่องเที่ยว วันหนึ่งในบทบาทลูกค้านั้นพี่ผู้ชายคนหนึ่งแลกเปลี่ยนกับหนุ่มด้วยการเล่าถึงขโมยในธุรกิจหนังสือให้ฟัง แกว่าสำนักพิมพ์ของแกเคยส่งหนังสือไปให้ร้านที่ต่างจังหวัดหนึ่งล๊อตใหญ่ราคาร่วมแสน แต่เมื่อส่งไปแล้วเขากลับบอกว่าไม่ได้รับ ทั้งๆที่คนส่งยืนยันได้ทุกอย่างว่าส่งถึงปลายทางแล้ว
 
“เมื่อเขาจะเล่นกันอย่างนี้ผมก็ต้องยอม” แกว่า และสาเหตุที่ยอมนั้นเป็นเพราะแกมองว่าโดยตัวมันเองร้านหนังสือก็อยู่ยากพอแล้วเลยไม่อยากมากความ  ทั้งๆที่การว่าความถือเป็นแนวถนัดของแก
 
“โห... มันเป็นอย่างนี้แหละครับ อย่าว่าแต่คนที่เราไม่รู้จักเลย เด็กส่งหนังสือที่สำนักงานผมยังขโมยหนังสือจากโกดังไปขายจตุจักรอยู่เป็นปี เพิ่งมารู้และไล่มันออกก็ไม่กี่วันนี่แหละ และไม่ใช่หนังสือเท่านั้นนะที่หาย รถของออฟฟิศจอดไว้ก็หายเหมือนกัน สามสี่ปีนี้ก็สองคันเข้าไปแล้ว” นี่ก็เป็นอีกประสบการณ์ที่เจ้าหน้าที่ส่งหนังสืออาวุโสคนหนึ่งซึ่งมีสำนักงานอยู่หลังวัดราชบพิตรเล่าให้ฟัง ฟังแล้วก็เบาใจอยู่บ้างที่ร้านหนังสือเดินทางโดนน้อยกว่าคนอื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ หนุ่มก็คิดว่าน่าจะมีวิธีรับมือที่ดีกว่านี้อยู่ดี
 
แล้วก็โดนอีก
 
ใช่! โดนอีกราวกับว่าถ้ารักจะทำร้านหนังสือก็ห้ามเบื่อขโมยเป็นอันขาด การ์ดตกเมื่อไหร่เป็นอันเจอกันเมื่อนั้น กระติก ที่เขี่ยบุหรี่ หนังสือ แจกัน มีอะไรอีกหล่ะที่ยังมีค่าในสายตาโจร
 
การฉกฉวยเอานั้นยังไม่จาง ซึ่งโจรมันไม่ใช่คนเดียวกันแน่แต่แปลกตรงที่มันเกิดซ้ำๆเอาในปีแรกๆจนแทบจะกล่าวได้ว่าถ้าจะท้อก็มีเหตุผลพอให้ท้อได้แล้ว วันหนึ่งหนุ่มได้แผ่นผ้าจารึกคำพูดของกฤษณะมูรติมา  ได้มาแล้วก็ไม่รู้จะทำให้รู้จักปราชญ์อินเดียท่านนี้กันใกล้ๆได้อย่างไรเลยเอาไปติดไว้ตรงประตูก่อนเข้าห้องน้ำ ผลก็คือถูกโจรปัญญาชนคนไหนก็ไม่รู้พับใส่กระเป๋าเอาไปเรียบร้อย
 
อีกครั้งเมื่อลูกค้าที่กลายมาเป็นเพื่อนคนหนึ่งเอากล้องถ่ายรูปของเพื่อนอีกทีมาฝากขายมันก็เกิดขึ้นอีก
 
วันที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิตอลนั้นกล้องฟิล์ม Nikon กับเลนส์สองตัวในกระเป๋าที่ค่อนข้างโชกโชนบอกราคาไว้ที่ 7,500 บาท ไม่แพงเลยแต่ก็ขายยากทีเดียว วันที่รับมาหนุ่มวางมันไว้บนกองหนังสือใกล้ๆกับชุดเก้าอี้หวายบริเวณหลังร้าน มันวางอยู่ตรงนั้นสิบวันแล้วก็ขายไม่ได้ ยี่สิบวันแล้วก็ขายไม่ได้ จนกระทั่งเดือนกว่าผ่านไปเช้าของเสาร์หนึ่งหนุ่มกวาดขยะแล้วไปหยิบมันขึ้นมาเพื่อจะทำความสะอาดบริเวณนั้น
 
ทว่ากล้องมันหายไปแล้วเหลือแต่กระเป๋าเบาหวิว
 
หนุ่มหันไปถามโยว่าเห็นไหม โยว่าก็วางอยู่ตรงนั้นไม่ใช่เหรอวันก่อนยังเห็นเลย เมื่อไม่อยู่แล้วปะติดปะต่อเข้าเลยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กระเป๋าเปล่าๆตั้งหลอกอยู่กี่วันแล้วก็ไม่รู้ เงิน 7,500 บาทสุดท้ายก็ต้องยืดอกรับอีกเพราะเพื่อนที่เอามาต้องเอาไปจ่ายให้เพื่อนของเขาอีกที กับโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนครั้งนี้กระดูกที่หนุ่มเอามาแขวนคอนั้นเบ้อเร่อเลยทีเดียว
 
เรื่องเศร้าก็คือนี่ยังไม่หมด
 
และที่น่าตกใจก็คือต่อมาโจรมันยังพัฒนาไปอีกขั้น อย่างเบาๆก็มาหลอกเอาว่าเก็บค่าขยะ คืนหนึ่งมีเด็กหนุ่มหน้าตาซื่อๆเปิดประตูเข้ามาแล้วก็บอกว่า “พี่เก็บค่าขยะครับ”
 
เมื่อร้านเปิดมาได้ไม่นาน แน่อยู่หรอกว่าไม่สามารถรู้ได้หมดว่าใครเป็นใคร เห็นซื่อๆหน้าตามอมแมมหนุ่มก็คิดว่าเป็นเรื่องน่าให้กำลังใจทีเดียวหากใครสักคนจะหารายได้พิเศษด้วยการรับใช้สังคม เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ยื่นให้ 200 บาทตามคำขอ มารู้เอาว่าพลาดอีกแล้วก็เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตในชุดสีกากีและมีใบเสร็จเรียบร้อยมาทำหน้าที่เดียวกันในเดือนต่อมา และค่าเก็บขยะก็แค่ 60 บาทเท่านั้น
 
แต่ครั้งที่โจรมันสามารถสร้างเรื่องได้ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เหลือเชื่อราวสุดยอดเรื่องสั้นก็เห็นจะไม่มีครั้งไหนเกินกว่าครั้งที่เกิดขึ้นเอากับ “ปุ๊กปิ๊ก” น้องที่มาเฝ้าร้าน
 
ใช่!..จำปุ๊กปิ๊กกันได้ไหม
 
ปุ๊กปิ๊กน้องผู้หญิงผมยาว พูดจาฉะฉานและใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเป็นที่หนึ่งเพราะกำลังเรียนโทเอกภาษาอังกฤษอยู่ ปีแรกตอนที่ทั้งหนุ่มและโยยังทำงานประจำเช้าจดเย็นจันทร์ถึงศุกร์ร้านหนังสือเดินทางมีปุ๊ก ปิ๊กนี่แหละเป็นผู้ดูแล
 
วันที่เกิดเหตุปุ๊กปิ๊กมาเปิดร้านเหมือนเคย ส่วนโยก็อยู่ที่ทำงานของเธอ สำหรับหนุ่มวันนั้นมีเหตุให้ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดซึ่งก่อนเที่ยงเห็นจะได้โทรศัพท์ของหนุ่มก็ดังขึ้น
 
“พี่หนุ่ม พี่ให้ใครมาเอาตังก์หรือเปล่า?” นั่นคือเสียงของปุ๊กปิ๊ก
 
ครั้นหนุ่มบอกว่าไม่ ปุ๊กปิ๊กก็อุทานขึ้นว่าตายแล้วๆ และก็วางไปแค่นั้น ทว่าไม่นานโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก คราวนี้เป็นสายของโยหนุ่มเลยรู้ว่าอะไรเป็นอะไร  
 
วันนั้นเมื่อเปิดร้านแล้ว สายๆก็มีชายกลางคนท่าทางน่าเชื่อถือคนหนึ่งเข้ามา มาถึงก็บอกปุ๊กปิ๊กว่า...เป็นเจ้าหน้าที่ของเขตมาเก็บเงินค่าอบรมป้องกันไฟไหม้ พี่หนุ่มกับพี่โยได้บอกไว้หรือเปล่า?
 
เมื่อหนุ่มกับโยไม่ได้สั่ง ปุ๊กปิ๊กก็จำต้องตอบว่าไม่ ซึ่งนั่นก็ทำให้ชายดังกล่าวก้าวไปอีกขั้น “เดี๋ยวผมโทรไปสอบถามคุณโยกับคุณหนุ่มก่อน” เขาว่า จากนั้นก็แสร้งทำเป็นกดแป้นโทรศัพท์แล้วพูดขึ้นมาดังๆทั้งๆที่หนุ่มและโยไม่มีใครได้รับสายจากเขาเลย  
               
“คุณโยหรือครับ อ้อ! ผมมาแล้วแต่น้องเขาว่าคุณโยไม่ได้บอกไว้ จะให้รับเงินไปจำนวนหนึ่งก่อนหรือ ได้ๆส่วนที่เหลือสะดวกยังไงคุณโยติดต่อไปทางเขตอีกทีแล้วกัน” นี่คือใจความที่เขาพูดคนเดียว พูดจบก็หันไปบอกกับปุ๊กปิ๊กว่าแจ้งโยแล้ว และโยก็บอกให้รับเงินไปก่อนจำนวนหนึ่ง 
               
ซึ่งปุ๊กปิ๊กก็ทำตาม ตึกเก่า ไฟไหม้ แถมยังรู้จักหนุ่มกับโยอีก ก็เหมือนกับที่หนุ่มเคยเจอนั่นแหละปุ๊กปิ๊กเองก็มองโลกในแง่ดีเหมือนกัน
               
แต่ปรากฏว่าเมื่อได้คืบแล้วโจรมันยังอยากจะเอาศอก
 
คงเห็นว่าเช้านั้นร้านเงียบ และเป็นน้องผู้หญิงอยู่คนเดียว มันเลยออกอุบาย “ต้องมีการตัดชุดผจญเพลิงด้วยนะ ปิดร้านไปที่เขตได้สักครึ่งชั่วโมงหรือเปล่า?”
               
เมื่อปุ๊กปิ๊กบอกว่าคงไม่ได้ มันก็ก้าวต่อ “ถ้างั้นวัดตัวไปจากที่นี่แล้วกัน สายวัดหล่ะมีไหม?”
               
เมื่อไม่มีมันก็ถาม “เชือกยาวๆสักเส้นก็ได้?”
               
เชือกนั้นมี ปุ๊กปิ๊กเลยเปิดตู้ใต้แผงไฟแล้วหยิบเชือกฟางให้ไปขดหนึ่ง ได้เชือกแล้วโจรมันก็ทำเป็นมองไปหน้าร้านหนึ่งครั้งแล้วบอกว่า“ไปหลังร้านดีกว่า เดี๋ยววัดตรงนี้ใครผ่านมาเห็นเข้าจะหาว่าผมทำไม่เหมาะ”
               
เมื่อเชื่อเสียแล้วจะทำอะไรได้อีก ปุ๊กปิ๊กก็ให้ความร่วมมืออีกเช่นเคย ตรงบริเวณหลังร้านนั้นนอกจากจะมีชุดเก้าอี้หวายแล้วยังมีราวบันไดเหล็กเป็นซี่ๆไว้กันตกยามเดินขึ้นชั้นสอง ราวบันไดนี่สูงท่วมหัวทีเดียว มีใครยืนอยู่รับรองว่าคนข้างนอกมองมาไม่มีทางเห็น โจรมันเดินเข้าไปหลังร้านแล้วหยุดอยู่บริเวณนั้น
               
โชคยังดีที่ก่อนอะไรๆจะไปไกลเกิน เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งของปุ๊กปิ๊กให้บังเอิญเดินเข้ามา
               
โชคยังดีที่เมื่อเห็นคน โจรมันก็ทิ้งทุกอย่างแล้วพรวดออกไปนอกร้านจากนั้นก็หายไปกับมุมใดมุมหนึ่งของถนนพระอาทิตย์
               
ถ้าเพื่อนของเธอมาช้ากว่านี้ซักหน่อยนะจะเป็นอย่างไร
 
หรือถ้าเพื่อนคนนั้นไม่เดินเข้ามาแล้วโจรมันจับเธอมัดไว้กับราวบันได จากนั้นก็เดินไปล็อคประตูหน้าร้านแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว นั่นแหละปุ๊กปิ๊กเลยโทรไปหาหนุ่มและได้แต่พูดว่า... ตายแล้วๆอยู่คำเดียว
 
เย็นนั้นเมื่อเจอหน้ากันไม่มีใครตำหนิปุ๊กปิ๊กเลย ได้แต่บอกว่าไม่ตายหรอกปุ๊กปิ๊ก เสียเงินน่ะไม่เท่าไหร่ ไม่เป็นไรมากกว่านี้ก็ดีแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ก็กลายเป็นอุทาหรณ์ให้นึกถึงอยู่นานเท่านาน
 
ที่น่าประหลาดก็คือโจรมันรู้ได้อย่างไรว่าวันปกติมีปุ๊กปิ๊กอยู่ มันรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นเจ้าของร้าน กับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเมื่อหารือกันในแวดวงคนใกล้ชิดทั้งที่ปกติไม่ใช่คนหยาบแต่ได้ยินแล้วหลายคนก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงกันออกมา กรณีชุดดับเพลิงนี้ใครคนหนึ่งบอก “โจรมันทำการบ้านมาดี!”
 
ส่วนกรณีแจกัน หนังสือ และกล้องถ่ายรูปที่ถูกใครก็ไม่รู้ล้วงเอาไปแล้วปล่อยให้ร้านต้องจ่ายเจ็ดพันฟรีๆโดยไม่ได้อะไรเลยนั้น ใครอีกคนก็พึมพำขึ้นว่า
 
 “โห! ลูกค้าร้านหนังสือเดินทาง ขอโทษทีเถอะ... เสียชื่อฉิบหาย”.